ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 248 คิดว่านางโง่หรือไร
บทที่ 248 คิดว่านางโง่หรือไร
“เจ้าห้าบ้านพวกเจ้าเกิดเรื่องแล้ว”
หลี่ซื่อพลันนึกเรื่องที่จูอู่กับหลินซื่อไปสืบข่าวที่หมู่บ้านสกุลหลิวขึ้นมาได้ นางจึงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ต้าเหนียง ท่านคงไม่ได้พูดถึงจูอู่กับหลินซื่อกระมัง? เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาหรือเจ้าคะ?!”
“จะอันใดได้ ถูกคนตีน่ะสิ เลือดโชกร่างเชียว มารดามันเถอะ น่าเวทนายิ่งนัก…”
ครั้นได้ยินดังนั้น หลี่ซื่อก็ใจหายวาบ รีบดึงอีกฝ่ายมาสอบถามอย่างละเอียดว่าเกิดอันใดขึ้นกันแน่
แต่อีกฝ่ายก็ไม่รู้เรื่องราวชัดเจนนัก เพียงได้ยินคนมาส่งข่าวว่าจูอู่และภรรยาถูกคนล้อมเอาไว้ อีกทั้งยังถูกตีสะบักสะบอมไม่เบา
หลี่ซื่อตระหนก ไม่เข้าใจสักนิดว่าพวกเขาสองคนก็แค่ไปสืบข่าวเท่านั้น ไฉนจึงถูกคนตีเสียได้?
ถ้าเป็นคนอื่นก็ช่างเถอะ แต่ด้วยชื่อเสียงอันน่าเกรงขามของแม่สามี อยู่ข้างนอกนั้นยังมีคนกล้ารังแกลูกชายตามอำเภอใจอีกหรือ?
หลี่ซื่อไม่ชักช้า บอกให้จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยรีบเดินไปทันที
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยตระหนักถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ได้ จึงกัดฟันเร่งฝีเท้าตามมาให้ทัน
“ถูกตี?” เย่อวี๋หรานได้ยินก็ตะลึงไป “ไฉนจึงถูกตีได้?”
หลี่ซื่อสังเกตสีหน้าของแม่สามีอย่างระมัดระวัง ก่อนจะกล่าวว่า “ไม่ทราบเจ้าค่ะ แค่ตอนที่กำลังจะออกมาจากเรือน มีคนมาแจ้งข่าว ท่านแม่ ท่านว่าจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ? ต้องไปหมู่บ้านสกุลหลิวสักหน่อยหรือไม่?”
เย่อวี๋หรานเงียบงันไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า “แจกน้ำ”
“หา?” หลี่ซื่อตะลึง
“ข้ากระหายน้ำแล้ว”
หลี่ซื่อ “…”
ตอนนี้ใช่เวลามาดื่มน้ำไหม?
แต่นางไม่กล้าพูด ทำได้เพียงหยิบถ้วยขึ้นมาเทน้ำแล้วส่งไปให้
ด้านข้างกันนั้น หลิ่วซื่อและหลิวซื่อลอบสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หราน
จูซื่อได้ยินว่าจูอู่ถูกคนตีก็นึกร้อนใจ รีบกล่าวกับหลี่ซื่อว่า “หรูตง ตกลงคนถูกตีได้อย่างไรกันแน่ เจ้าไม่รู้จริง ๆ หรือ?”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ไม่รู้ ข้าถามแล้ว ท่านป้าคนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกัน”
นางไม่กล้าบอกเรื่องที่จูอู่และภรรยาถูกคนตีร่างโชกเลือดด้วยซ้ำ เพราะกลัวว่ามารดาจะโมโหจนรับไม่ไหว
“ท่านแม่ ข้าไปหมู่บ้านสกุลหลิวกับท่านด้วยขอรับ” จูซื่อกับจูอู่อายุไล่เลี่ยกัน ความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องดีมาตลอด เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายเกิดเรื่อง เขาจะอยู่เฉยได้อย่างไร?
แทบอยากลุกขึ้นมาสวมรองเท้า แล้ววิ่งไปหมู่บ้านสกุลหลิวเสียเดี๋ยวนั้น
“ร้อนใจไปไย? น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้[1] หมู่บ้านสกุลหลิวอยู่ไกลจากหมู่บ้านของพวกเรา เจ้ารีบไปตอนนี้ คนก็คงเย็นชืดหมดแล้ว” เย่อวี๋หรานหันมามองเขานิ่ง ๆ
จูซื่อยิ่งร้อนใจมากกว่าเดิม “ท่านแม่ ท่านรู้ทั้งรู้แล้วยังนั่งอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร? ไฟไหม้มาถึงขนคิ้วแล้ว[2] ถ้าชักช้าอาจเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริง ๆ ก็ได้นะขอรับ”
คนทั้งหมดล้อมกันเข้ามา สีหน้าไม่ต่างกันมากนัก
เย่อวี๋หรานจนปัญญา คนสกุลจู ‘ความจำเป็นเลิศ’ โดยกำเนิด แต่ดูเหมือนจะถูกเจ้าของร่างเดิมก่อกวนจนไม่ชอบใช้สมองเสียแล้ว
แน่นอนว่าทั้งอาจเป็นไปได้ว่าปกตินางคิดเผื่อพวกเขามากเกินไป ทำให้พวกเขาเกียจคร้านจนเคยตัว มีเรื่องอันใดล้วนมาหานาง
“ในเมื่อเจ้าเองก็รู้ว่าหมู่บ้านสกุลหลิวอยู่ห่างจากหมู่บ้านสกุลจู ไม่อาจไปถึงได้ในทันที พวกเจ้าก็บอกข้าหน่อยสิว่าต้าเหนียงผู้นั้นอยู่ไกลถึงหมู่บ้านสกุลจู แล้วไปได้ยินข่าวจากสถานที่ห่างไกลเช่นนั้นได้อย่างไร? นางได้ยินเสียงลอยมาตามลมงั้นหรือ?”
ครั้นเย่อวี๋หรานกล่าวจบ ทั่วทั้งทุ่งนาก็เงียบสนิท
“เอ่อ…นางบอกว่าได้ยินคนอื่นพูดมาเจ้าค่ะ” หลี่ซื่ออธิบายเสียงเบาจากข้าง ๆ
แต่นางก็ได้สติคืนมาแล้ว ต่อให้ต้าเหนียงท่านนั้นได้ยินคนอื่นพูดมา แต่ระหว่างนั้นต้องมีคนมาแจ้งข่าวก่อนถึงจะรู้ได้
คนแจ้งข่าวเดินทางไปมาก็ต้องใช้เวลา แล้วผู้ใดส่งข่าวให้ต้าเหนียงท่านนั้นกันเล่า?
ทุกคนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“แล้วท่านแม่จะไปหมู่บ้านสกุลหลิวหรือไม่เจ้าคะ?” ผ่านไปสักพัก หลี่ซื่อก็ถามขึ้นมา
“ไปสิ ทำไมจะไม่ไป? มีคนอยากให้ข้าไป ข้าไปก็ได้ พอดีเลย ข้าก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าใครอยากให้ข้าไปขนาดนี้” เย่อวี๋หรานกล่าว
แสงแดดพอเหมาะ บนทางชนบทสายน้อย เกวียนเทียมวัวคันหนึ่งกำลังมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านสกุลหลิว
คนบนเกวียนไม่ใช่ใครอื่น ก็คือเย่อวี๋หรานและจูซื่อสองแม่ลูกนั่นเอง
เดิมทีคนอื่น ๆ ก็อยากไปด้วยเช่นกัน แต่ยังต้องปักกล้าลงดิน เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้งานในนาต้องล่าช้า จึงบอกให้พวกเขารั้งอยู่ที่เรือนเพื่อทำงานต่อไป
สาเหตุที่พาจูซื่อมาด้วยก็เพราะว่าเขาอายุใกล้เคียงกับจูอู่ ถ้ามีอะไรจริง ๆ จูซื่อก็ล้วงความลับเก่ง อีกอย่างนั้นเมื่อเทียบกับจูต้าและจูเอ้อร์แล้ว เขามีสมองปราดเปรียวมากกว่า
ทำอย่างไรได้ ผู้ใดให้จูซานที่เฉลียวฉลาดที่สุดในสกุลจูไม่อยู่บ้านเสียแล้วเล่า
“สิ่งที่ข้าบอก เจ้าจำได้หมดแล้วใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมองเขาพลางเอ่ยถาม
จูซื่อผงกศีรษะ “ท่านแม่ ท่านวางใจขอรับ ข้าจำได้แน่นอน”
“อืม”
ในไม่ช้า เกวียนเทียมวัวก็เดินทางมาถึงทางเข้าหมู่บ้านสกุลหลิว
มองเห็นได้จากไกล ๆ ว่ามีคนผู้หนึ่งยืนเฝ้าอยู่ตรงนั้น
เขาเห็นเกวียนเทียมวัวใกล้เข้ามาก็กระโดดเข้ามายืนยันว่า “นี่ มาจากหมู่บ้านไหน?”
สารถีเอ่ยตอบว่า “หมู่บ้านสกุลจู”
คนผู้นั้นมีท่าทางคึกคักขึ้นมาทันที หันไปพิจารณาชายหนึ่งหญิงหนึ่งที่นั่งอยู่บนเกวียน “จูต้าเหนียงมาเองหรือ?”
แม้ชื่อเสียงอันร้ายกาจของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะลือไปทั่วเชิงเขาไท่ตัง แต่ใช่ว่าชาวบ้านจะรู้จักนางกันหมดทุกคน
เขาเองก็เพียงเคยเห็นจากไกล ๆ ตอนที่ไปตลาดนัด แต่ก็กลัวว่าจะจำผิดจึงอยากยืนยันสักหน่อย
“ใช่”
คนผู้นั้นได้ยินก็สืบเท้าถอยหลังวิ่งไปทันที
เขาวิ่งพลางตะโกนเข้าไปในหมู่บ้าน “จูต้าเหนียงมาแล้ว! จูต้าเหนียงมาแล้ว!”
ทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลหลิวพลันคึกคักขึ้นมาทันที
สารถีเกวียนเทียมวัวชะงัก “…”
ส่วนจูซื่อรีบหันไปมองมารดา คงไม่ใช่ว่าท่านแม่เดาถูกแล้วหรอกนะ?!
เกวียนเทียมวัวเคลื่อนเข้าไปในหมู่บ้านสกุลหลิวอย่างแช่มช้า เห็น ๆ อยู่ว่านี่เป็นหมู่บ้านขนาดเล็กที่ล้าหลังแห่งหนึ่ง ตามหลักแล้วทุกคนน่าจะกำลังยุ่งอยู่กับงานในทุ่งนา ไม่มีใครว่างมาชมความครึกครื้น
แต่เรื่องน่าแปลกก็คือ พวกเขากลับโผล่มาทางนี้กันหมดทุกเพศทุกวัย ยังพร้อมหน้ากว่าตอนที่ผู้อาวุโสเปิดประชุมหมู่บ้านเสียอีก
“ท่านแม่ ทำไมมีคนเยอะขนาดนี้?” จูซื่อลงจากเกวียน ในมือถือท่อนไม้ท่อนเดียว จู่ ๆ ก็ถูกคนจำนวนมากล้อมเอาไว้เช่นนี้ ถึงอย่างไรก็รู้สึกกลัวอยู่บ้าง
เย่อวี๋หรานไม่ตอบ นางเพียงกุมตะกร้าในมือแน่น มองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ขอถามสักนิดเถอะ เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้าอยู่ที่ไหนหรือ?”
เห็นได้ชัดว่าคำถามนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของทุกคน พวกเขาต่างตะลึงกันไปหมด
จากนั้น พวกเขาก็หันหน้าแนบหูเข้าหากัน คล้ายกำลังหารือกันอยู่
ไฉนไม่รีบไปเรือนหลิวต้าซุ่นเพื่อช่วยคน แต่กลับจะไปพบเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสประจำหมู่บ้านพวกเขางั้นหรือ?
สตรีผู้หนึ่งใจกล้าหน่อย นางอาศัยว่าสามีกับลูกชายของตัวเองล้วนยืนอยู่ข้าง ๆ นางแอบอยู่ท่ามกลางฝูงชน หดคอลงแล้วถามว่า “พวกเจ้ามาหาหลิวต้าซุ่นไม่ใช่หรือ?”
เมื่อเย่อวี๋หรานกวาดสายตามองไป นางก็ยิ่งหดคอลงมากกว่าเดิม ทั้งยังหลบอยู่หลังสามีตนเอง ท่าทางราวกับกลัวว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะมาหาเรื่องนาง
เย่อวี๋หราน “…”
แม้ทราบว่าชื่อเสียงของตนเองจะโด่งดังอยู่ข้างนอก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวกันถึงขั้นนี้กระมัง?
“ข้าจะไปหาเขาทำไม? ลูกชายกับลูกสะใภ้ของข้าหายตัวไปในหมู่บ้านสกุลหลิว ถ้าจะหาคนก็ต้องไปหาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านพวกเจ้าน่ะสิ”
คิดว่านางโง่หรือไร?
ถ้านางบุกไปที่เรือนหลิวต้าซุ่น นั่นก็คือสุนัขกัดกัน ทั้งปากมีแต่ขน[3] บุกเดี่ยวเข้าไปจะมีจุดจบที่ดีหรือไม่ก็ยังบอกไม่ได้
แต่เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่เหมือนกัน ต่อให้คนในหมู่บ้านสกุลหลิวจะไร้เหตุผลเพียงใด แต่พวกเขาจะกล้าลงมือกับนางหรือ?
ถ้าพวกเขากล้าลงมือ นางก็กล้าเชิญเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลจูมาหาเรื่องหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกเขาด้วย
ถึงตอนนั้นก็ไม่ใช่แค่ความขัดแย้งระหว่างสกุลจูและสกุลหลิวสองครอบครัวอีกแล้ว แต่เป็นความขัดแย้งระหว่างสองหมู่บ้าน เรื่องราวลุกลามบานปลาย
ขอเพียงเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านสกุลหลิวไม่โง่ แน่นอนว่าจะต้องไม่ยอมให้เกิดเรื่องเช่นนี้
คิดว่าหมู่บ้านสกุลจูซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านใหญ่ทั้งสามของเชิงเขาไท่ตังมีชื่อเพียงเพราะคนโม้กันมาเท่านั้นหรือไร?
ดุจเดียวกับชื่อเสียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ของนาง ‘หมู่บ้านใหญ่ทั้งสาม’ ก็มีค่าควรนามอยู่ในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้เช่นกัน
[1] น้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ 远水解不了近火 หมายถึง ความช่วยเหลือที่อยู่ไกลไม่อาจไปช่วยได้ทันเวลา
[2] ไฟไหม้มาถึงขนคิ้ว 火烧眉毛 หมายถึง สถานการณ์เร่งด่วนคับขันอย่างมาก
[3] สุนัขกัดกัน ทั้งปากมีแต่ขน 狗咬狗,一嘴毛 หมายถึง ต่างฝ่ายต่างทำร้ายกัน ไม่มีใครมีจุดจบที่ดี