ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 267 ถูกตีจนศีรษะแตกเลือดทะลัก
บทที่ 267 ถูกตีจนศีรษะแตกเลือดทะลัก
เมื่อลมหายใจสงบลงบ้างแล้ว จูซื่อก็อธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ที่แท้ วันนี้จูเหล่าโถวไปผลัดเวรเฝ้านาข้าวสาลีฤดูหนาวกับพวกลูกชายเหมือนที่ผ่านมา
ทั่วทั้งเชิงเขาไท่ตังมีเพียงครอบครัวเดียวที่สามารถปลูกข้าวสาลีในฤดูหนาวออกมาได้ เริ่มแรกมีเพียงจูจยาที่ทราบเรื่อง แต่พักนี้ความเคลื่อนไหวใหม่ ๆ ของครอบครัวสกุลจูมีค่อนข้างมาก ในที่สุดก็มีคนสังเกตเห็นนาข้าวสาลีฤดูหนาว ข่าวลือจึงแพร่สะพัดออกไป
ด้วยประการฉะนี้ คนที่มาดูของแปลกหายากจึงมีมากขึ้นทุกวัน จูเหล่าโถวยิ่งห่วงพะวงนาผืนนี้กว่าเดิม กลัวว่าจะถูก ‘โจรร้าย’ หมายตาเข้า
ช่วงเวลานี้ ยิ่งกลัวอะไรเรื่องนั้นก็มักเกิดขึ้นเอาได้ง่าย ๆ
ช่วงกลางวันของวันที่อากาศแจ่มใส จูเหล่าโถวยังคิดว่าไม่น่าจะมีเรื่องเกิดขึ้นได้ วันนี้ตอนออกมาจากเรือนจึงเสียเวลาไปเล็กน้อย เมื่อเขาไปถึงนาข้าวสาลีฤดูหนาว กลับพบว่ามีคนกำลังขโมยข้าวสาลีของครอบครัวตนเองอยู่?!
เรื่องนี้ยังพอทำเนา ทว่าจูเหล่าโถวกลับตวาดเสียงดังทันที “ทำอะไรน่ะ?!”
ร่างที่กำลังขโมยข้าวสาลีอยู่ชะงักไปเล็กน้อย
“ถามเจ้าอยู่แน่ะ เจ้ามาทำอันใดในนาของครอบครัวข้า?” จูเหล่าโถวร้องพลางเข้าไปใกล้คนผู้นั้น
หากสิ่งที่เขาคิดไม่ถึงก็คือคนผู้นั้นนอกจากจะไม่หนี ตอนที่เขาเข้าไปใกล้ยังคว้าหินก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วหันร่างมาทุบใส่เขาอีกด้วย
คนผู้นั้นจะต้องมีการเตรียมการมาก่อนแน่นอน ในทุ่งนาของพวกเขามีหินก้อนใหญ่ขนาดนั้นที่ไหนกัน?
จูเหล่าโถวถูกทุบเข้าอย่างจัง ศีรษะแตกเลือดแดงฉานไหลทะลัก
เขาตกใจจนร้องเสียงดัง “ใครก็ได้ มีโจรขโมยข้าวสาลี จะฆ่าคนแล้ว!”
คนผู้นั้นแบกตะกร้าสะพายหลังที่ใส่ต้นข้าวสาลีไว้จำนวนไม่น้อย ตั้งท่าจะวิ่งหนี
ต้นข้าวสาลีเหล่านั้นเป็นดั่งแก่นชีวิตของจูเหล่าโถว เขาจะปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปได้อย่างไร ไม่สนใจศีรษะที่บาดเจ็บของตัวเองแล้ว จึงโถมเข้าไปกอดเอวของอีกฝ่ายเอาไว้ไม่ให้หนีไปไหน “ใครก็ได้มานี่เร็วเข้า คนขโมยข้าวสาลีแล้ว!”
“ปล่อยข้า!” เขาคิดไม่ถึงว่าจูเหล่าโถวจะไม่ต้องการชีวิตถึงขั้นนี้ แกะหลายทีก็แกะไม่ออก
ช่วงเวลานี้เดิมทีก็เป็นฤดูกาลทำนา มีคนทำงานในทุ่งนาจำนวนไม่น้อย
แม้ผืนนาที่ครอบครัวสกุลจูใช้ปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวจะตั้งอยู่ค่อนข้างห่างไกล แต่เขาคงยังไม่ถึงคราวชะตาขาด จูจยาอยู่แถวนั้นพอดีจึงรีบเรียกคนหนุ่ม ๆ หลายคนเข้ามาช่วยจูเหล่าโถว
พร้อมกันนั้นก็ช่วยกันจับโจรขโมยข้าวสาลีผู้นั้นเอาไว้
“นี่มันเจ้าคนเสเพลที่อยู่หมู่บ้านข้าง ๆ นี่นา? เจ้ามาขโมยของในหมู่บ้านสกุลจูของพวกข้าได้อย่างไร?” หลังจากมัดคนเสร็จแล้วก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งจำโจรผู้นั้นได้
“เจ้ารู้จัก?”
“รู้จักสิ ก็คือหลานนอกของพ่อเฒ่าเจี่ยงที่อยู่หมู่บ้านข้าง ๆ นี่เอง”
พ่อเฒ่าเจี่ยงเป็นลูกเขยที่แต่งเข้าหมู่บ้านสกุลหลิวที่อยู่ใกล้ ๆ กัน แต่เพราะเขาเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็ง ฝ่ายหญิงจึงไม่ได้บังคับให้เขาเปลี่ยนแซ่ หลังให้กำเนิดลูกชายคนที่สองยังตั้งชื่อให้ว่า เจี่ยงซานหวา อีกด้วย
คนเสเพลผู้นี้เป็นลูกของลูกสาวคนรองของเขา ซึ่งเกิดหลังจากบิดาเสียชีวิตไปแล้ว มีนามว่า เจี่ยงโหย่วเซิง
ตอนพ่อเฒ่าเจี่ยงยังมีชีวิตอยู่ เจี่ยงโหย่วเซิงยังมีคนคอยดูแล แต่หลังจากเขาถึงแก่กรรมโดยไม่คาดหมาย พี่น้องผู้ชายทั้งสองคนของมารดาของเขาไม่อยากเลี้ยงคนที่ไม่รู้จักทำงานทำการผู้นี้อีก จึงไล่เขาออกจากบ้าน
หลังจากนั้น เจี่ยงโหย่วเซิงก็เติบโตมาด้วยการกินข้าวของคนในหมู่บ้าน ไม่มีที่พักพิงเป็นหลักแหล่ง ทั้งวันทำแต่เรื่องลักเล็กขโมยน้อย ค่อย ๆ กลายมาเป็น ‘คนเสเพล’ ที่ไม่มีใครในเชิงเขาไท่ตังชมชอบ
“เป็นเด็กบ้านพ่อเฒ่าเจี่ยงหรอกหรือ ว่ากันว่าเขาเข้าตำบลไปแล้วไม่ใช่หรือไร เหตุใดจึงยังอยู่ที่นี่เล่า?”
“ผู้ใดจะไปรู้?”
เจี่ยงโหย่วเซิงถูกเด็กหนุ่มเหล่านั้นมัดเสียแน่น ไม่ว่าใครถามอะไรก็ไม่ยอมตอบ
จูจยาถอนสมุนไพรห้ามเลือดมากำหนึ่ง ใช้ปากเคี้ยวจนแหลก จากนั้นก็เอาไปพอกไว้บนศีรษะของจูเหล่าโถว “เจ้านี่ก็จริง ๆ เลย อายุปูนนี้แล้วยังจะมาสู้กับคนเสเพลที่ขโมยข้าวสาลีไม่กี่กำคนเดียวอีก ถ้าเกิดเขาพกมีดมาด้วยแล้วเอามีดแทงเจ้าตายเล่า?”
เขาใส่ยาพลางด่าจูเหล่าโถวไปด้วย รู้สึกว่าอีกฝ่ายโง่งมยิ่งนัก
ไม่ใช่ปีที่เกิดทุพภิกขภัยเสียหน่อย สู้ตายกับอีกฝ่ายเพียงเพื่อข้าวสาลีไม่กี่กำนี้มันคุ้มกันแล้วหรือ?
จูเหล่าโถวประท้วงว่า “ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าข้าตวาดแล้วเขายังไม่หนี พอข้าเข้าไปใกล้ก็คว้าก้อนหินมาทุบหัวคนเสียอย่างนั้น?”
“ทุบแล้วเจ้าก็ยังไม่รู้จักหลบงั้นเรอะ?”
“ข้าหลบแล้ว แต่หลบไม่พ้นต่างหาก”
“หลบงั้นรึ แล้วแผลบนหัวเจ้ามาได้อย่างไร? ตอนข้ามา เจ้ายังกอดเอวเขาไว้อยู่เลย ถ้าข้ามาช้ากว่านี้เจ้าคงจบเห่แล้ว”
……
เมื่อเย่อวี๋หรานเร่งรุดมาถึง ภาพที่เห็นก็คือฉากอันยุ่งเหยิงเช่นนี้เอง
นางร้องบอกให้จูต้ากับจูเอ้อร์พาจูเหล่าโถวไปส่งที่เรือนหมอชาวบ้านเพื่อดูอาการ
ครั้นจูเหล่าโถวได้ยินว่าจะได้เสียเงินก็ไม่เต็มใจไป “ข้าไม่ไป ข้าไปทำไม? อาจูจยาช่วยข้าหยุดเลือดแล้ว ข้าไม่ยอมเสียเงินอย่างไม่เป็นธรรมหรอกนะ”
“เสียเงินอย่างไม่เป็นธรรมอะไรกัน? อาจูจยาไม่ใช่หมอเสียหน่อย แผลบนหัวเจ้าใหญ่ขนาดนั้น ให้หมอดูสักหน่อยเถอะจะได้วางใจได้ เจ้าใหญ่ เจ้ารอง ไม่ต้องฟังพ่อพวกเจ้า พาเขาไปหาหมอ” ต่อให้เย่อวี๋หรานเห็นจูเหล่าโถวไม่รื่นหูรื่นตาเพียงใดก็ไม่มีทางทอดทิ้งไม่ไยดี เรียกชื่อลูกชายสองคนให้พวกเขาไปส่งจูเหล่าโถวทันที
นางตรวจสอบต้นข้าวสาลีฤดูหนาวที่ได้รับความเสียหาย พบว่าส่วนที่ถูกตัดไปกินพื้นที่เล็ก ๆ เท่านั้น กลับเป็นการต่อสู้ฟัดเหวี่ยงของสองคนนั้นที่ทำให้ข้าวสาลีล้มลงเป็นวงกว้าง
“อาจูจยา ท่านช่วยดูให้หน่อยได้หรือไม่ว่าข้าวสาลีฤดูหนาวพวกนี้สามารถเก็บเกี่ยวได้หรือยัง?” เย่อวี๋หรานเกรงว่าตนเองไม่มีประสบการณ์ สั่งการมั่วซั่ว จึงสอบถามความเห็นของจูจยา
จูจยาเอารวงข้าวสาลีกำนั้นใส่ปาก “ยังเร็วไปหน่อย แต่ถ้าจะเก็บเกี่ยวเลยละก็สามารถเก็บเกี่ยวได้เหมือนกัน เจ้าคิดจะเกี่ยวข้าวเลยหรือ?”
“เกี่ยวเลยก็แล้วกัน ทิ้งไว้แบบนี้ก็มีแต่จะไม่สบายใจเปล่า ๆ ข้าเกรงว่าจะมีคนตุกติกกับข้าวสาลีพวกนี้อีก” แล้วหันไปบอกจูอู่ให้เขากลับไปเอาเครื่องมือที่เรือนมาเกี่ยวข้าวสาลี
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว ท่านแม่” จูอู่วิ่งกลับเรือนไปโดยไม่อิดออด
ก่อนไปยังตบไหล่จูซื่อ บอกให้เขาฟังเรื่องราวให้ละเอียด กลับไปจะได้เล่าให้เขาฟังว่ามารดาจัดการเจี่ยงโหย่วเซิงผู้นี้อย่างไร
เย่อวี๋หรานไม่สนใจเจี่ยงโหย่วเซิงสักนิด นางบอกให้จูซื่อเอาข้าวสาลีในตะกร้าสะพายหลังออกมาเก็บไว้ให้ดี ตระเตรียมขนกลับเรือนไปพร้อมกัน
“อาจูจยา วันนี้ถ้าท่านไม่มีธุระอะไร ประเดี๋ยวช่วยพวกข้าเกี่ยวข้าวหน่อยได้หรือไม่ ตอนเย็นก็ไปกินข้าวที่เรือนข้า”
จูจยาหาได้บ่ายเบี่ยง “ได้ ข้าจะช่วยพวกเจ้าอีกแรง”
พอดีเลย คราวก่อนจูเหล่าโถวปิดปากเสียสนิท ไม่ยอมบอกเขาว่าปลูกข้าวสาลีฤดูหนาวได้อย่างไร ไม่แน่ว่าคราวนี้อาจได้เรื่องก็ได้
จูอู่กลับมาอย่างรวดเร็ว จูจยาและเด็กหนุ่มคนอื่น ๆ ต่างก็ช่วยเย่อวี๋หรานเกี่ยวข้าวสาลี
เดิมทีนาข้าวสาลีฤดูหนาวผืนนี้ก็ไม่ได้กว้างใหญ่เท่าใดอยู่แล้ว กอปรกับมีคนมาก ไม่นานก็เกี่ยวข้าวจนเสร็จ
ระหว่างขั้นตอนทั้งหมดนี้ เจี่ยงโหย่วเซิงถูกมัดแล้วปล่อยทิ้งไว้ข้าง ๆ ไม่มีใครสนใจเขาสักคน
ต้องอยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า ไม่ได้ดื่มน้ำสักคำ ทั้งยังไม่อาจหนี เจี่ยงโหย่วเซิงรู้สึกย่ำแย่ยิ่งนัก
“จูต้าเหนียง ท่านคิดจะทำอย่างไรกันแน่?” เจี่ยงโหย่วเซิงเริ่มทนไม่ไหวจึงร้องถามเย่อวี๋หรานขึ้นมาเสียเอง
เย่อวี๋หรานสวมหมวกฟาง หันกลับมามองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร นางหันกลับไปมองคนอื่น ๆ ทำงานต่อไป
เจี่ยงโหย่วเซิงกลัดกลุ้ม “จูต้าเหนียง ข้าพูดกับท่านอยู่นะ ท่านพูดอะไรบ้างสิ ท่านไม่ได้ยินหรือ?”
“ได้ยินแล้ว แต่ทำไมข้าต้องพูดกับเจ้าด้วย?” เย่อวี๋หรานกล่าวโดยไม่มองเขา “ก่อนหน้านี้ เจ้าก็ไม่อยากพูดนี่นา? ตอนนี้ข้าก็ไม่อยากพูดเหมือนกัน”
“ท่านปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่? ข้าคุกเข่าจนเหน็บกินหมดแล้ว”
เจี่ยงโหย่วเซิงรู้สึกแย่ ถูกมัดก็ช่างเถอะ หลังจากจูต้าเหนียงมาถึงยังบอกให้คนมัดเท้าเขาไว้ด้วยอีกต่างหาก มัดเอาไว้ในท่าคุกเข่า
ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ ไม่รู้ว่าจูต้าเหนียงใช้เล่ห์กลอันใด เขานึกว่าตนเองจะอาศัยช่วงที่ทุกคนทำงานหนีไปได้
แต่เขาดิ้นรนอยู่พักใหญ่กลับพบว่าเชือกที่มัดตนเองเอาไว้รัดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ รัดแน่นจนข้อมือและข้อเท้าของเขาเจ็บปวดไปหมด