ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 278 ตกลงแล้วใครวางอุบายใครกันแน่?
บทที่ 278 ตกลงแล้วใครวางอุบายใครกันแน่?
ความจริงแล้วฮูหยินอวี๋ไม่ได้โกหก มีคนหมายตาสูตรชาดอยู่จริง ๆ ทว่านางเองก็มีส่วนร่วมด้วย
แต่ถ้ามีโอกาสไปจากสถานที่ห่วยแตกพรรค์นี้ ผู้ใดจะยอมอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิตกัน?
ตอนนี้นางมีโอกาสแบบนั้นแล้ว ขอเพียงนางสามารถคว้าสูตรชาดมาได้เท่านั้น
เย่อวี๋หรานดูเหมือนจะคล้อยตามแล้ว ท่าทางละล้าละลัง ทั้งอยากรับปากทั้งหวาดกลัว
“เจ้าลังเลอะไรอยู่? หรือเจ้าจะยอมทิ้งชีวิตเพื่อสูตรชาดสูตรเดียวจริง ๆ?”
ฮูหยินอวี๋กล่าวต่อไปว่า “ถ้ายอมเข้าคุกไปทั้งครอบครัวเพื่อสูตรชาดสูตรเดียว รอจนถึงคราวไปสู่ปรโลกก็ยากจะอธิบายได้จริง ๆ แล้ว”
“ข้า…ข้ายังกลัวอยู่ดี” เย่อวี๋หรานกัดฟัน ฝืนใจบังคับตัวเองให้กล่าวว่า “ใครหมายตาสูตรชาดอันนี้กันแน่? แค่สูตรชาดตำรับเดียวเท่านั้นเอง หาใช่ของล้ำค่ายิ่งใหญ่อันใด ต้องทำถึงขั้นนี้ด้วยหรือ?”
“เจ้าพูดมาเถอะ ตกลงว่าจะให้หรือไม่ให้” ฮูหยินอวี๋พูดนานแล้วยังไม่ได้เรื่องเสียทีก็พลันหมดความอดทน กล่าวเป็นเชิงข่มขู่ว่า “ผู้อื่นพูดแล้ว ถ้าไม่ส่งมอบสูตรออกมา ก็จะเอาทั้งชีวิตพวกเจ้าและสูตรชาด เจ้าเลือกเอาสักอย่าง”
“นี่จะให้คนเลือกอย่างไร? ถ้าสูตรนี้ยังอยู่ในมือข้า ค้าขายครั้งหนึ่งก็ได้ถึงสิบกว่าตำลึง ปีหนึ่งก็เป็นเงินจำนวนไม่น้อย…ข้ายังสามารถถ่ายทอดให้รุ่นลูกรุ่นหลาน พวกเขาก็จะมีเงินตลอดไปแล้ว แต่ถ้าข้ามอบสูตรชาดให้ท่านก็จะไม่มีอะไรเลย”
“จะไม่มีอะไรเลยได้อย่างไร?” ฮูหยินอวี๋กล่าว “ก็บอกไปแล้วนี่นา ถ้าเจ้าเลือกข้อแรก อีกฝ่ายก็จะให้เงินรางวัลแก่เจ้า”
“แล้วจะให้เท่าไหร่เล่า? ถ้าน้อยเกินไป ข้าก็ต้องพิจารณาสักหน่อย”
“เจ้าต้องการเท่าไหร่?”
“นี่…” เย่อวี๋หรานลังเลอีกครา “เรื่องนี้ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร แน่นอนว่ายิ่งมากก็ยิ่งดี”
ฮูหยินอวี๋เห็นท่าทางของอีกฝ่ายแล้วก็พลอยเคร่งเครียดตามไปด้วย รีบเอ่ยทันทีว่า “ห้าร้อยตำลึง เจ้าคิดว่าห้าร้อยตำลึงได้หรือไม่?”
“ห้าร้อยตำลึง ขอข้าคำนวณก่อนนะ…”
เย่อวี๋หรานพึมพำแล้วเริ่มคำนวณ เริ่มจากคำนวณว่านางขายชาดครั้งแรกได้เงินเท่าไหร่ ต้องขายกี่ปีจึงจะได้เงินมากกว่าห้าร้อยตำลึง
แต่นางก็คำนวณได้ไม่ชัดเจนนัก ตัวเลขแล้วตัวเลขเล่าพรั่งพรูออกมา นับเสียจนฮูหยินอวี๋ที่อยู่ตรงข้ามเริ่มวิงเวียนศีรษะ
“พอแล้ว หยุดนับได้แล้ว” ฮูหยินอวี๋ถูกก่อกวนจนร้อนใจแล้ว คราวนี้เปลี่ยนเป็นนางที่กัดฟันเอ่ยว่า “พันตำลึง หนึ่งพันตำลึงคงได้แล้วกระมัง?”
“ตำลึงเงินหรือ?!” เย่อวี๋หรานเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ฮูหยินอวี๋พูดจบก็มาเสียใจทีหลัง
ไม่รอให้นางเอ่ยปาก เย่อวี๋หรานก็สบโอกาสโพล่งขึ้นมาก่อนว่า “นี่เป็นเงินเท่าไหร่กัน? ข้าต้องนับดูสักหน่อย…”
“เจ้าไม่ต้องนับแล้ว ตกลงจะเอาหรือไม่เอา? ถ้าเอา พวกเราก็ตกลงกันตามนี้ ถ้าไม่เอา เจ้าก็รอเข้าตะรางไปทั้งครอบครัวก็แล้วกัน” เห็นอีกฝ่ายกำลังจะนับขึ้นมาอีกแล้ว ฮูหยินอวี๋ไฉนเลยจะยังคิดถึงเรื่องเปลี่ยนคำพูดอีก จึงกล่าวกดดันฝ่ายตรงข้ามไปโดยไม่คิด
“ไม่เอา ไม่เอาเด็ดขาด” ขณะนั้น เย่อวี๋หรานคล้ายกับจะถูกกดดันจนถึงทางตันแล้ว นางกล่าวว่า “ฮูหยินอวี๋ ข้าขอร้องท่านแล้ว ข้าไม่อยากเข้าคุก หนึ่งพันตำลึงเงินก็หนึ่งพันตำลึงเงิน ข้ายอมมอบสูตรนี้ให้ท่านก็ได้”
ฮูหยินอวี๋นิ่งงัน “…”
หนึ่งพันตำลึงเงิน?!
สวรรค์ ข้าไปรับปากเงินจำนวนมากขนาดนี้ได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่ว่าต้องแตะต้องสมบัติก้นหีบของครอบครัวแล้วรึ?
เย่อวี๋หรานดูสีหน้าคนไม่เป็นสักนิด จึงถามฮูหยินอวี๋ตรง ๆ ว่าจะให้เงินเมื่อไหร่
“หากให้เงิน ข้าก็มอบสูตรให้ทันที ถ้าไม่ให้เงิน ตีให้ตายข้าก็ไม่มอบสูตรให้ท่าน” เย่อวี๋หรานยื่นคำขาด
มาถึงขั้นนี้แล้ว ฮูหยินอวี๋ยังจะพูดอะไรได้?
นางได้แต่บังคับให้ตัวเองเอ่ยว่า “ให้ ข้าให้”
เย่อวี๋หรานสงสัยว่าหญิงรับใช้อาวุโสที่ถูกสั่งให้ออกไปทำธุระผู้นั้นไม่ได้จากไปไหนเลยตั้งแต่ต้นจนจบ
เพราะว่าฮูหยินอวี๋เพิ่งจะตกปากรับคำ หญิงรับใช้อาวุโสผู้นั้นก็กลับมาทันที
“นี่เป็นเงินมัดจำครึ่งหนึ่ง ประเดี๋ยวเจ้าไปที่ร้านขายชาดแล้วสอนวิธีทำชาดให้แม่นมของข้า หลังจากนั้นข้าถึงจะให้เงินอีกครึ่งแก่เจ้า เจ้าก็สามารถจากไปได้แล้ว” ฮูหยินอวี๋กล่าวพลางส่งตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงใบหนึ่งมาให้
เย่อวี๋หรานรับมาด้วยท่าทางเหมือนไม่เคยเห็นโลกกว้างมาก่อน มองตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงนั้นราวกับเห็นของหายาก “ที่แท้นี่ก็คือเงินห้าร้อยตำลึงหรอกหรือ? ก็แค่กระดาษแผ่นเดียว มันมีค่าห้าร้อยตำลึงจริง ๆ?”
ฮูหยินอวี๋ค่อนข้างปวดใจ แต่ก็ยังคิดถึงสูตรทำชาดที่กำลังจะได้มาแล้ว
นางบังคับให้ตัวเองมองการณ์ไกลเข้าไว้ กล่าวเป็นเชิงดูแคลนว่า “เจ้าวางใจเถอะ บนตั๋วเงินมีตราประทับของทางการและร้านแลกเงินต้ารุ่นไฉ ไม่ใช่ของปลอมแน่นอน”
เย่อวี๋หรานอาศัยโอกาสนั้นยืนยันว่าตั๋วเงินนั้นเป็นของจริงหรือปลอมทันที
นางจงใจชี้ผิดตำแหน่งพลางเอ่ยถาม “ตราประทับที่ท่านว่าคืออันนี้หรือ?”
“ไม่ใช่ อันนั้นเป็นตัวอักษร อันนี้ อันนี้ต่างหากถึงเป็นตราประทับ” ฮูหยินอวี๋ชี้ให้ดู
“อ้อ…ที่แท้ก็อันนี้หรอกหรือ ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก ขอบคุณท่านนะฮูหยินอวี๋” กล่าวพลางมองใบหน้าของอีกฝ่าย แม้จะแสดงออกว่าให้ความสำคัญต่อตั๋วแลกเงินใบนี้ยิ่งนัก แต่เย่อวี๋หรานก็ยังคงเฉื่อยชาอยู่มาก
ฮูหยินอวี๋รู้สึกระคายตา “ไม่ต้องขอบคุณ ถึงอย่างไรเจ้าก็มอบสูตรให้แล้ว ท่านผู้นั้นจะตบรางวัลให้เจ้าก็เป็นเรื่องธรรมดา”
เย่อวี๋หรานเอ่ยชมอย่างยิ้มแย้ม “คนใหญ่คนโตช่างมือเติบยิ่งนัก ถ้าข้ามีสูตรเยอะ ๆ อยู่ในมือก็ดีน่ะสิ ไม่แน่ว่าอาจได้เจอคนใหญ่คนโตที่มือเติบสักหลายคน พริบตาเดียวข้าก็คงกลายเป็นคนรวยแล้ว”
ฮูหยินอวี๋ปวดใจ นั่นเงินของข้า! เงินข้าต่างหาก! เงินข้า!
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าตนเองแทงใจดำอีกฝ่ายเสียแล้ว มิฉะนั้น นางจะต้องหาวิธีทิ่มแทงอีกสักหลายทีแน่นอน
ได้เห็นอีกฝ่ายอารมณ์ไม่ดี นางถึงจะอารมณ์ดี
ต่อจากนั้น เย่อวี๋หรานก็ตามฮูหยินอวี๋กลับไปที่ร้านขายชาด สอนวิธีการทำชาดให้อีกฝ่าย
ฮูหยินอวี๋รู้หนังสือ จึงหยิบพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกมาด้วย แล้วจดบันทึกวิธีการทำชาดเอาไว้
ฝ่ายตรงข้ามรอบคอบยิ่งนัก ไม่เพียงบอกให้เย่อวี๋หรานทำชาดต่อหน้าไปรอบหนึ่ง แต่ยังกลัวว่านางจะเล่นลูกไม้ จึงให้แม่นมทำชาดอีกชุดโดยใช้วิธีการเดียวกัน
เย่อวี๋หราน “…”
มองสิ่งของครบครันเช่นนั้น นางก็ไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรแล้ว
นางเกือบจะแน่ใจได้ว่าฮูหยินอวี๋หมายตาสูตรทำชาดของครอบครัวตนเองไม่ใช่แค่วันสองวันแล้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่บังเอิญเตรียมสิ่งของเอาไว้พร้อมพรักแบบนี้
“นับแต่นี้ต่อไปไม่มีชาดสกุลจูอีกแล้ว เข้าใจหรือไม่?” ฮูหยินอวี๋ได้สูตรทำชาดมาแล้วก็เปลี่ยนสีหน้าทันที
เย่อวี๋หรานงงงัน “จะไม่มีได้อย่างไร? สูตรนี้ก็ยังอยู่นี่นา?”
“ตอนนี้สูตรนี้เป็นของร้านขายชาดสกุลอวี๋แล้ว เป็นสินเดิมจากบ้านมารดาของข้า ภายหลังข้าพัฒนาสูตรทำชาดให้ดีกว่าเดิม” ฮูหยินอวี๋กล่าว “ข้าพูดเช่นนี้ เข้าใจหรือยัง?”
เย่อวี๋หรานออกจะทึ่มทื่ออยู่บ้าง “หมายความว่า…วันหน้าข้าไม่อาจทำชาดแบบนี้ได้อีกแล้ว?”
ใช่แล้ว นางยังเน้นหนักว่าคือชาดแบบนี้ ไม่ใช่ชาดแบบอื่น
อย่างไรเสีย นางไม่มีชาดสูตรนี้ ก็ยังมีแบบอื่นอยู่นี่นา
ทว่าภายในระยะเวลาอันสั้น กลัวว่าจะถูก ‘คนใหญ่คนโต’ อะไรนั่นเพ่งเล็งอีก นางจึงไม่คิดจะทำชาดอีก
“ถูกต้อง หมายความตามนั้น” ฮูหยินอวี๋กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “ที่จริงข้านับว่ายั้งมือไว้ไมตรีแล้ว ไม่ได้ห้ามเจ้าทำชาดอีก ถึงอย่างไรครอบครัวเจ้าก็ยังมีแม่นางน้อยอายุเยาว์ จะรักสวยรักงามก็ไม่เป็นไร ขอเพียงไม่แตะต้องชาดแบบนี้อีกก็พอ”