ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 258 นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
บทที่ 258 นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
แม้ว่าจะรู้สึกปวดท้องเล็กน้อย แต่หม่าซานเหนียงก็ยังยืนหยัดลุกขึ้นมา ยิ้มแหยและพูดว่า “ทำไม…ทำไมคนเยอะเช่นนี้เล่า? เฮอะ ๆๆ……ข้าเพิ่งลุกมาตากเสื้อผ้า ทำไมจู่ ๆ พวกเจ้าก็เปิดประตูเข้ามาเล่า?”
หลิวมู่ข่มความโกรธเอาไว้และแอบกังวลเมื่อเห็นหลิววั่งไฉที่รอคนอยู่ จึงทำได้เพียงพูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“ผู้อาวุโสกับเจ้าหน้าที่เชิญจูต้าเหนียงมาเพื่อยุติปัญหาระหว่างเจ้ากับหลิวต้าซุ่น”
“จูต้าเหนียง?!” หม่าซานเหนียงตื่นตกใจ
ช่างน่าขันอะไรเช่นนี้ ครั้งก่อนที่เจอหน้ากันในตลาด หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นแทบจะกินหัวนาง ครั้งนี้เชิญหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มา แล้วนางจะยังมีชีวิตรอดกลับมาหรือ?
“ไม่ไป ข้าไม่ไป”
“ต่อให้ตีให้ตายข้าก็ไม่ไป”
หม่าซานเหนียงกอดห่อสิ่งของไว้ คิดอยากจะหนีออกไปจากบ้าน
แต่พอเห็นกุญแจที่ประตูก็เพิ่งจะนึกได้ว่าเมื่อครู่นางกำลังจะออกไปทางหน้าต่าง
นางไม่พูดพร่ำใด ๆ รีบหันหลังกลับไปปีนหน้าต่าง พยายามจะออกไปในทันที
หลิวมู่คว้าแขนนางไว้ทันที “อย่าเหลวไหล เจ้าคิดว่าจะไปก็ไปได้ จะไม่ไปก็ไม่ไปได้งั้นหรือ?”
หลังจากนั้นก็มีหญิงเฒ่าสองคนเข้ามาจับแขนหม่าซานเหนียงและหิ้วนางออกไปข้างนอก
“ข้าไม่ไป! ปล่อยข้า! ข้าไม่อยากไป!” หม่าซานเหนียงดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่ง และทรุดตัวนั่งลง
ผ่านไปครู่หนึ่ง หญิงเฒ่าทั้งสองคนก็สู้แรงของนางไม่ไหว จนนางเกือบจะหลุดเป็นอิสระแล้ว
ยังดีที่หลิววั่งไฉเตรียมตัวมาเป็นอย่างดี จึงเรียกหญิงเฒ่าเข้ามาอีกสองสามคน
ด้วยเหตุนี้ หญิงเฒ่ากลุ่มหนึ่งจึงรีบวิ่งเข้ามา บางคนยกเท้า บางคนยกแขน บางคนยกหัว สุดท้ายก็ยกหม่าซานเหนียงขึ้นมาได้
แม้กระทั่งห่อสิ่งของของนางก็ยังมีคนถือไปด้วย
“ช่วยด้วย! คนจะถูกฆ่าแล้ว!”
“ใครก็ได้ คนจะถูกฆ่าแล้ว!”
“ปล่อยข้า มีคนจะฆ่าข้าแล้ว!”
…
หม่าซานเหนียงไม่ได้ดุร้ายธรรมดา นางใช้เสียงที่ราวกับจะใช้ฆ่าหมูตะโกนไปตลอดทาง
หญิงเฒ่าคนที่อยู่ใกล้หัวของนางมากที่สุดนั้นหูถึงกับสั่นสะเทือนด้วยความตกใจมึนงง
เมื่อมาถึงบ้านของเจ้าหน้าที่ คนหามก็รีบทิ้งนางและวิ่งไปด้านข้างทันที
หม่าซานเหนียงที่ถูกวางลงบนพื้น มองไปรอบตัวก็เห็นคนมากมายจึงพูดอะไรไม่ออก และที่นั่งอยู่ตรงกลางคือหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่เป็นตัวหลัก เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสทั้งสองคน จนนางรู้สึกสับสนอยู่เล็กน้อย มารดามันเถอะ ทำไมคนเยอะเช่นนี้?!
นางกลืนน้ำลายอย่างตื่นตระหนก
“หม่าซานเหนียงยังจำข้าได้หรือไม่?” เย่อวี๋หรานรู้ว่าวันนี้ตัวเองเป็นเจ้าถิ่น ก็ไม่ได้คิดจะกดอำนาจตัวเองให้ต่ำ จึงเตรียมตัวพร้อมว่าควรจะแสดงอำนาจออกไปมากเช่นไร
“จู…จูต้าเหนียง” หม่าซานเหนียงยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร? ท่านมาในฐานะแขกของเจ้าหน้าที่สินะ เฮอะ ๆๆ…”
“ที่เจ้าพูดก็ไม่ผิด ข้ามาในฐานะแขก แต่บังเอิญได้รู้เรื่องของเจ้ากับหลิวต้าซุ่นพอดี เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสบอกว่าเรื่องนี้จัดการยากสักหน่อย พวกเขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไร ดังนั้นจึงคิดจะให้ข้ามาช่วยสะสางปัญหา” เย่อวี๋หรานพูด “แต่ข้ายังไม่คุ้นเคยกับเรื่องนี้มากนัก ยังไม่รู้ว่าเรื่องเป็นมาอย่างไร ทำได้เพียงเชิญเจ้ากับหลิวต้าซุ่นทั้งสองคนมาอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจน แล้วมาลองดูว่าสรุปแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่”
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” หม่าซานเหนียงรู้ว่าตัวเองแสร้งโง่ไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่ยังคงคิดจะถ่วงเวลาไว้เสียหน่อย “จูต้าเหนียง ท่านมีอะไรอยากจะถามก็ถามมาได้เลย ข้าจะบอกทุกอย่างแน่นอน”
“เรื่องระหว่างเจ้ากับต้าซุ่นเป็นความจริงหรือ?” เย่อวี๋หรานเข้าเรื่องทันที
“เรื่องอะไรหรือ?” หม่าซานเหนียงตัวแข็งทื่อขึ้นมา
แน่นอนว่านางกับหลิวต้าซุ่นมีความสัมพันธ์กัน ไม่เช่นนั้นนางคงไม่สับสนว่าลูกในท้องที่อุ้มอยู่นี่เป็นของใคร
แต่ไม่ว่าจะเป็นลูกของใครก็ช่าง ใครดีต่อนาง นางก็จะบอกว่าเป็นลูกของคนนั้น
“เรื่องของเจ้ากับหลิวต้าซุ่น”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้าพูดเรื่องอะไร”
“เช่นนั้นก็ตั้งแต่ต้นจนจบ ทุกอย่าง พูดเรื่องทั้งหมดให้ชัดเจน” เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นด้วยท่าทางตั้งใจฟัง “เจ้าวางใจเถอะ ข้ามีเวลา เจ้าจะค่อย ๆ พูดก็ได้”
“เอ่อ” หม่าซานเหนียงรู้สึกว่าตัวเองถูกปิดทางหนีแล้ว “ที่จริง ข้าคิดว่าเรื่องนี้ควรไปถามหลิวต้าซุ่นไม่ใช่หรือ? เรื่องนี้ผู้หญิงล้วนเสียเปรียบ ต้องเป็นเขาที่ควรพูดให้ชัดเจน จูต้าเหนียง พวกเราก็ล้วนเป็นผู้หญิงเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงต้องมาทำให้ผู้หญิงด้วยกันอับอายด้วยเล่า?”
“พวกเราเป็นผู้หญิงเหมือนกัน แต่พวกเราไม่ใช่คนประเภทเดียวกัน เหมือนป่าใหญ่ที่มีคนทุกแบบ บางครั้งผู้หญิงก็มีมากเกินไปจนมักจะเกิดเรื่องแปลก ๆ เป็นธรรมดา อย่ามัวแต่ถ่วงเวลา รีบพูดมาให้ชัดเจน จะได้แก้ไขปัญหาได้เร็ว หากเจ้าพูดไม่ชัดเจน วันนี้เรื่องนี้ก็คงไม่จบ เมื่อถึงเวลานั้นคนที่ลำบากก็เป็นเจ้าเอง” เย่อวี๋หรานราวกับมองเข้าไปในใจของอีกฝ่าย
“ข้าไม่รู้ว่าพูดเรื่องอะไร ไปถามหลิวต้าซุ่นเถอะ มีอะไรก็ควรให้เขาเป็นคนออกหน้าพูดให้ชัดเจน”
“เจ้าวางใจเถอะ ก่อนหน้านี้เขาพูดไปแล้ว ตอนนี้ถึงตาเจ้า” เย่อวี๋หรานพูดอย่างตรงไปตรงมา “ให้เจ้าพูดอย่างชัดเจนว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น ไม่สู้ตรวจสอบว่าคำให้การของเจ้ากับเขาพูดตรงกันจะไม่ดีกว่าหรือ ตอนนี้เรื่องก็เกิดขึ้นไปแล้ว พวกเจ้าคงยังไม่มีโอกาสได้สารภาพสักเท่าไรหรอกกระมัง?”
หม่าซานเหนียงตกตะลึง หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์น่าตายนี่คิดว่าตัวเองดีเด่กว่าใครนักรึ?!
ตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าทำไมเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสถึงได้ ‘เชิญ’ หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์มา
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้นั่งออกหน้าด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแม่ของหลิวต้าซุ่น หรือแม่สามีของนางก็ก่อเรื่องไม่ได้ง่าย ๆ แม้ว่านางจะไม่มีความกล้าเช่นนั้นก็ตาม แต่หากหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนี้ไม่อยู่นี่แล้ว ไม่ใช่ว่าสุดท้ายนางก็ต้องไปพูดกับแม่ของหลิวต้าซุ่นหรอกหรือ?
“พูดมาเถอะ”
“ข้าจะพูดแล้ว” นางกัดฟันกรอดแต่กลับทำอะไรไม่ได้จริง ๆ ทำได้เพียงพยายามเลือกพูดคำที่กำกวมขึ้นมา
นางไม่รู้ว่าหลิวต้าซุ่นพูดอะไรไปบ้าง ได้เพียงหวังว่าผู้ชายคนนั้นจะไม่โง่เกินไปจนพ่นคำพูดซี้ซั้วออกไปเสียหมด
“อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว ที่จะบอกคือ เริ่มแรกที่แท้ก็เป็นหลิวต้าซุ่นบังคับเจ้าใช่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานสรุปออกมาก่อนจะเลิกคิ้ว
“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น ข้าแค่จะบอกว่าสถานการณ์ในตอนนั้นจะโทษเขาทั้งหมดก็ไม่ได้…”
เย่อวี๋หรานขัดจังหวะ “เช่นนั้นเจ้าทั้งสองคนชอบพอกันหรือ?”
“จะพูดเช่นนั้นก็ยังไม่ถูก ตอนนั้นข้ายังไม่รู้จักเขาถึงเพียงนั้น ครั้งนั้นมันเป็นอุบัติเหตุจริง ๆ”
“สรุปว่าเขาข่มเหงเจ้า หรือเจ้าทั้งสองคนชอบพอกัน?” เย่อวี๋หรานไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้พูดจาคลุมเครือ จึงถามออกไปอย่างชัดเจน “ถ้าเป็นอย่างแรก เช่นนั้นเจ้าก็ไม่มีความผิด เมื่อถึงเวลาเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะจัดการหลิวต้าซุ่นตามกฎของหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกเจ้า แต่ถ้าหากเป็นอย่างหลัง เช่นนั้นเจ้ากับเขาก็ล้วนมีความผิด เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะจัดการกับพวกเจ้าทั้งสองคนตามกฎของหมู่บ้านสกุลหลิวของพวกเจ้า ไม่ขาดแม้แต่คนเดียว”
หม่าซานเหนียงมีท่าทีกระอักกระอ่วน พูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
“ข้อแรก หรือข้อสอง? ไม่มีคำตอบอื่น มีเพียงหนึ่งในสองข้อนี้เท่านั้น”
หม่าซานเหนียงมองไปรอบ ๆ เพราะกลัวว่าหลิวต้าซุ่นจะปรากฏตัวออกมาอย่างกะทันหัน
“ทำไม คำถามของข้ามันยากหรือ? ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ ไม่ใช่ว่านี่มันง่ายมากหรือ? หากไม่เชื่อ เจ้าก็ลองถามคนรอบ ๆ ดูว่าเป็นเช่นนั้นหรือไม่?” เย่อวี๋หรานพูดและถามคำถามกับหญิงเฒ่าสองสามคนเบื้องหน้าหม่าซานเหนียง
ไม่ถามลูกสะใภ้อายุน้อยเพราะพวกนางยังหน้าบาง ถามไปก็เกรงว่าจะไปทำพวกนางเสียหน้า
แต่กับหญิงเฒ่านั้นต่างออกไป ลูกชายก็โตหมดแล้ว หลานก็มีแล้ว ค่อนข้างหน้าหนาหน้าทน เรื่องเช่นนี้ย่อมไม่มีผลกระทบมากมายต่อชีวิตในอนาคต
หม่าซานเหนียงไม่ได้คาดคิดแม้แต่น้อยว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะเด็ดขาดเช่นนี้ นางรู้สึกราวกับถูกต้อนให้จนมุม
นางกัดฟันเลือก “ข้อแรก”
ในขณะเดียวกัน นางก็คิดในใจว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะแกร่งกล้าเกินไปแล้ว พูดว่าทำตามกฎของหมู่บ้าน หากถึงครานั้น แน่นอนว่าต้องถูกจับยัดกรงหมูถ่วงน้ำเป็นแน่
ขอโทษนะหลิวต้าซุ่น แต่ข้าไม่อยากถูกจับยัดกรงหมูถ่วงน้ำ
ทันทีที่พูดจบ หม่าซานเหนียงก็เห็นเย่อวี๋หรานที่นั่งอยู่เบื้องหน้ายกยิ้มที่มุมปาก ทำให้นางรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี
และแล้วก็เป็นเช่นนั้นจริง ๆ นางได้ยินหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คนนั้นพูดว่า “ได้ยินแล้วใช่หรือไม่หลิวต้าซุ่น นี่คือคำตอบของนาง”