ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 281 เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ ข้าจะออกให้เอง
บทที่ 281 เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ ข้าจะออกให้เอง
“ยาตำรับนี้…” ท่านหมอไป๋หลี่สมกับที่เป็นหมออาวุโส เพียงฟังตำรับยาก็สามารถบอกได้ว่าคนไข้สมควรมีอาการอย่างไร
แน่นอนว่าเขาชี้ให้เห็นว่ายาตำรับนี้มีสมุนไพรตัวใดไม่ถูกต้องนัก ประสิทธิภาพของยาลดลงมาก เขาจำเป็นต้องแก้ไขสักหน่อย
“ถูกต้อง สมุนไพรหลายตัวนี้ ตอนนั้นจงใจเปลี่ยนเพราะครอบครัวข้าไม่มีเงิน ซื้อไม่ไหว ได้แต่ใช้สมุนไพรที่ราคาถูกลงมาทดแทนไปก่อน…” เย่อวี๋หรานไม่ได้ปล่อยให้หมอชาวบ้านถูกเข้าใจผิด จึงรีบอธิบายทันที
ท่านหมอไป๋หลี่ได้ยินว่าเรื่องราวเป็นมาอย่างไรก็เข้าใจแล้ว “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ แม้ตำรับยาของเขาจะไม่ได้ยอดเยี่ยมนัก แต่คนกลับไม่เลวเลย เป็นหมอที่ดีคนหนึ่ง”
น้ำเสียงของเขาดีขึ้นมาก ชมเชยหมอชาวบ้านท่านนั้นไปอีกประโยค
ต่างจาก ‘ความเย็นชาไร้เมตตา’ ตอนที่เผชิญหน้ากับพี่เป้า เพราะในยามนี้เขาดูคล้ายชายชราที่น่านับถือ ยกย่องชมเชยการกระทำดีงามของผู้อื่น
เขายังแนะนำเย่อวี๋หรานว่า หากฐานะไม่เอื้ออำนวย ยาตำรับนี้ให้คงไว้ไม่เปลี่ยนแปลงจะดีกว่า ถึงอย่างไรก็เป็นอาการบาดเจ็บที่ไม่สาหัสถึงชีวิต รักษาอย่างค่อยเป็นค่อยไปก็ได้
รอจนในอนาคตมีเงินแล้ว ค่อยเปลี่ยนไปใช้ตำรับยาที่ดีกว่านี้
พี่เป้าฟังแล้วก็แค่นเสียงเย็นขึ้นมาจากข้าง ๆ “เหอะ! น่าเสียดายที่ตรงนี้มีเพชฌฆาตที่เลือดเย็นไร้เมตตาอยู่คนหนึ่ง คนใกล้จะตายอยู่รอมร่อ แต่กลับไม่ยอมรักษาคนเสียทีเพียงเพราะเงินหนึ่งร้อยตำลึง ข้าไม่ได้จะเบี้ยวเงิน ก็แค่ตอนนี้ไม่มีเงินชั่วคราว ยังมีหน้ามาเสแสร้งเป็นพ่อพระอยู่ตรงนี้อีก”
“ข้าไม่ใช่คนดีอะไรจริง ๆ นั่นแหละ แต่ข้าก็ไม่จงใจสอนเด็กให้เดินไปในทางที่ผิด ทำให้โลกนี้มีคนชั่วเพิ่มขึ้นมาอีกคนหรอกนะ” ท่านหมอไป๋หลี่มีสีหน้ารังเกียจเดียดฉันท์
“ท่าน…”
เย่อวี๋หรานไม่ปล่อยให้พี่เป้าพูดออกมา จึงรีบเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ช่วยชีวิตคนผู้หนึ่งดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น ท่านหมอไป๋หลี่ เท่าไหร่หรือ ข้าจะออกให้”
ท่านหมอไป๋หลี่ตกตะลึง “เจ้าจะออกเงิน?”
พี่เป้าเองก็ประหลาดใจมาก
“เจ้าต้องคิดให้ดีนะ พวกเขาเป็น…” ท่านหมอไป๋หลี่มองพี่เป้าคราหนึ่ง “ต่อให้เจ้าช่วยพวกเขา พวกเขาก็คงไม่ซาบซึ้งบุญคุณ วันหน้าพึงทำอะไรก็ยังทำเช่นนั้น ไม่แน่ว่าอาจมีคนถูกทำร้ายมากขึ้นก็ได้”
“ท่านหมอไป๋หลี่ ท่านเป็นหมอ สนใจแค่การรักษาคนก็พอแล้ว ส่วนเรื่องอื่นย่อมมีคนไปจัดการเอง”
เย่อวี๋หรานคิดมาแต่แรกแล้วว่า ‘เงินหนึ่งร้อยตำลึง’ นี้จะนำมาใช้ทำอะไร?
นางตั้งใจจะนำมาซื้อตัวพี่เป้า แลกกับชีวิตสุขสงบของครอบครัวสกุลจู
พี่เป้าเป็นคนดีหรือไม่ นางไม่รู้ แต่สามารถทำให้เจี่ยงโหย่วเซิงติดตามเขาด้วยความเชื่อถือสนิทใจ อย่างน้อยคนผู้นี้คงจะมี ‘น้ำใจ’ อยู่บ้าง
นางช่วยเหลือลูกบุญธรรมของเขา ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คงจะไว้ไมตรีต่อนางบ้างกระมัง?
ในเมื่อมีคนออกเงินให้แล้ว ท่านหมอไป๋หลี่ก็ไม่มีข้ออ้างให้ปฏิเสธอีก ได้แต่ลงมือรักษาบาดแผลของเสี่ยวฝูจื่อด้วยตนเอง
ที่จริงแล้วท่านหมอไป๋หลี่หาใช่คนเลวร้าย ตอนแรกเขาปฏิเสธไม่รักษาแผลให้เสี่ยวฝูจื่อก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธจริง ๆ
เขาตรวจดูปากแผลของเด็กคนนี้แล้ว ดูเหมือนเลือดออกมาก หากความจริงเลือดบนปากแผลแข็งตัวแล้ว ไม่มีเลือดไหลออกมาอีก ยื้อเวลาไว้สักพักก็ไม่ถึงแก่ชีวิต
เขาลงมือฝังเข็มหยุดเลือด ทำความสะอาดปากแผล และทายา…
ท่านหมอไป๋หลี่ทำอย่างพิถีพิถันยิ่งนัก
พี่เป้ายืนมองอยู่ข้าง ๆ สักพักก็ลอบถอนหายใจโล่งอก
กล่าวกันตามจริงแล้ว เห็นท่านหมอไป๋หลี่ไม่ชมชอบเขาปานนี้ เขาก็กลัวจริง ๆ ว่าอีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้ทำให้เสี่ยวฝูถึงแก่ความตาย
“ขอบคุณ ท่าน…ท่านมีนามว่าอย่างไร?” ครั้นยืนอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หราน แม้จะเป็นพี่เป้าที่มีจิตใจหนักแน่นมั่นคงอย่างมากก็ยังรู้สึกวางตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
เขาไม่ได้ลืม ก่อนหน้านี้เขายังคิดจะกลบเกลื่อนว่าตนเองส่งน้องชายบางคนไปขโมยเงินของอาหญิงท่านนี้อยู่เลย
“สามีข้าแซ่จู เจ้าจะเรียกข้าว่าจูต้าเหนียงก็ได้” เย่อวี๋หรานกล่าว
“จูต้าเหนียง”
“อืม”
“จูต้าเหนียง ถ้าไม่ได้ท่าน เสี่ยวฝูอาจไม่รอดแล้วก็ได้ บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจกล่าวคำขอบคุณ วันหน้าถ้าจูต้าเหนียงมีเรื่องราวใด ขอให้แจ้งชื่อพี่เป้านามของข้า ข้าไม่กล้ารับประกันหากเป็นที่อื่น แต่ในตำบลอันจิ่วแห่งนี้ คนส่วนใหญ่ยังยอมให้เกียรติข้าอยู่บ้าง” พี่เป้ามีน้ำใจยิ่งนัก ประสานมือคารวะเย่อวี๋หราน
“ไม่เป็นไร ข้าเพียงให้เจ้ายืมชั่วคราว ให้เจ้าใช้แทนไปก่อน ใช่ว่าจะไม่คืนเสียหน่อย” เย่อวี๋หรานยิ้ม “คนเราล้วนต้องเคยประสบความลำบากกันทั้งนั้น การช่วยเหลือกันและกันเป็นเรื่องสมควรแล้ว”
พี่เป้าคิดว่าใจว่า ข้านึกว่าไม่ต้องคืนเสียอีก
“อีกอย่างชื่อเสียงพี่เป้าของเจ้า ไม่ใช่ว่าข้าจะเคยได้ยินเป็นครั้งแรก”
“ท่านรู้จักข้า?” พี่เป้าประหลาดใจ
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เพียงแค่เคยได้ยิน แต่ยังไม่เคยพบหน้า เจ้าคงรู้จักเจี่ยงโหย่วเซิงกระมัง?”
“ท่านรู้จักเจี่ยงโหย่วเซิง?” พี่เป้าคิดขึ้นมาได้ทันที เพราะนั่นก็คือเจ้าหนุ่มที่ถูกเขา ‘หลอก’ จนกลับบ้านเกิดไปคนนั้น
เขาไม่รู้ว่าเจี่ยงโหย่วเซิงกลับไปทำอะไร แต่ว่ากันตามตรงแล้ว มากลับไปในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อ ‘ของขวัญวันเกิด’ แล้วยังจะเพื่ออะไรอีก?
เจ้าหนุ่มนี่ยามปกติดูแล้วซื่อสัตย์ทีเดียว ไม่คิดว่าจะเผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาเพื่อเงินรางวัลหนึ่งร้อยตำลึงเสียได้
“ข้ามาจากหมู่บ้านใกล้เคียงกันกับเขา” เย่อวี๋หรานกล่าว “จะว่าไปแล้วเขาก็โชคร้ายจริง ๆ เด็กหนุ่มดี ๆ คนหนึ่ง แต่กลับล้มจนขาบาดเจ็บเสียได้ ถ้าไม่ได้มาพบคนในครอบครัวข้า เกรงว่านอนอยู่บนเขาทั้งวันก็คงไม่มีใครรู้”
“เขาล้มขาบาดเจ็บ?” พี่เป้าประหลาดใจอีกครั้ง
เจ้าเด็กนั่นกลับไปเพราะของขวัญวันเกิด ถึงได้ไม่ยอมกลับมาเสียทีไม่ใช่รึ?
“ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาไปฟังใครพูดมา บอกว่าบนเขามีขุมทรัพย์ จึงแอบขึ้นเขาไปคนเดียว” เย่อวี๋หรานเห็นเขาฟังอย่างตั้งอกตั้งใจก็พูดอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับคุยเรื่องสัพเพเหระ “บนเขาไท่ตังมีขุมทรัพย์หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่เขาไท่ตังใหญ่โตโอฬาร มีสัตว์ดุร้ายพลุกพล่านแน่นอน เขาขึ้นไปบนเขาเช่นนั้น ไม่เกิดเรื่องก็แปลกแล้ว”
เริ่มจากพล่ามเรื่องไร้สาระมากมาย จากนั้นค่อยบอกว่าเจี่ยงโหย่วเซิงได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้กำลังรักษาตัวอยู่ที่เรือนของนาง
นางเคยได้ยินชื่อ ‘พี่เป้า’ ก็เป็นเพราะเจี่ยงโหย่วเซิงเคยพูดถึง
“เจ้าหนุ่มนั่นเอาแต่พูดถึงพี่เป้าอย่างนั้นพี่เป้าอย่างนี้ บอกว่าเจ้าเป็นผู้มีพระคุณของเขารองลงมาจากบิดามารดา ถ้าไม่มีเจ้า เขาซึ่งเป็นเด็กกำพร้าโดดเดี่ยวไร้ที่พึ่งพิงคงอดตายไปนานแล้ว”
ปกติพวกน้องชายก็เยินยอเขาเช่นนี้ พี่เป้าไม่เห็นจะรู้สึกรู้สา แต่พอมาได้ยินจูต้าเหนียงพูดกลับรู้สึกกระดากอายขึ้นมา “งั้นหรือ ที่แท้เขาพูดถึงข้าเช่นนี้เองหรือ ที่จริงข้าหาได้ดีอย่างที่เขาพูด ข้า…”
“จะไม่ดีอย่างที่เขาพูดได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานตัดบทเขา แล้วชมต่อไปว่า “ข้าคิดว่าเจ้าเป็นคนดีคนหนึ่ง ใช่แล้ว บางคนมักจะเข้าใจเจ้าผิดไป คิดว่าเจ้าเป็นนักเลงหัวไม้ อยู่ว่าง ๆ ก็ไปเที่ยวระรานคนอื่น แต่เจ้าก็ทำไปเพราะความจำเป็นไม่ใช่หรือ?”
“ลูกบุญธรรมหลายคนของเจ้าก็ได้เจ้าชุบเลี้ยงมาจนโตไม่ใช่หรือ?”
“ตอนที่เสี่ยวฝูจื่อได้รับบาดเจ็บ ข้าก็เห็นว่าเจ้าเป็นห่วงยิ่งนักนี่นา?”
“ถ้าเจ้าไม่มีดีเลยแม้แต่น้อย ยังจะมีน้องชายติดตามเจ้ามากมายเช่นนี้หรือ?”
……
นางยกตัวอย่างหลายข้อติดต่อกัน พิสูจน์ให้เห็นว่าแท้จริงแล้วพี่เป้าไม่ใช่ ‘คนเลว’ อย่างที่เขาคิดว่าตัวเองเป็น
ในจิตใจเขามีความดีงามอยู่ เพียงแต่ความดีงามของเขาไม่ใช่ความดีงามประเภทที่ทุกคนรู้จักก็เท่านั้น
ทว่าบนโลกนี้มี ‘คนดี’ ที่สมบูรณ์พร้อมอยู่ด้วยหรือ?
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “ข้าไม่รู้หรอกว่าบนโลกนี้มีคนดีแบบที่ทุกคนกล่าวขานกันหรือไม่ แต่สำหรับข้า ขอเพียงไม่เจตนาทำร้ายผู้อื่น และสามารถดูแลคนที่ตัวเองต้องการจะปกป้องได้เป็นอย่างดี เช่นนั้นก็คือคนดี ไม่ละอายต่อฟ้า ไม่ละอายต่อดิน ไม่ละอายต่อคนที่ห่วงใยตนเอง ไม่ละอายต่อมโนธรรมในใจ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วไม่ใช่หรือ?”