ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 257 ถูกจับได้อีกแล้ว?!
บทที่ 257 ถูกจับได้อีกแล้ว?!
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยแต่ก็ยังยิ้มแหยออกมา พยายามสุดความสามารถเพื่อจะปิดบังเรื่องนี้
เรื่องนี้ไม่ใช่ว่าเป็นพวกเขาสองคนพูด ความจริงก็คือความจริงเช่นนี้ พวกเขาเพียงแค่ ‘พายเรือตามน้ำ’ เท่านั้น
“ใช่ พวกท่านก็แค่ตามน้ำไป เท่านี้เรื่องราวก็จะได้รับการแก้ไข ชื่อเสียงที่ไม่ดีก็ล้วนอยู่บนหลังข้า ชื่อเสียงดี ๆ ทั้งหมดก็อยู่กับตัวพวกท่าน แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดี” มุมปากของเย่อวี๋หรานโค้งขึ้น แสร้งแตะมีดทำครัวที่วางไว้ข้าง ๆ
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเหลือบมอง ในใจพลันเต้น ‘ตึกตัก’ ขึ้นมา
หญิงเฒ่าคนนี้ทำไมเอะอะก็จับมีดทำครัว ทำให้คนตกใจกลัวอยู่เรื่อย
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร นางดึงมีดออกมาจากบนเก้าอี้ และฟันลงไปเบื้องหน้าของพวกเขา
ปั้ก!
เสียงนั้นดังเข้าหูของทุกคน ไม่มีใครที่ไม่ตกใจกลัว
หลิวต้าซุ่นรีบย้อนคิดในใจว่า เมื่อครู่เขาไม่ได้ด่าว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้นใช่หรือไม่?
แน่นอนว่าไม่นับที่แอบด่าว่าลับหลัง แต่ไม่มีทางมาด่าต่อหน้าเป็นแน่ ถ้าถูกหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์หยิบมีดมาฟันเข้าให้ จะยังมีชีวิตรอดไปได้หรือ?
ว่าแล้วหลิวต้าซุ่นก็ถึงกับใจกระตุก พลางคิดในใจว่ายังดีที่ไม่ได้ไปแต่งงานกับผู้หญิงจากบ้านของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้ ไม่เช่นนั้นคงโงหัวไม่ขึ้นไปตลอดชีวิตเป็นแน่
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเองก็คิดว่า หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้คงยังไม่รู้แผนที่พวกเราได้วางไว้กับนางใช่หรือไม่?
ไม่เช่นนั้นมีดเล่มนี้คงจะตกมาอยู่บนร่างชราของพวกเขาแทนกระมัง!
“มีดทำครัวเล่มนี้ทนทานนัก คราก่อนที่ข้าเอาอีกเล่มไปบั่นประตูเล่มนั้นพังไปนานแล้ว มีแค่เล่มนี้ที่สับไปตั้งหลายครั้งก็ยังใช้ดีอยู่” เย่อวี๋หรานเห็นแววตาของทุกคนก็พูดออกมาเบา ๆ “พวกท่านเห็นหรือไม่ ครั้งนี้ข้าเอามีดทำครัวที่ใช้สับกระดูกมา เดิมทีมันก็หนักกว่ามีดทำครัวทั่วไป หลังมีดก็หนากว่า สับกระดูกได้สบาย นับประสาอะไรกับไม้กระดานแผ่นเดียว”
ครั้นพูดมาถึงตรงนี้นางก็หยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ราวกับไม่แน่ใจเล็กน้อย “อา พวกท่านว่ากระดูกแข็งกว่าหรือท่อนไม้แข็งกว่า?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสคาดไม่ถึงว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะถามคำถามนี้ จึงพากันตื่นตระหนกขึ้นมา
“ท่อนไม้กระมัง?”
“ไม่ใช่ น่าจะเป็นกระดูกหรือไม่?”
“อาจจะเป็นท่อนไม้ก็ได้ เก้าอี้นี่มีคนนั่ง และคนก็มีน้ำหนักมากถึงเพียงนั้นก็ยังไม่เป็นไร ก็น่าจะแข็งกว่านี่”
……
เย่อวี๋หรานจ้องมองไปที่พวกเขาตรง ๆ โดยไม่ได้พูดอะไร
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสตกใจกลัวจริง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาเห็นนางใช้มือลูบสำรวจมีด ราวกับจะทดสอบว่ามันคมพอหรือไม่
รู้สึกเหมือนพวกเขาในยามปกติที่กำลังจะฆ่าไก่ ก็ล้วนลับคมมีดและลองทดสอบใบมีดเช่นนี้
“จูต้าเหนียง เช่นนั้นเจ้าว่าควรจะเริ่มจากสิ่งไหนก่อนดีหรือ?” เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสบตากันเพียงแวบเดียวก็ตัดสินใจว่า ‘ถอยหนึ่งก้าว’ น่าจะดีกว่า
“เรื่องครอบครัวข้าก็เป็นเรื่องของครอบครัวข้า เรื่องของหลิวต้าซุ่นกับหม่าซานเหนียงก็เป็นเรื่องของหลิวต้าซุ่นกับหม่าซานเหนียง ควรจัดการแยกกัน” เย่อวี๋หรานมองพวกเขาขณะเอ่ย
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว พวกเขาตกลงกันว่าตราบใดที่นางรับปากจะจัดการ จะจัดการอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
“เมื่อครู่ข้าจัดการเรื่องของครอบครัวข้าและหลิวต้าซุ่นแล้ว พูดแล้วว่าต้องปิดเล้าหมูสามวัน ห้ามขาดแม้แต่วันเดียว” เย่อวี๋หรานไม่รีบร้อน ยืนยันเรื่องแรกที่ต้องจัดการเสียก่อน “ไม่รู้ว่าถึงครานั้นแล้วเจ้าหน้าที่หลิวและผู้อาวุโสหลิวจะให้ใครเป็นผู้จัดการดูแลเรื่องนี้ดีหรือ?”
“เรื่องนี้…” เจ้าหน้าที่มองไปยังผู้อาวุโส
ผู้อาวุโสจึงพูดตามตรงว่า “วั่งไฉเถอะ แค่เรื่องเดียวไม่จำเป็นต้องให้คนสองคนจัดการหรอก ถึงอย่างไรเมื่อครู่ก็เป็นเขาที่พาคนมา เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาจัดการให้เรียบร้อยเถอะ”
หลิววั่งไฉมองมาพลางคิดในใจว่า ทำไมเรื่องลงโทษคนล้วนต้องเป็นเขาทำทั้งหมดเลยเล่า?
เจ้าหน้าที่กำลังคิดจะปฏิเสธ แต่คิดอีกทีถ้าเรื่องนี้ลูกชายของตนเป็นคนจัดการเอง เช่นนั้นในอนาคตคนในหมู่บ้านจะไม่รู้สึกเชื่อใจลูกชายเขาหรือ?
รอจนเขาแก่ตัวก็จะทำให้ลูกชายของเขามีโอกาสรับตำแหน่งเจ้าหน้าที่ต่อจากเขามากขึ้นไม่ใช่หรือ?
ตามหลักแล้วตำแหน่งผู้อาวุโสนั้นตามปกติจะสืบทอดต่อไปให้ลูกชายคนโต แต่ตำแหน่งเจ้าหน้าที่นี้ไม่เหมือนกัน โดยทั่วไปจะได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งจากทางการ
แต่เพราะเชิงเขาไท่ตังค่อนข้างอยู่ห่างไกลและอยู่ไกลจากฮ่องเต้ ทางการก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเสียเวลากับเรื่องนี้ ทั้งยังไม่ยินยอมที่จะขัดแย้งกับคนในพื้นที่ ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วก็ล้วนเป็นคนในพื้นที่ของตัวเอง ‘แนะนำ’ กันขึ้นมา
กล่าวได้ว่าเจ้าหน้าที่รู้สึกว่าบารมีของตัวเองสู้ผู้อาวุโสไม่ได้ เขาจึงกังวลเรื่องนี้มาโดยตลอด
หลิววั่งไฉเห็นพ่อของเขาเงียบไปก็ทำได้เพียงนิ่งเงียบอยู่เช่นเดิม
เย่อวี๋หรานเห็นเช่นนั้นก็พูดว่า “เช่นนั้นก็ได้ ในเมื่อพวกท่านทุกคนล้วนเห็นด้วยแล้ว เมื่อถึงครานั้นคงต้องรบกวนพ่อหนุ่มวั่งไฉจัดการต่อแล้ว”
“จูต้าเหนียง ท่านวางใจได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยแน่นอน” หลิววั่งไฉได้ยินชื่อตัวเองถูกเรียกก็รีบตอบกลับทันที
“ข้าเชื่อเจ้า ถึงอย่างไรเจ้าก็เป็นลูกชายของเจ้าหน้าที่หลิว ไม่แน่ว่าบางทีเจ้าอาจจะเก่งกาจเหมือนพ่อของเจ้าก็เป็นได้” ถ้าอยากให้วัวไถนาก็ต้องให้อาหารแก่วัว กับหลิววั่งไฉ นั้นเย่อวี๋หรานก็ยังไม่ลืมที่จะยกย่องไปหนึ่งประโยคเช่นกัน
แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นเพียงเรื่องของคำพูด เสียศักดิ์ศรีสักหน่อย สักวันพอพบหน้ากันก็จะได้ไม่มีปัญหา
“จูต้าเหนียงยกย่องกันเกินไปแล้ว” เจ้าหน้าที่หลิวได้ยินคำพูดนี้ก็รีบร้อนให้หลิววั่งไฉขอบคุณจูต้าเหนียง
แม้ว่าจูต้าเหนียงจะไม่ใช่คนของหมู่บ้านสกุลหลิว แต่เพราะ ‘ชื่อเสีย’ ของนาง เมื่อถึงครานั้นหากเขาแอบจัดการอย่างเงียบ ๆ เขาต้องได้รับคะแนนนิยมไม่น้อยเป็นแน่
แววตาของผู้อาวุโสหลิวมืดลง เขาคิดในใจว่า คนเฒ่าใกล้ตายนี่มาถึงตอนนี้ยังจะคิดเรื่องหยุมหยิมพวกนี้อยู่อีก
“ขอบคุณจูต้าเหนียง” หลิววั่งไฉโค้งตัวคำนับอย่างซื่อตรง
เย่อวี๋หรานยกมือขึ้นให้เขายืดตัวขึ้น ก่อนจะเริ่มจัดการเรื่องที่สอง “เอาล่ะ ในเมื่อจัดการเรื่องของข้าและครอบครัวหลิวต้าซุ่นเรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นตอนนี้ก็มาจัดการเรื่องของหลิวต้าซุ่นกับหม่าซานเหนียงกันต่อเถอะ เรื่องนี้เป็นมาอย่างไรข้าก็ยังไม่รู้ ไม่สู้เรียกคนที่เกี่ยวข้องมาจัดการต่อหน้าคนทั้งหมู่บ้านสกุลหลิวให้เรียบร้อยจะดีกว่า”
ต่อให้ไม่เต็มใจ แต่เย่อวี๋หรานก็หาได้สนใจไม่
ถ้าหมู่บ้านสกุลหลิวกล้าขอให้นาง ‘แทรกแทรง’ เรื่องภายในหมู่บ้าน เช่นนั้นในอนาคตหากหมู่บ้านอื่นจะมาขอให้นาง ‘แทรกแทรง’ นั่นก็เป็นเรื่องธรรมดา
เมื่อในยามนี้ปรากฏเป็นเรื่อง ‘ธรรมดา’ มากเกินไป ตำแหน่งของนางที่เชิงเขาไท่ตังก็มีมาก เป็นช่วงเวลาที่นั่งตำแหน่งอย่างมั่นคงจริง ๆ
ทันใดนั้นเย่อวี๋หรานก็นึกถึงชีวิตก่อนที่ได้ดูแลสาขาย่อยของบริษัท จึงรู้สึกราวกับตัวเองได้เป็นกรรมการบริหาร
เกิดเรื่องโกลาหลในหมู่บ้านมากถึงเพียงนี้ เป็นไปไม่ได้ที่หม่าซานเหนียงจะไม่ได้ยินข่าว เพียงแต่น่าเสียดายที่หลังจากวันนั้นที่ถูก ‘จับได้ว่ามีชู้’ หลิวมู่ก็ขังนางไว้ในบ้านไม่ให้ออกไปไหน
เพราะครานั้นเกือบตาย เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็ล้วนออกปาก แม้ว่าครอบครัวของหลิวมู่จะปฏิบัติกับนางอย่างเลวร้ายถึงที่สุด แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรนาง
วันนี้แม่สามีของนางปิดประตูลงกลอน พาครอบครัวออกไป ‘ดูเรื่องสนุก’ หม่าซานเหนียงเห็นว่าไม่มีใครอยู่ก็เก็บข้าวของเตรียมจะ ‘หนี’
นางคิดอย่างดีแล้ว อีกไม่นานท้องของนางก็จะใหญ่ขึ้น นางก็ไม่ต้องไปที่ใดอีก แค่ไปซ่อนตัวอยู่ที่บ้านของหลิวต้าซุ่นก็เรียบร้อยแล้ว
เพราะแม่ของหลิวต้าซุ่นต้องการหลานชาย เมื่อไปถึงบ้านของเขา นางจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างแน่นอน
ส่วนหลินต้าเม่ยผู้นั้น หม่าซานเหนียงหาได้สนใจไม่ เป็นแค่แม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ทั้งยังทำอะไรไม่ได้อีก หลินต้าเม่ยวิ่งโร่มาหาผู้ชายของนางเกือบทุกวันก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ตราบใดที่นางจับจุดอ่อนของหลินต้าเม่ยได้ มีหรือที่หลินต้าเม่ยจะกล้าพูดอะไร ทั้งยัง ‘รับใช้’ นางอย่างเชื่อฟังอีกด้วย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หม่าซานเหนียงก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นขึ้นมา นางจึงเร่งมือยิ่งขึ้น
พูดตามจริงแล้ว นางก็ไม่ได้มีสัมภาระอะไรมากมายนัก จึงเก็บข้าวของทีละห่อทีละม้วนทั้งหมดจนเรียบร้อย
เมื่อนางกำลังจะปีนออกไปทางหน้าต่าง นางก็ได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวที่ประตู หัวใจพลันเต้นแรง และล้มลงมาบนพื้นดัง ‘ตุบ’
ทันใดนั้นเองประตูเรือนสกุลหลิวของหลิวมู่ก็ถูกเปิดออก และกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็พุ่งเข้ามา
หม่าซานเหนียงมองดูผู้คนมากมายเหล่านั้นด้วยสายตาตกตะลึง
เพ้ย! จะโชคดีอะไรถึงเพียงนี้ ถูกจับได้อีกแล้ว?!