ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 280 คนใกล้จะตายแล้ว
บทที่ 280 คนใกล้จะตายแล้ว
ขณะนั้นเอง พี่เป้ารู้สึกว่าออกจะแปลกอยู่บ้าง
เขามาได้พักใหญ่แล้ว เหตุใดเสี่ยวฝูจื่อยังหมอบอยู่บนพื้นไม่ขยับอีกเล่า?
“เสี่ยวฝู เจ้ามาหาข้าเดี๋ยวนี้”
“พ่อบุญธรรม…” เสี่ยวฝูจื่อเงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงอ่อนระโหย
สีหน้าพี่เป้าเปลี่ยนไปทันใด รีบรุดเข้าไปหา
เมื่อเขาทรุดตัวลงนั่งแตะตัวเสี่ยวฝูจื่อ จึงได้สังเกตว่าใต้ร่างมีก้อนหินที่ค่อนข้างแหลมคมอยู่
หินแหลมคมนั้นเสียบร่างเขาพอดี เลือดไหลนองเต็มพื้น
ทว่าเมื่อครู่นี้เสื้อผ้าของเสี่ยวฝูบดบังไว้ คนยังหมอบอยู่บนพื้น ดังนั้นยามกะทันหันจึงไม่มีใครสังเกตเห็น
“เสี่ยวฝู?!”
พี่เป้ารีบร้องเรียกพี่น้องหลายคนมาช่วยเหลือ พาเสี่ยวฝูไปส่งยังโรงหมอที่ใกล้ที่สุด
ในตำบลอันจิ่วมีโรงหมอขนาดเล็กมากแห่งหนึ่ง เรียกว่าไป่เย่าถัง
สาเหตุที่เรียกว่าไป่เย่าถังเป็นเพราะเจ้าของโรงหมอแห่งนี้แซ่ไป๋หลี่[1] ย้ายมาอยู่ตำบลอันจิ่วเมื่อหลายสิบปีก่อน
ไป่เย่าถังสมถะยิ่งนัก และคนทั่วตำบลอันจิ่วต่างทราบว่าท่านหมอประจำไป่เย่าถังท่านนี้มีวิชาแพทย์เก่งกาจมาก
ผู้คนที่อาศัยอยู่ใกล้ ๆ จำนวนมากนิยมมาตรวจโรคที่ไป่เย่าถัง
“ท่านหมอ ท่านหมอ ช่วยชีวิตด้วย ลูกบุญธรรมข้าเลือดไหลเต็มไปหมดแล้ว”
พี่เป้าร้อนใจยิ่งนัก เพราะตลอดทางมาที่นี่ เขาคิดหาสารพัดวิธีมาห้ามเลือดให้เสี่ยวฝูจื่อแล้ว
แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงไม่อาจห้ามเลือดได้เสียที
เขารู้ดีว่าตนเองมีชีวิตอยู่บนคมดาบ ดูเหมือนมีหน้ามีตา หากแท้จริงกลับอันตรายยิ่งนัก อาจต้องด่วนจากไปวันไหนก็ได้
ดังนั้นเขาจึงไม่คิดจะทำเหมือนพวกน้อง ๆ ทั้งหลาย ครั้นมีเงินก็คิดจะตบแต่งภรรยาให้กำเนิดบุตร
เขาจึงรับเด็กน้อยหลายคนมาเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม
ในจำนวนนั้น เสี่ยวฝูจื่อเป็นลูกบุญธรรมที่อายุน้อยที่สุด เขารับมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ ประดุจลูกแท้ ๆ ก็ไม่ปาน
ท่านหมอไป๋หลี่ประจำโรงหมอไป่เย่าถังมีอายุอานามมากแล้ว เขาลูบเคราสีขาวดอกเลา บอกให้พี่เป้าไม่ต้องร้อนใจ “ไม่ต้องร้อนใจ แผลสาหัสแค่ไหนก็ต้องรักษาไปทีละก้าว ร้อนใจไปก็ไร้ประโยชน์…”
คนชราแล้ว มีประสบการณ์คือเรื่องราวหนึ่ง มีความยึดมั่นถือมั่น ไม่รู้จักพลิกแพลง มักมองผู้อื่นด้วยอคติส่วนตนก็คืออีกเรื่องราวหนึ่ง
ครั้นท่านหมอไป๋หลี่เห็นว่าผู้มาคือ ‘อันธพาล’ กลุ่มหนึ่งก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจ ไม่ใคร่อยากรักษาให้
แต่คนเป็นหมอ ‘กอบกู้คนตาย รักษาคนเป็น’ ผู้มาล้วนเป็นคนป่วย เขาไม่อาจขับไสไล่ส่ง ได้แต่ทำทุกอย่างอย่างเชื่องช้าเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจของตนเองอย่างอ้อมค้อม
เมื่อเห็นท่าทีเชื่องช้าของท่านหมอไป๋หลี่ พี่เป้าจะไม่ร้อนใจอย่างไรไหว แทบอยากลงมือรักษาเสียเอง
ทว่าเขารักษาคนไม่เป็น ถ้ารักษาเป็นละก็…
ถ้าไม่ใช่เพราะพะวงถึงคนเบื้องหลังไป่เย่าถัง พี่เป้าก็อยากจะเอามีดไปขวางเหนือลำคอของอีกฝ่ายให้เร่งมือขึ้นสักหน่อย
เรื่องราวเป็นอย่างไร พี่เป้าก็ไม่รู้แน่ชัด เขาเพียงเคยได้ยินได้ฟังมาเล็กน้อยระหว่างทำงานให้ตระกูลใหญ่บางตระกูล กล่าวกันว่า ‘ไป๋หลี่’ แซ่นี้ คล้ายกับจะมีความสัมพันธ์กับคนใหญ่คนโตสักคนในเมืองหลวง
เมื่อได้ยินว่า ‘คนใหญ่คนโต’ พี่เป้าก็จำต้องระวังไว้ก่อน
ปกติก็มักจะกำชับพวกน้องชายทั้งหลายว่า ไม่มีเรื่องอะไรก็อย่าไปล่วงเกินคนจากไป่เย่าถัง
“ท่านหมอ ขอร้องท่านแล้ว ท่านเร็วกว่านี้หน่อยได้หรือไม่? ชีวิตเขาแขวนอยู่บนเส้นด้ายแล้ว
นะ!” เมื่อไม่อาจลงมือ พี่เป้าก็ได้แต่ค้อมกายขอร้อง
น้องชายทั้งหลายที่อยู่ข้างกายเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกไม่สบายใจ
ท่านหมอไป๋หลี่เอ่ยนิ่ง ๆ ว่า “คนที่มาหาหมอล้วนมีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายทั้งนั้น”
เขาพูดพลางมองบาดแผลบนร่างเสี่ยวฝูจื่อ พลันไม่พอใจขึ้นมา
“ต่อยตีกันมาล่ะสิ?” น้ำเสียงก็พลอยเย็นชาไปด้วย “คนอย่างพวกเจ้าก็จริง ๆ เลย เด็กตัวเล็กแค่นี้ก็พาออกมาทะเลาะวิวาท นี่ไม่ใช่ทำร้ายคนหรอกหรือ?”
“ไปจ่ายเงินมัดจำไว้ก่อนหนึ่งร้อยตำลึง”
พวกน้องชายทั้งหลายได้ยินก็สูดลมหายใจเย็นเยือก “หนึ่งร้อยตำลึง?! ท่านหมอ นี่จะแพงเกินไปหรือไม่? ยังไม่รักษาคนแล้วจะเอาร้อยตำลึงอีก?”
ท่านหมอไป๋หลี่จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ดีเท่าไหร่ “ให้พวกเจ้าจ่ายเงินก็จ่ายเงิน ไม่อยากจ่ายเงินก็พาคนออกไป ด้วยสภาพแผลของเจ้าเด็กนี่ เงินร้อยตำลึงยังไม่รู้ว่าจะเก็บชีวิตเขากลับมาได้หรือเปล่า”
ตนเองเหลวไหลก็ช่างปะไร แต่กลับพาเด็กเล็กเสียคนไปด้วย คนพวกนี้ตายไปก็สมควรแล้ว
“หุบปาก!” พี่เป้าบอกให้พวกน้องชายเงียบเสียง “ท่านหมอ ท่านอย่าถือสาพวกเขาเลย พวกเขาเพียงแต่ร้อนใจเท่านั้น ปากหมาไปหน่อย ที่จริงไม่ได้มีนิสัยเลวร้าย”
ท่านหมอไป๋หลี่หัวร่อสองครา ไม่พูดอะไรสักคำ
“ท่านหมอ ท่านว่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่ ท่านช่วยรักษาบาดแผลให้เสี่ยวฝูจื่อไปก่อน เงินหนึ่งร้อยตำลึงนั้นอีกสักพักข้าจะเอามาให้ท่าน” พี่เป้าเอ่ย “เงินหนึ่งร้อยตำลึงมากเกินไป ผู้ใดจะพกเงินมากขนาดนี้ติดตัว?”
“อีกสักพัก?” ท่านหมอไป๋หลี่แค่นหัวเราะ “ข้ายังจะไม่รู้จักคนแบบพวกเจ้าอีกหรือ อีกสักพักพอข้ารักษาคนแล้ว ถ้าคนตาย พวกเจ้าจะจ่ายเงินก็แปลกแล้ว ให้เงินก่อนค่อยรักษา นี่เป็นกฎของโรงหมอไป่เย่าถังของพวกข้า”
“ยังไม่ได้รักษาคน ท่านก็มาพูดว่าตายไม่ตายเสียแล้ว นี่ไม่ใช่ว่าสาปแช่งกันอยู่หรือ?” พี่เป้าได้ยินแบบนั้นก็เริ่มโกรธขึ้นมา
“ข้าเคยเห็นคนตายมามากต่อมาก ถ้าพูดจาไม่เข้าหูก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ้าอยากฟังคำพูดดี ๆ ก็ออกไปแล้วเลี้ยวซ้าย ข้ามถนนสองเส้นตรงไปหอบุปผาโน่น”
“เจ้า!” ถ้าไม่ใช่เพราะเป็นห่วงเสี่ยวฝูจื่อ พี่เป้าก็อยากทะเลาะกับเขาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่ได้จะเบี้ยวเงิน แต่ไม่ได้พกเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาด้วย
ให้อีกฝ่ายรักษาคนก่อน ระหว่างนั้นเขาก็จะส่งคนไปเอาเงินมาให้
เมื่อเห็นว่าท่านหมอไป๋หลี่ไม่ยอมอะลุ้มอล่วย พี่เป้าก็จนปัญญา ได้แต่หันกลับไปยืมเงินกับพวกน้องชาย
แต่ในกลุ่มน้องชายเหล่านั้น มีเพียงไม่กี่คนที่แต่งงานแล้ว ในมือมีเงินอยู่บ้าง แต่สำหรับคนที่ยังโสดอยู่ ผู้ใดยังจะมีเงินอยู่ในมือ?
พอมีเงินนิดหน่อยก็ใช้เงินไปหาความสำราญกับสตรีหมดแล้ว ใช้ชีวิตสำมะเลเทเมา
ครั้นพี่เป้าพบว่ากระทั่งเงินสิบตำลึงก็ยังเรี่ยไรมาไม่ได้ สีหน้าก็ซีดแล้วซีดอีก หรือเสี่ยวฝูจื่อต้องมาจบสิ้นอยู่ที่นี่แล้ว?!
น้องชายทั้งหลายอดไม่ไหวทะเลาะกันกับคนในโรงหมอไป่เย่าถัง รู้สึกว่าอีกฝ่ายเจตนาไม่รักษาแผลให้เสี่ยวฝูจื่อเพราะ ‘ดูถูก’ พวกตน ตั้งใจจะปล่อยให้เสี่ยวฝูจื่อต้องตาย
พี่เป้าคิดว่าเสี่ยวฝูจื่ออาจต้องตายจึงไม่ได้ไปกะเกณฑ์พวกน้องชายทั้งหลายอีก
เมื่อเห็นว่าคนทั้งกลุ่มกำลังจะลงมือต่อคนในโรงหมอไป่เย่าถัง เย่อวี๋หรานก็เดินเข้ามาจากข้างนอก
“กอบกู้คนตาย รักษาคนเป็น คือหน้าที่ของคนเป็นหมอ นี่กำลังทำอะไรกันอยู่ ไม่รักษาคน แต่จะลงไม้ลงมือกันแล้ว?”
“ที่นี่คือโรงหมอ เป็นสถานที่สำหรับรักษาอาการเจ็บป่วย ถ้าจะต่อยตีก็ออกไปต่อยตีกันข้างนอก อย่าถ่วงเวลาผู้อื่นมาหาหมอ”
เย่อวี๋หรานแอบฟังอยู่ข้างนอกเป็นนานสองนาน ย่อมทราบว่าทั้งสองฝ่ายทะเลาะกันขึ้นมาเพราะอะไร
แต่นางไม่อาจให้คนรู้ได้ จึงได้แต่แสร้งโง่ก็เท่านั้น
“เป็นเจ้า?” พี่เป้าเห็นนางก็จำได้ทันที “เจ้าตามพวกข้ามา?”
“เป็นเจ้าหรอกหรือ เมื่อครู่นี้บนถนน ดูเหมือนว่าน้องชายเจ้าจะชนข้า” เย่อวี๋หรานแสร้งเป็นฟังไม่เข้าใจ ว่าแล้วก็กวาดสายตามองคนอื่น ๆ “ท่านใดคือท่านหมอไป๋หลี่? ข้ามารับยา เจ้าเจ็ดบ้านข้าถูกคนตีจนศีรษะกระทบกระเทือน ได้หมอชาวบ้านเขียนใบสั่งยาให้ นับแต่นั้นก็กินยาตำรับนั้นมาตลอด…”
“ได้เอาใบสั่งยามาด้วยหรือไม่?” ท่านหมอไป๋หลี่สงบนิ่งยิ่งนัก เดินออกมาราวกับว่าเมื่อครู่นี้ไม่ได้เกือบจะเกิดเหตุทะเลาะวิวาทกันมาก่อน
“ไม่ได้เอามา แต่ข้าจำได้ว่ามีตัวยาอะไรบ้าง” เย่อวี๋หรานท่องออกมาตรงนั้น
ท่านหมอไป๋หลี่เห็นนางท่องได้ครบถ้วนถึงเพียงนั้นก็ค่อนข้างประหลาดใจ “เจ้าเคยท่องตำรับยามาก่อน?”
“คนในครอบครัวข้าล้วนมีความจำดี ได้ฟังหลายครั้งก็จำได้แล้ว”
[1] 百里 (Bǎi lǐ) ไป๋หลี่ เป็นแซ่หลายพยางค์ที่ประกอบขึ้นจาก 2 คำ คือ ไป๋ 百 และ หลี่ 里 ซึ่งต่างก็มีวรรณยุกต์เสียงสามทั้งคู่ พอมาอยู่ด้วยกันจึงผันตามกฏไวยากรณ์เป็น ไป๋หลี่