ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 277 ภัยคุกคามที่มาถึงอย่างกะทันหัน
บทที่ 277 ภัยคุกคามที่มาถึงอย่างกะทันหัน
“วางใจเถอะ ข้าไม่พูดออกไปแน่นอน” เย่อวี๋หรานรับปาก
เมื่อออกมาจากเรือนอาจารย์เสิน เย่อวี๋หรานก็เกือบจะมั่นใจได้แล้วว่า ‘นิมิตมงคล’ ที่เจี่ยงโหย่วเซิงตามหานั้นเกี่ยวข้องกับงานฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของไทเฮา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าสกุลเฉียนมีส่วนร่วมกับเรื่องนี้ถึงขั้นไหนกันแน่
หลังจากรับประทานอาหารมื้อเที่ยง เย่อวี๋หรานก็ตัดสินใจว่าจะไปเดินตลาดบริเวณใกล้เคียง เพื่อสืบเส้นสนกลในของสกุลเฉียนดูสักหน่อย
“จูต้าเหนียง?”
ครั้นได้ยินเสียงคนเรียกชื่อตัวเอง เย่อวี๋หรานหันกลับมาก็พบว่าอีกฝ่ายคือภรรยาของเถ้าแก่อวี๋ร้านขายชาดนั่นเอง
“ฮูหยินอวี๋ ท่านมีเรื่องอะไรหรือ…”
“เฮ้อ อีกไม่กี่นานก็จะถึงวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินผู้เฒ่าสกุลเฉียนแล้วน่ะสิ ข้าเลยออกมาเดินดูสักหน่อยว่าจะซื้ออะไรได้หรือไม่”
ส่วนว่าซื้ออะไรไป ฮูหยินอวี๋ไม่ได้บอกกล่าวโดยละเอียด
นางถามเย่อวี๋หรานด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เข้าตำบลมาแล้ว ไฉนไม่ไปนั่งคุยกันที่ร้านขายชาดของนางสักหน่อยเล่า?
เย่อวี๋หรานเอ่ยว่า “ออกมาจัดการธุระส่วนตัวเล็กน้อยจึงไม่สะดวกแวะไปเยี่ยมเยือน คราวหน้าถ้ามีโอกาสจะต้องไปนั่งคุยกันที่ร้านขายชาดของพวกท่านแน่นอน การค้าของพวกท่านดีวันดีคืนเช่นนี้ ข้าต้องขอไปสัมผัสบรรยากาศมงคลที่ร้านสักหน่อยอยู่แล้ว”
“เช่นกัน ๆ การค้าที่ร้านพวกข้าดีเช่นนี้ก็เพราะพึ่งพาวาสนาของจูต้าเหนียงต่างหาก ถ้าไม่ใช่เพราะชาดที่ครอบครัวเจ้าส่งมาให้เป็นของดี ทำให้สินค้าอื่น ๆ ในร้านพลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย การค้าจะดีงามเช่นทุกวันนี้ได้อย่างไร?”
ครั้นกล่าวมาถึงตรงนี้ ฮูหยินอวี๋ก็ชะงักไปเล็กน้อย “พูดถึงเรื่องนี้แล้ว ข้ามีเรื่องอยากปรึกษาเจ้าพอดี เจ้าทำธุระเสร็จหรือยัง? ถ้าเสร็จธุระแล้ว พวกเราไปหาร้านน้ำชาใกล้ ๆ นั่งสนทนากันสักครู่”
“ไม่เป็นไร ธุระข้าไม่เร่งด่วน ไปนั่งก่อนก็ได้”
เย่อวี๋หรานไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมาพบตนเองด้วยเรื่องอะไร แต่ก็ตกปากรับคำโดยไม่ลังเล
เพราะเหตุใดน่ะหรือ?
รายรับครึ่งหนึ่งของสกุลจูตอนนี้มาจากร้านขายชาดของพวกเขา นางต้องรักษาความสัมพันธ์อันดีกับอีกฝ่ายเอาไว้อยู่แล้ว
ถ้าไม่มีเรื่องด่วนอะไรก็ต้องรับปากไว้ก่อน
ในไม่ช้า ฮูหยินอวี๋ก็พาเย่อวี๋หรานมาถึงร้านน้ำชา
ฮูหยินอวี๋บอกให้หญิงรับใช้อาวุโสข้างกายไปทำธุระอย่างอื่น อีกสักครู่ค่อยกลับมารับนาง
อย่าเห็นว่าร้านขายชาดของสกุลอวี๋ไม่ได้ใหญ่โตมากนัก แต่ก็เป็นเพียงร้านเดียวไม่มีสองในตำบลอันจิ่ว นับว่าเป็น ‘ผู้ค้ารายใหญ่’ แล้ว
สาวใช้และหญิงรับใช้อาวุโสก็มีเพียงครอบครัวแบบพวกเขาที่มีกำลังใช้สอย
ฮูหยินอวี๋สั่งชามาหนึ่งกา รินให้เย่อวี๋หรานอย่างกระตือรือร้น “อย่าเห็นว่าตำบลอันจิ่วเป็นเพียงสถานที่เล็ก ๆ ใบชาของร้านนี้ส่งตรงมาจากเจียงหนานเชียวนะ เป็นชาชั้นดี”
ได้ดื่มชากับคนอื่นติดต่อกันสองครั้งภายในวันเดียว เย่อวี๋หรานก็ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไรดีแล้ว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่รินน้ำชาให้นางยังเป็นภรรยาของเถ้าแก่อวี๋ร้านขายชาด
ฮูหยินอวี๋ผู้นี้ ปกติก็ไม่ได้อบอุ่นเป็นกันเองถึงขั้นนี้นี่นา?
“ข้าเป็นเพียงหญิงชาวนาธรรมดาคนหนึ่ง รู้เสียที่ไหนว่าชาแบบไหนดี แบบไหนดีไม่ดี สำหรับพวกข้าแล้วดื่มชายังไม่สู้ดื่มน้ำเปล่า อย่างน้อยดื่มน้ำเปล่ายังช่วยแก้กระหายได้”
เย่อวี๋หรานยิ้มแย้ม วางตัวต่ำต้อยอย่างเป็นธรรมชาติ ทำให้อีกฝ่ายลดความระแวดระวังในจิตใจลง
นางไม่เชื่อหรอกว่าอีกฝ่ายกระตือรือร้นเช่นนี้จะไม่มีปัญหาอะไรเลย
ไม่ผิดจากที่คิด ในไม่ช้าฮูหยินอวี๋ก็กล่าวถึงเรื่องชาดขึ้นมาอีกครั้ง ชมเชยว่าสูตรของสกุลจูดียิ่งนัก สามารถทำชาดที่มีคุณภาพแบบที่คนอื่นไม่สามารถทำได้
ไม่แปลกเลยที่หลังจากร้านขายชาดของตนเองได้ชาดสกุลจูมา การค้าขายของที่ร้านก็ดีวันดีคืน มีชื่อเสียงเลื่องลือไปถึงตำบลข้างเคียงแล้ว
“แต่มีชื่อเสียงเกินไปใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะสำหรับคนที่ไม่มีรากฐานอันใดอย่างพวกเรา ทันทีที่ถูกคนใหญ่คนโตจับจ้องลงมา การค้าก็ถึงคราวลำบากเสียแล้ว”
คนใหญ่คนโต? เย่อวี๋หรานใจเต้นระทึก แต่ยังคงแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ “ชาดคุณภาพดี ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ? ถ้าชาดคุณภาพดี คนซื้อก็จะมีมากขึ้น พวกเราก็หาเงินได้มากขึ้นนี่นา?”
“จูต้าเหนียง คำพูดบางอย่างไม่อาจกล่าวเช่นนี้ ชาดนี้ไม่ดีไม่เลว เพียงดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย เจ้าก็คงไม่ไปขวางทางร่ำรวยของผู้อื่น ย่อมไม่มีปัญหาอยู่แล้ว”
ฟังไม่เข้าใจ? ฮูหยินอวี๋เหน็บแนมในใจ ชาวนาก็ยังเป็นชาวนาอยู่วันยังค่ำ พูดชัดขนาดนี้แล้วยังไม่เข้าใจอีก
แม้จะหงุดหงิดแค่ไหน ฮูหยินอวี๋ก็ยังต้องวางท่าอดทนอดกลั้น อธิบายให้เย่อวี๋หรานฟังอย่างใจเย็น “แต่ถ้าเจ้าไปขวางทางร่ำรวยของคนอื่นเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนผู้นั้นยังเป็นคนใหญ่คนโต แบบนั้นก็มีปัญหาเสียแล้ว”
“มีปัญหาอะไร?”
“หากคนใหญ่คนโตหาเงินไม่ได้ จะไม่มาหาเรื่องเจ้าหรือไร?”
เย่อวี๋หรานตะลึงพรึงเพริด “ไม่กระมัง? พวกข้าแค่ขายชาดเท่านั้นเอง ไม่ได้ทำเรื่องชั่วร้ายอะไรเสียหน่อย ทำไมต้องมาหาเรื่องพวกข้าด้วย?”
“เพราะเจ้าทำชาดออกมาดีเกินไป ถึงได้มีคนเพ่งเล็งชาดของเจ้าอย่างไรเล่า” ฮูหยินอวี๋กล่าว “ก่อนหน้านี้มีนายท่านของข้าคุ้มครอง คนอื่นไม่กล้าแตะต้องสกุลจูของพวกเจ้าโดยง่าย แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกันแล้ว คนที่เพ่งเล็งคราวนี้ไม่ใช่คนที่สกุลอวี๋ของพวกข้าจะไปมีเรื่องด้วยไหว”
“แล้วจะทำอย่างไรดี?!” เย่อวี๋หรานคิดในใจว่า มาแล้ว ๆ เข้าเรื่องเสียที
“เฮ้อ ที่จริงข้าเองก็ไม่อยากทำอย่างนี้ แต่พวกข้าจนปัญญาจริง ๆ นายท่านก็พยายามครุ่นคิดหาวิธีช่วยแล้ว ไปหาคนที่มีสายสัมพันธ์ด้วยหลายต่อหลายคน แต่ก็ยังไร้ประโยชน์” ฮูหยินอวี๋ไม่ได้พูดออกมาทันที แต่อ้อมค้อมอยู่นาน
เป็นต้นว่าเรื่องนี้พวกนางเองก็จนปัญญา พวกนางไม่รู้จะทำอย่างไรอีกแล้วจึงมาพูดกับนางเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นก็คงจะไม่เอ่ยถึงเหมือนที่ผ่านมา
นางเองก็ทราบดี สำหรับชาวนาอย่างสกุลจู สูตรชาดดี ๆ เช่นนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ เป็นของที่ใช้ทำมาหาเลี้ยงชีพ
แต่ก็จนปัญญา ผู้ใดใช้ให้พวกเขาถูกคนใหญ่คนโตเพ่งเล็งเข้าเสียได้
“หลังจากนายท่านของข้าพยายามแล้วพยายามเล่า ตอนนี้อีกฝ่ายให้ตัวเลือกมาสองข้อ ข้อแรก คือให้พวกเจ้ามอบสูตรชาดออกมาด้วยตนเอง ถึงตอนนั้นทุกคนก็สามารถได้รับรางวัลเป็นเงินจำนวนหนึ่ง เรื่องนี้ก็ให้ถือว่าแล้วกันไป”
เย่อวี๋หรานถาม “แล้วตัวเลือกข้อที่สองเล่า?”
ฮูหยินอวี๋หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับจมูก นางกล่าวว่า “ตัวเลือกที่สองกลับไม่ใช่วิธีที่ใคร ๆ ชมชอบเสียแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะให้หรือไม่ให้ ถึงอย่างไรผู้อื่นก็จะเอาให้ได้ ถ้าเจ้าไม่ให้ ผู้อื่นก็มีวิธีการมากมาย แค่โบกมือเล็กน้อยก็สามารถทำให้เจ้าเข้าไปอยู่ในตะรางได้แล้ว…”
เย่อวี๋หรานแสดงท่าว่าหวาดกลัวอย่างมากทันที “ตะราง?! ไม่ได้ ข้าไม่อาจเข้าคุก ถ้าเข้าไปแล้วยังจะสามารถออกมาแบบมีชีวิตได้อยู่หรือ?”
“คนเป็นขุนนาง พูดอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น ถ้าเข้าตะรางไปแล้วก็ยากจะบอกได้แล้วจริง ๆ นั่นแหละ” ฮูหยินอวี๋กล่าวอย่างจริงใจยิ่งนัก “ดังนั้นถ้าให้ข้าแนะนำ ถ้าเลือกได้ก็ต้องเลือกข้อแรกอยู่แล้ว ทั้งได้เงิน ทั้งรักษาชีวิตเอาไว้ได้ ยังจะต้องพูดอะไรอีก?”
“แต่ว่า…สูตรนี้เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษ ถ้าข้าเอาไปให้คนนอกส่งเดช วันข้างหน้าถ้าลงไปอยู่ข้างล่างนั่นแล้ว ข้ายังจะมีหน้าไปพบบรรพบุรุษได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานมีท่าทางลำบากใจอย่างยิ่งยวด
นางลอบแค่นเสียงเย็นในใจ ฮูหยินอวี๋ผู้นี้เจ้าเล่ห์เพทุบายเสียจริง เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นเพียงสตรีชนบทคนหนึ่งเท่านั้น ยังจะข่มขู่อีกฝ่ายขนาดนี้ นี่ไม่เท่ากับว่ารังแกคนอ่อนแอกว่าหรอกหรือ?
ไม่รู้ว่าบุคคลที่หมายตาสูตรชาดผู้นั้น ถึงที่สุดแล้วเป็นคนใหญ่คนโตท่านไหน หรือว่าเป็นตัวฮูหยินอวี๋ท่านนี้เองกันแน่
“ส่งเดชที่ไหนกัน? ตอนนี้เป็นคราวคับขันอันตรายต่างหาก เมื่อเจ้าไปถึงปรภพก็อธิบายให้บรรพบุรุษฟังสักหน่อย เขายังจะตำหนิที่เจ้าเอาสูตรไปให้คนอื่นเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้หรือไร? สูตรชาดเป็นของตาย คนต่างหากที่มีชีวิต ยังจะมีคนไม่เสียดายชีวิตเพื่อสูตรลับสูตรเดียวอีกหรือ?” ฮูหยินอวี๋เห็นว่าใกล้จะสำเร็จแล้วก็รีบเกลี้ยกล่อมทันที แทบอยากให้อีกฝ่ายตกปากรับคำเสียเดี๋ยวนั้น