ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 250 ซ่อนมีดมาพบ
บทที่ 250 ซ่อนมีดมาพบ
ขณะเดียวกันเขาก็ลอบด่ามารดา ด่าในใจว่าหลิวคังไม่มีสมอง ทำไมไม่พาคนไปหาผู้อาวุโส แต่ดันพาคนมาหาเขาเสียนี่?
นี่มันจะเอาชีวิตกันชัด ๆ!
“มาหาข้าหรอกหรือ จูต้าเหนียงมาหาข้ามีธุระใดหรือ?”
เจ้าหน้าที่ถามคำถามนั้นออกไปแล้วก็ต้องร้อง ‘ฉิบหาย’ ในใจ ถามไปแบบนี้ไม่เท่ากับเปิดทางให้อีกฝ่ายแล้วรึ?
ถ้าจะถามก็ควรเปลี่ยนไปถามแบบอื่น
ทว่าไม่รอให้เขาคิดออกว่าจะเบี่ยงเบนหัวข้อสนทนาไปหาหลิวต้าซุ่นได้อย่างไร เย่อวี๋หรานก็ตอบไปว่า “แน่นอนว่าย่อมมีเรื่องด่วน เจ้าห้าบ้านข้าพาสะใภ้ห้าออกจากเรือนมาเดินเล่นข้างนอก แต่กลับมีคนมาบอกข้าว่าพวกเขาถูกคนตีที่หมู่บ้านสกุลหลิวของพวกท่าน เป็นตายอย่างไรก็ไม่ทราบ ข้าจึงได้แต่มาหาผู้หลักผู้ใหญ่ของหมู่บ้านเพื่อสอบถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่ ลูกชายกับลูกสะใภ้ข้าไปล่วงเกินใครเข้าหรือ ไฉนจึงมีคนมาตีพวกเขาได้?”
ใช่แล้ว ข้าไม่ได้มาหาเรื่องหลิวต้าซุ่น แต่มาทวงคนกับหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกท่าน
ถ้าไปทวงคนกับหลิวต้าซุ่น พวกเขาจะต้องสู้สุดชีวิตกับข้าแน่นอน ท่านเป็นถึงเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้าน ถ้ายังห่วงหน้าตาอยู่ก็คงไม่ทำถึงขั้นนั้นหรอกนะ
เจ้าหน้าที่ตะลึงงัน คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมาไม้นี้ ไม่รู้ว่าจะต่อบทสนทนาอย่างไรเลยทีเดียว
“ท่านคงไม่ได้ไม่รู้ว่ามีเรื่องนี้หรอกกระมัง?” เย่อวี๋หรานแสร้งทำเป็นประหลาดใจ นางกล่าวอีกว่า “ไม่กระมัง ท่านเป็นถึงผู้ใหญ่ประจำหมู่บ้าน แต่กลับไม่รู้ว่าในหมู่บ้านเกิดเรื่องอะไรขึ้น แบบนี้มันใช้ได้อย่างนั้นหรือ?”
“แหะ ๆ เปล่า จะมีเรื่องเช่นนั้นได้อย่างไร? หมู่บ้านของพวกเรา…” เจ้าหน้าที่แสร้งขำขันกลบเกลื่อน “คนในหมู่บ้านของพวกข้าเป็นคนดีมีน้ำใจเสมอมา จะไปตีคนโดยไร้สาเหตุได้อย่างไร?”
“ท่านหมายความว่าลูกชายกับลูกสะใภ้ข้าไปทำอะไรเอาไว้ จึงถูกคนในหมู่บ้านของพวกท่านตีสินะ?” เย่อวี๋หรานเก็บรอยยิ้ม นางไม่พอใจเสียแล้ว “ลูกชายกับลูกสะใภ้ข้ามีนิสัยอย่างไร ข้าจะไม่รู้เชียวหรือ? คนหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ใกล้จะเป็นผู้ใหญ่ อีกคนเป็นลูกสะใภ้อายุเยาว์ วัยกำลังหน้าบางกันทั้งคู่ พวกเขาจะทำเรื่องชั่วช้าอะไรได้? ไปขโมยเสบียงของบ้านไหน หรือไปลักไก่ของเรือนใครงั้นหรือ?”
นางที่อยู่ไกลขนาดนั้นยังได้ยินเรื่องของหลิวต้าซุ่น เขาที่เป็นเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านจะไม่รู้เชียวหรือ?
ตอนที่ยังไม่เห็นคนตรงหน้า นางยังคาดเดาอยู่เลยว่าใครกันแน่ที่เป็นคนทำเรื่องนี้ แต่หลังจากเห็นท่าทางแสร้งไขสือทั้งที่รู้อยู่เต็มอกของอีกฝ่าย นางก็เริ่มสงสัยเขาขึ้นมาเสียแล้ว?
“เจ้าหน้าที่ ท่านพูดแบบนี้ออกจะไม่มีเหตุผลสักเท่าไหร่นะ ข้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เป็นคนอย่างไร ทั่วเชิงเขาไท่ตังใครบ้างจะไม่รู้?”
“ข้ามีลูกชายทั้งหมดเจ็ดคน ผ่านมาก็ตั้งหลายปีแล้ว ทำไมไม่เคยได้ยินใครพูดมาก่อนเลยว่าลูกชายข้ามีนิสัยชอบลักเล็กขโมยน้อย?”
“ท่านมาใส่ร้ายกันแบบนี้จะไร้เหตุผลไปหน่อยกระมัง?”
……
เย่อวี๋หรานพูดจาน้ำไหลไฟดับ ประหนึ่งจุดปะทัด พูดได้ไม่จบสิ้น ไม่ปล่อยให้เจ้าหน้าที่สบช่องเอ่ยแทรกขึ้นมาสักคำ
ความหมายตามคำพูดของนางเรียบง่ายอย่างมาก ลูกชายกับลูกสะใภ้ของนางถูกคนตีในหมู่บ้านสกุลหลิวจะต้องไม่ใช่ความผิดของลูกชายกับลูกสะใภ้ของนางแน่นอน เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่นั้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้าน นางต้องการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ชัดเจน แล้วส่งลูกชายกับลูกสะใภ้ของนางคืนมาอย่างปลอดภัย
“ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็พูดกันง่ายหน่อย แต่ถ้าลูกชายกับลูกสะใภ้ของข้าเป็นอะไรขึ้นมา เฮอะเฮอะ เจ้าหน้าที่ก็อย่าโทษที่ข้าไม่เห็นแก่ใครหน้าไหนเหมือนกับที่โจษจันกันมาก็แล้วกัน”
“มีอะไรก็พูดกันดี ๆ” เจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านสกุลหลิวใจเต้นรัวขึ้นมา รีบส่งสัญญาณให้คนข้าง ๆ ใครก็ได้ที่ฝีเท้าว่องไวหน่อยรีบไปเชิญผู้อาวุโสของหมู่บ้านมาโดยด่วน
เรื่องนี้เขารับมือคนเดียวไม่ไหว ต้องให้ผู้อาวุโสมาช่วยเหลืออีกแรง
ตลกแล้ว ตอนออกอุบาย สองคนช่วยกันหารือเสียดิบดี แต่เมื่อถึงคราวต้องแบกหม้อดำ จะให้เขาแบกหม้อดำอยู่คนเดียวได้อย่างไร?
เจ้าหน้าที่ยืนยันกับเย่อวี๋หรานว่าเขาไม่รู้เรื่องนี้จริง ๆ ถ้าเขารู้เรื่องจะต้องไม่ยอมให้ใครหน้าไหนแตะต้องลูกชายกับลูกสะใภ้ของนางแน่นอน
ยังมีคนไม่รู้จักชื่อเสียงของนางในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้อีกหรือ?
ก็เหมือนกับที่นางว่าไว้ ตั้งครรภ์แปดครั้ง เจ็ดคนแรกเป็นลูกชายทั้งหมด วาสนานี้ของจูเหล่าโถวไม่รู้ว่าทำให้ผู้ชายมากมายเท่าไหร่ต้องนึกอิจฉา
อีกทั้งลูกชายเหล่านั้นของนางก็เลี้ยงมาได้ดียิ่งนัก คนที่ขยันขันแข็งก็ทำงานแข็งขัน คนที่สมองปราดเปรียวก็เฉลียวฉลาด ครอบครัวที่มีลูกชายมากล้วนเป็นทุกข์ว่าลูกชายจะหาสะใภ้ไม่ได้ มีก็แต่ครอบครัวสกุลจูของพวกเขาที่ไม่จำเป็นต้องอนาทรร้อนใจสักนิด
ครั้นอายุย่างถึงวัยก็มีลูกสะใภ้ส่งมาให้ถึงประตูเรือน วาสนาเช่นนี้ คนทั่วไปสามารถอาจเอื้อมได้หรือ?
เจ้าหน้าที่ชมเชยยกใหญ่ ตั้งใจจะตีสนิทสักหน่อย จากนั้นก็เชิญเย่อวี๋หรานเข้าไปนั่งในเรือนด้วยตนเอง เอาแต่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนทำไม ไฉนไม่เข้ามานั่งในเรือนแล้วค่อย ๆ พูด ค่อย ๆ จา
ไม่ว่าเรื่องนี้เป็นมาอย่างไร ขอเพียงคุยกันรู้เรื่อง สุดท้ายย่อมต้องมีวิธีสะสางแน่นอน
“ได้ งั้นก็เข้าไปคุยกันข้างใน พอดีเลย ข้ายืนนานจนเมื่อยขาหมดแล้ว” เย่อวี๋หรานร้องเรียกจูซื่ออย่างผ่าเผย จากนั้นก็เดินเข้าไปในเรือน
เจ้าหน้าที่กันคนในหมู่บ้านที่แห่มาชมความครึกครื้นเอาไว้นอกประตูเรือน แล้วรีบเรียกสะใภ้ใหญ่ออกมายกเก้าอี้และน้ำออกมา
สะใภ้ใหญ่กำลังแอบมองออกมาผ่านช่องตรงประตู พบว่าคนที่เข้ามามีเพียงสตรีแปลกหน้าและคนหนุ่มสองคน บรรยากาศก็แลดูกลมเกลียวดี แม้จะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็ขานรับแล้วรีบไปจัดการทันที
นางไม่กล้ามองเย่อวี๋หรานนานเกินไป จึงได้แต่แอบมอง ราวกับว่าถ้าถูกจับได้ก็จะถูกเฉือนหน้าไปผัดทำเป็นอาหารเสียอย่างนั้น
“นั่งเก้าอี้ตัวนี้ ตัวนี้ดีหน่อย” เจ้าหน้าที่สละเก้าอี้ที่ดีที่สุดในเรือนให้เย่อวี๋หรานนั่งเพื่อประจบเอาใจนาง
เมื่อเย่อวี๋หรานนั่งลงแล้วก็ค่อยวางตะกร้าที่ถือมาครึ่งค่อนวันแล้วลงบนพื้น
ไม่ทราบว่านางเจตนาหรือไม่เจตนา ผ้าที่คลุมตะกร้าอยู่พลันเปิดออกมาเล็กน้อย เผยให้เห็นเงาอันคมปลาบของบางสิ่ง และสะใภ้ใหญ่ผู้นี้ก็เห็นเข้าพอดิบพอดี
สะใภ้ใหญ่สูดลมหายใจหนาวเหน็บ เกือบจะกรีดร้องออกมาแล้ว “มารดามันเถอะ มีด?!”
นางรีบหายใจเข้าลึก ทำเสมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วเร่งจัดโต๊ะและเก้าอี้ให้เรียบร้อย
ตอนที่กำลังจะเทน้ำ ยังทำทีเหมือนหาสิ่งของไม่พบ ร้องเรียกเจ้าหน้าที่ว่า “ท่านพ่อ ท่านเข้ามาหน่อย ถ้วยใบนั้นของท่านอยู่ตรงไหนแล้วเจ้าคะ?”
“ถ้วยอะไรกัน? เจ้าเป็นคนดูแลทุกอย่างนี่นา?” เจ้าหน้าที่ยังไม่เข้าใจ จึงกล่าวขอโทษขอโพยกับเย่อวี๋หราน บอกว่าสะใภ้ใหญ่ของบ้านเขาก็เป็นเสียแบบนี้ มีเรื่องอะไรก็ต้องเรียกให้คนช่วย ไม่ได้เรื่องได้ราวเหมือนลูกสะใภ้ของนาง
เย่อวี๋หรานไม่ตอบรับ หากแต่เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ในเมื่อลูกสะใภ้เรียกท่าน ท่านก็ไปเถอะ ไม่ทำให้เสียเวลาหรอก”
“เจ้าพูดถึงขั้นนี้แล้ว ข้าไปดูหน่อยก็แล้วกัน”
ครั้นเจ้าหน้าที่จากไป จูซื่อที่นั่งอยู่ข้าง ๆ กันก็ยื่นศีรษะเข้ามาหา ถามเย่อวี๋หรานอย่างเคร่งเครียดว่า “ท่านแม่ แย่แล้ว เมื่อครู่นี้ดูเหมือนสะใภ้ของเขาจะเห็นของที่อยู่ในตะกร้าท่านแล้วขอรับ”
ในตะกร้าของนางมีสิ่งใดอยู่ เขาเห็นเต็มสองตาแล้วจะไม่รู้ได้อย่างไร?
ดังนั้นเขาจึงค่อนข้างกังวลใจ กลัวว่ามันทำจะให้มารดาเสียเรื่อง
คิดไม่ถึงว่าเย่อวี๋หรานจะมีสีหน้าเฉยชา “ข้าจงใจ”
จูซื่อเบิกตากว้าง “ท่านแม่จงใจ?!”
เย่อวี๋หรานมองเขาแล้วพูดว่า “ไม่เข้าใจก็อย่าพูดจาส่งเดช”
จูซื่อหุบปากลงฉับ เอาแล้ว เขาถูกมารดาตำหนิเสียแล้ว!
ภายในห้องครัว เจ้าหน้าที่เข้าไปแล้วก็ถามลูกสะใภ้ว่ามีเรื่องใดกันแน่ ทำไมแค่หาถ้วยสักใบก็ยังจะหาไม่เจอ
เมื่อเห็นของที่ลูกสะใภ้วางไว้บนเตา เขาก็ยังบ่นให้นางอีกหลายประโยค ก็หาได้ครบแล้วนี่นา ยังจะเรียกเขาเข้ามาทำไม?
สะใภ้ใหญ่รีบกดเสียงลงกระซิบว่า “ท่านพ่อ ท่านพูดเบาหน่อย ข้าเรียกท่านเข้ามาก็เพราะอยากบอกท่านว่าประเดี๋ยวท่านต้องระวังตัวหน่อยนะเจ้าคะ ข้าเพิ่งเห็นมากับตาว่าในตะกร้าของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นซ่อนมีดเล่มหนึ่งเอาไว้เจ้าค่ะ”