ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 268 ท่าทางกินปูนร้อนท้อง
บทที่ 268 ท่าทางกินปูนร้อนท้อง
“คุกเข่าจนเหน็บกินก็สมควรแล้ว จะเป็นไรไป เจ้าอยากขโมยข้าวสาลีบ้านข้า ข้าจะลงโทษเจ้าก็ไม่ได้รึ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “หนึ่ง ข้าไม่ได้ตีเจ้า สอง ข้าไม่ได้ด่าเจ้า ข้าคิดว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าอย่างเกรงใจมากแล้วนะ”
“นี่เรียกว่าเกรงใจ?” เจี่ยงโหย่วเซิงประหลาดใจ
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้สอบถามชื่อเสียงเรียงนามของข้าก่อนที่จะมาขโมยข้าวสาลีของครอบครัวเลยหรือไร? เวลาข้าไม่เกรงใจแต่ไหนมาก็มักใช้มีด”
เจี่ยงโหย่วเซิงรู้สึกเหมือนลำคอตัวเองพลันหนาววาบขึ้นมา เพราะเขานึกถึงคำร่ำลือที่น่ากลัวพวกนั้น ว่ากันว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ยังไม่ทันไรก็ชักมีดออกมาเสียแล้ว
เขากลืนน้ำลายดังเอื๊อก ไม่กล้าพูดอะไรอีก
จูต้ากับจูเอ้อร์แบกตะกร้าไม้ไผ่เดินกลับมา
หลังจากพวกเขาพาจูเหล่าโถวไปตรวจอาการที่เรือนท่านหมอเสร็จแล้ว พอกลับถึงเรือนก็เห็นพวกผู้หญิงกำลังทำงานกันอยู่ ครั้นสอบถามจึงทราบว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีกันแล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็คว้าเครื่องไม้เครื่องมือตรงมาช่วยทางนี้ทันที
“ท่านแม่ จะเกี่ยวข้าวสาลีแล้วทำไมไม่บอกพวกข้าสักหน่อยเล่าขอรับ พวกข้าก็มาช่วยเหมือนกันนะ”
“พ่อของพวกเจ้า ท่านหมอว่าอย่างไรบ้าง?” เย่อวี๋หรานเห็นพวกเขาก็ถามไถ่อาการของจูเหล่าโถว
“ยังจะว่าอย่างไรได้อีก? ก็บอกว่าท่านพ่อเสียเลือดมากเกินไป ต้องกินของดี ๆ บำรุงสักหน่อยนั่นแหละขอรับ” จูต้าตอบอย่างพาซื่อ
“ไม่ได้จ่ายยาหรอกหรือ?”
“ไม่ขอรับ” จูต้าตอบ “ท่านพ่อไม่เอา บอกว่าสิ้นเปลืองเงินทอง ทั้งยังบอกว่าสมุนไพรที่ปู่จูจยาใช้ได้ผลมาก เขาใช้อันนั้นเอาก็ได้ ไม่ต้องใช้เงิน”
เย่อวี๋หรานหมดคำจะพูด “แผลใหญ่ขนาดนั้นยังไม่รักษา เขาไม่ต้องการชีวิตแล้วใช่ไหม? ท่านหมอไม่ได้ว่าอะไรเลยรึ?”
“ท่านหมอบอกว่าสมุนไพรของปู่จูจยาใช้ได้ผลดี ใช้อันนั้นก็ได้เหมือนกัน”
“ก็ได้ ถ้าท่านหมอพูดแบบนั้นแล้วก็ใช้อันนั้นเถอะ เย็นนี้ข้าเชิญอาจูจยามากินข้าวที่เรือนพวกเรา ประเดี๋ยวเจ้าเอาข้าวสาลีไปส่งทางนั้นก็บอกพวกนางด้วยว่าให้ทำอาหารเพิ่มอีกหนึ่งสำรับ”
“ขอรับ ท่านแม่”
……
แม้จะมีคนมาช่วยงานจำนวนมาก แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่สามารถเชิญทุกคนไปกินข้าวที่เรือนได้ ครอบครัวมีที่ดินผืนเล็ก ๆ เท่านั้น อาหารมีอยู่จำกัด เชิญคนมากมายเช่นนั้นออกจะเกินกำลัง
แต่นางก็กล่าวขอบคุณพวกเขาด้วยตนเอง บอกว่าคราวหน้าตอนที่ภรรยาของพวกเขามาซื้อเต้าหู้ นางจะบอกกับหลี่ซื่อเอาไว้ว่าไม่ต้องคิดเงิน
เชิญมากินข้าวที่เรือนไม่ไหว แต่เต้าหู้สักชิ้น นางยังเลี้ยงพวกเขาได้อยู่
“ขอบคุณขอรับ จูต้าเหนียง”
“จูต้าเหนียง ไม่เป็นไรขอรับ พวกข้าช่วยเหลือเล็กน้อยเท่านั้นเอง”
คนหนุ่มทั้งหลายถูกนางชมเชยก็ค่อนข้างกระดากอาย ยิ้มกันอย่างขัดเขิน
จูเหล่าโถวคิดไม่ถึงว่าจะเก็บเกี่ยวข้าวสาลีฤดูหนาวกลับมากันทั้งอย่างนี้ เขามองข้าวสาลีที่พวกลูกชายเอากลับมาแล้วก็ต้องถอนหายใจ
“ข้ายังคิดว่าจะเลี้ยงไว้อีกสักหลายวัน พวกเจ้าดูสิ ก้านอ่อนยังเขียวอยู่เลย”
“ไม่เขียวแล้ว เก็บเกี่ยวได้แล้ว” อาจูจยาเหล่มองเขาแล้วกล่าวว่า “ช่วงปีที่เพาะปลูกได้ไม่ค่อยดีเพราะแย่งกันเก็บเกี่ยว เขียวกว่านี้ก็เคยเกี่ยวกันมาแล้ว”
ระหว่างที่คุยกันอยู่ ลูกชายหลายคนของสกุลจูก็เอาฟางโต่วออกมาตั้ง เริ่มนวดข้าวกันแล้ว
“นั่นคงเป็นฟางโต่วสกุลเย่กระมัง? ฟางโต่วของพวกเจ้าคงเป็นช่างไม้ไฉทำให้สินะ แค่ดูก็รู้ว่าแข็งแรงทนทาน” จูจยามองฟางโต่วในเรือนจูเหล่าโถวแล้วก็รู้สึกอิจฉาอย่างมาก
แม้ว่าเขาจะมีอันหนึ่งเหมือนกัน แต่ฟางโต่วที่เรือนเขาประกอบขึ้นจากไม้ปูเตียงและไม้กระดานพอกล้อมแกล้มใช้งานไปก่อนชั่วคราว
ครั้นได้ยินเขาพูดเช่นนี้ จูเหล่าโถวก็รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง กล่าวเป็นเชิงโอ้อวดว่าภรรยาของเขาเก่งกาจแค่ไหน ไปติดต่อช่างไม้ไฉทำการค้าร่วมกัน ประดิษฐ์คันไถนาก้านโค้งออกมา ช่างไม้ไฉผู้นั้นด้วยอารามดีใจจึงทำฟางโต่วอันหนึ่งให้พวกเขา
“นี่เป็นของใหม่เชียวนะ เอาออกมาใช้งานครั้งแรก ปีที่แล้วพวกข้าก็ใช้ฟางโต่วที่ทำจากไม้กระดานเหมือนกัน”
“มิน่าล่ะถึงยังดูใหม่แบบนั้น”
……
ระหว่างที่จูเหล่าโถวกำลังคุยกันกับจูจยาอยู่หน้าเรือน เย่อวี๋หรานก็ให้ลูกชายสองคนควบคุมตัวเจี่ยงโหย่วเซิงมาถึงท้ายเรือน
ระหว่างทางขากลับก็ช่วยคลายเชือกตรงมือและเท้าให้เจี่ยงโหย่วเซิงแล้ว ไม่ได้มัดไว้อีก แต่พอมาถึงเรือนสกุลจูก็จับเขามัดไว้ดังเดิม
เจี่ยงโหย่วเซิงเห็นว่าจะถูกจับมัดอีกรอบก็ประท้วงขึ้นมาทันที “จูต้าเหนียง ท่านช้าก่อน ท่านถามอะไรก่อนสิ ผู้ใดจับคนร้ายได้แล้วไม่ถามไม่ไถ่ก็จับมัดเอาไว้ทั้งอย่างนี้บ้าง? ถ้าท่านจะต้องมัดให้ได้ อย่างน้อยก็ไม่ควรมัดข้าไว้ในท่าคุกเข่าอยู่ร่ำไปกระมัง?”
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเรียบเฉย นางกล่าวว่า “ครอบครัวข้ามีเรื่องให้ทำมากมาย ไม่มีเวลามาจับตามองเจ้า มัดเอาไว้ในท่าคุกเข่าก็เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนีไปได้”
ห่างออกไปไม่ไกล จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยแอบมองเรื่องสนุกอยู่ตรงหัวมุมหนึ่ง
จูปาเม่ยกระซิบกระซาบว่า “เห็นแล้วกระมัง? แม่ข้าร้ายกาจยิ่งนัก ปกติแค่พูดจาโหด ๆ ตอนนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าโหดของจริง”
หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยพยักหน้า เห็นด้วยอย่างสนิทใจ
ใช่แล้ว จูต้าเหนียงกล้าใช้มีดด้วยซ้ำ แค่นี้ยังไม่เท่าไหร่?
เจี่ยงโหย่วเซิงโอดครวญ “จูต้าเหนียง ข้าแค่ขโมยข้าวสาลีไม่กี่กำเองนะ ท่านก็จับข้าได้แล้วด้วย ข้าไม่ได้ทำเรื่องชั่วช้าไร้คุณธรรมอันใดเสียหน่อย ท่านจำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ? ข้าวสาลีพวกท่านก็เอาคืนไปแล้ว ไม่สู้ปล่อยข้าไปเถอะ? ข้าสำนึกผิดแล้วจริง ๆ จูต้าเหนียง ขอร้องท่านแล้ว ตั้งแต่เล็กข้าก็ไม่มีพ่อไม่มีแม่ โตมาด้วยการขอข้าวคนอื่นกิน ชีวิตข้าน่าเวทนายิ่งนัก ข้า…”
กล่าวถึงท่อนท้าย ๆ เจี่ยงโหย่วเซิงก็เริ่มร่ายยาวว่าชีวิตตนเองน่าสงสารเพียงใด
หากน่าเสียดาย วิธีการเรียกคะแนนสงสารที่ใช้ได้ผลกับคนอื่นนั้นใช้ไม่ได้ผลกับเย่อวี๋หรานแม้แต่น้อย
นางมีสีหน้าเคร่งขรึม บอกให้จูซื่อกับจูอู่ที่ยังอยากดูเรื่องสนุกยกเก้าอี้ออกมานั่งตรงนั้น และดูเจี่ยงโหย่วเซิงร้องงิ้วให้ฟัง
เจี่ยงโหย่วเซิงแสดงละครไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็แสดงต่อไปไม่ไหว “จูต้าเหนียง ท่าน…ทำไมท่านเป็นคนแบบนี้?”
“ข้าเป็นคนอย่างไร? เจ้าอยากร้องงิ้วไม่ใช่รึ ร้องต่อไปสิ ข้าดูอยู่” เย่อวี๋หรานพยักพเยิด
“จูต้าเหนียง ท่านต้องการอย่างไรกันแน่?” เจี่ยงโหย่วเซิงกัดฟันเบา ๆ
โตมาจนป่านนี้ ถูกจับได้หลายครั้งหลายครา แต่เขาก็ยังไม่เคยพบพานหญิงเฒ่าที่รับมือได้ยากเช่นนี้มาก่อน
เขายังนึกว่าอย่างมากจูต้าเหนียงก็คงจะตีเขาไม่กี่ครั้ง เสร็จแล้วก็ปล่อยเขาไป แต่ตอนที่อยู่ในนา ผู้อื่นมัดเขาทิ้งไว้ก็ไม่สนใจอีก ปล่อยให้เขานั่งตากแดดมาตลอดเช้า
เท่านี้ก็แล้วไปเถอะ ตอนเที่ยงยังพาเขากลับมาด้วย คิดจะจับเขามัดแล้วเอาไปปล่อยทิ้งไว้ตรงท้ายเรือนอีกรอบ?
สวรรค์ ถ้าตากแดดต่อไปเช่นนี้ เขาจะไม่กลายเป็นมนุษย์ตากแห้งแล้วหรือ?
“ข้าต้องการอย่างไร หรือเจ้าต้องการอย่างไรกันแน่?” เย่อวี๋หรานทราบว่าเจ้าหนุ่มนี่อดกลั้นต่อไปไม่ไหวแล้ว ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่ชวนนางพูดครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้
เฮอะ! ต่อหน้ากลุ่มคนดันปิดปากสนิทราวกับเปลือกหอยอย่างนั้นแหละ นางยังนึกว่าปากจะแข็งสักแค่ไหน ที่แท้ก็แค่นี้เอง
“ข้า…ข้าไม่ได้ต้องการอะไร ข้าแค่อยากขโมยข้าวสาลีไม่กี่กำเท่านั้น…”
“หลังจากนั้นเล่า?”
“หลังจากนั้นก็ถูกจับได้แล้วไม่ใช่หรือไร?” เจี่ยงโหย่วเซิงมีสายตาหลุกหลิก ท่าทางกินปูนร้อนท้อง
“หลังจากนั้นอีกเล่า?” เย่อวี๋หรานถามต่อไป
“หลังจากนั้นอะไรอีก?”
เย่อวี๋หรานหัวเราะเสียงเบา “ข้ามีชื่อเสียงอย่างไรในเชิงเขาไท่ตังแห่งนี้?”
เจี่ยงโหย่วเซิงไม่กล้าพูด
ชื่อเสียงหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เป็นอย่างไร ตัวนางเองจะไม่รู้เลยหรือ?
ถ้าเขาพูดแล้ว นางคงไม่ถลกหนังเขาทั้งเป็นกระมัง?
“ดูจากท่าทางเจ้าก็รู้แล้ว อยู่ข้างนอกนั่นข้ามีชื่อเสียงไม่ดี ไม่ควรมีเรื่องด้วยอย่างมาก ในเมื่อข้าเป็นคนที่ไม่ควรล่วงเกินเสียขนาดนั้น ผู้ใดให้เจ้ายืมความกล้ามาขโมยข้าวสาลีของบ้านข้า?” เย่อวี๋หรานจ้องตาเขม็ง
เจี่ยงโหย่วเซิงใจเต้นแรง รู้สึกเหมือนถูกมองทะลุเข้าไปในจิตใจ เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาทันที “ยืมไม่ยืมอันใดกัน…จูต้าเหนียง ท่านพูดอะไร ข้าฟังไม่รู้เรื่อง”
“เจ้าสี่ เข้าไปเอามีดจากในห้องครัวมาให้ข้า” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา ไม่พูดไร้สาระกับเขาอีก แต่หันไปสั่งความกับจูซื่อแทน
จูซื่อกำลังชมดูอย่างออกรสออกชาติ จึงขานรับอย่างว่องไว “ขอรับ ท่านแม่”
ไม่พูดซ้ำก็เดินไปหยิบมีดมาทันที
เจี่ยงโหย่วเซิงได้ยินแบบนั้นก็หวาดกลัว ปากก็ร่ำร้องว่า “นี่ ช้าก่อน! จูซื่อ เจ้ากลับมานะ…”
ครั้นเห็นว่าเรียกจูซื่อไปก็ไร้ประโยชน์ จึงหันมาพูดกับเย่อวี๋หราน “จูต้าเหนียง ท่านเรียกเขากลับมาเถอะ มีอะไรก็ค่อย ๆ พูดค่อย ๆ จากันสิ พวกเราจะใช้มีดกันทำไม?”