ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 309 สอบสวนหลินต้าเม่ย
บทที่ 309 สอบสวนหลินต้าเม่ย
หลินซื่อบ่นอุบทันที “ท่านแม่ ในห้องครัวมีของหายไปไม่น้อย อาหารที่เหลือท่านยกให้คนที่มาช่วยงานไปหมดแล้ว ของที่ตั้งใจเก็บเอาไว้บนเตา พวกนางก็ยังไม่เหลือไว้ให้พวกเราอีก ทำกันเกินไปจริง ๆ…”
ยังดีที่ของบนเตาทางนี้ล้วนทำกันสด ๆ ร้อน ๆ วัตถุดิบก็หยิบไปเท่าที่จำเป็นต้องใช้ ถึงเวลาใช้งานค่อยมานำออกไป ถ้าให้คนพวกนั้นมาป้วนเปี้ยนในห้องครัวเก่า ไม่รู้ว่าต้องเสียหายไปอีกเท่าไหร่
“เจ้าเก็บของกินไว้ให้พี่เจ้าแล้วกระมัง?”
หลินซื่อสะดุ้ง ไม่กล้าปริปาก
เรื่องนี้แม่สามีไม่ได้สั่ง แต่นางกลัวว่าหลินต้าเม่ยที่อยู่ในเล้าหมูจะหิวจึงแอบเก็บแป้งกรอบชิ้นหนึ่งซุกเอาไว้ในเสื้อผ้า ตั้งใจว่าสักพักจะเอาไปให้พี่สาวหลังจากทุกคนหลับไปแล้ว
เย่อวี๋หรานมองอีกฝ่ายพลางถามว่า “เก็บเอาไว้ก็คือเก็บเอาไว้ ไม่ได้เก็บก็คือไม่ได้เก็บ พูดมาตามความจริง เอาแต่เงียบอยู่ทำไม?”
เย่อวี๋หรานพอจะรู้แต่แรกแล้ว
ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ต่อให้ทะเลาะแตกหักกัน แต่เป็นไปไม่ได้ที่หลินซื่อจะมองหลินต้าเม่ยหิวโหยโดยไม่ทำอะไรเลย นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์
เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อไปอุ้มลูกหมูสองตัวกลับมาตั้งแต่ตอนต้นฤดูใบไม้ผลิแล้ว
ปีนี้ครอบครัวปลูกมันเทศ นางไม่กังวลสักนิดว่าจะไม่มีอาหารเลี้ยงหมู กอปรกับประสบการณ์ครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว เรื่องเลี้ยงหมูมอบหมายให้หลิ่วซื่อ ไม่มีอันใดให้นางต้องกังวลใจ
เล้าหมูของสกุลจูเกรงว่าคงเป็นเล้าหมูที่สะอาดเอี่ยมที่สุดในหมู่บ้านละแวกนี้แล้ว ทำความสะอาดอยู่ทุกวัน
แต่เมื่อเทียบกับเล้าหมูของชาติที่แล้วที่พื้นเป็นปูน ยุคนี้ยังไม่ได้ก้าวหน้าถึงเพียงนั้น เพียงปูด้วยแผ่นอิฐไม่กี่แผ่นหรือปูแผ่นไม้ที่แข็งแรงสักหลายแผ่นไว้บนบ่อเกรอะทำเป็นเล้าหมู
เล้าหมูของสกุลจูเป็นแบบที่สอง ปูไม้กระดานเหนือปากบ่อเกรอะ แม้หลิ่วซื่อจะปัดกวาดใช้น้ำล้างเล้าหมูทุกวัน แต่กลิ่นเหม็นหึ่งนั้นไม่อาจขจัดให้หมดไปได้
ดังนั้น หลินต้าเม่ยถูกขังไว้ในเล้าหมู กล่าวได้ว่ารอบด้านเหม็นคลุ้ง แทบจะถูกอากาศพิษรมจนสลบไป
อีกทั้งยังหิวโหยมาทั้งวัน ตอนที่ถูกจูต้า จูเอ้อร์ จูซาน จูซื่อ และจูอู่หามออกมา คนก็หน้ามืดตาลาย แทบเป็นลมไม่สมประดี
เมื่อถูกปลดจากพันธนาการบนเก้าอี้ หลินต้าเม่ยก็ยืนไม่ไหว ไถลลงมากองบนพื้น
เย่อวี๋หรานเห็นนางมีสภาพเหมือนถูกทรมานทรกรรมมาอย่างแสนสาหัสก็ให้คนเอาสิ่งที่อุดไว้ในปากนางออกมา พร้อมกันนั้นก็ปลดเชือกบนแขนและขาให้นาง
หลินต้าเม่ยตัวอ่อนระทวย ตั้งหน้าตั้งตาสูดลมหายใจสดชื่นเข้าปอด ถลึงตามองเย่อวี๋หรานอย่างโกรธแค้น “นางหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์…”
“อะแฮ่ม!” เย่อวี๋หรานกระแอมเสียงเบาตัดบทนางพลางกล่าวว่า “เจ้าอยากถูกขังไว้ในเล้าหมูอีกหรือ?”
หลินต้าเม่ยสำลัก
“นี่ก็ถูกแล้ว ด่าคนให้น้อยหน่อย จะได้ไม่ต้องทรมานมาก ข้าน่ะไม่ชอบฟังคนด่าทอเป็นที่สุด เจ้าด่าจนเหนื่อย ข้าฟังแล้วก็รำคาญใจ พอข้ารำคาญอารมณ์ก็ไม่เบิกบาน พออารมณ์ไม่เบิกบานก็ชอบทรมานคนเป็นพิเศษ” เย่อวี๋หรานเอ่ยเนิบนาบ “ถ้าเจ้าไม่กลัวทรมาน จะด่าต่อก็ได้ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็มืดแล้ว แขกเหรื่อที่มาเยือนก็กลับเรือนกันหมด สะดวกพอดี”
หลินต้าเม่ยหวาดกลัวอยู่บ้าง เจ้าสะดวก แต่ข้าไม่สะดวกนี่นา!
ความกล้าที่ถูกคนยุมาหาเรื่องเย่อวี๋หรานในตอนแรกถูกเล้าหมูไล่หายไปหมดแล้ว
“พูดมาเถอะ ใครใช้ให้เจ้ามาทำลายงาน” เย่อวี๋หรานกล่าว
หลินต้าเม่ยนึงถึงคำสัญญานั้นก็ต้องไม่ยอมรับอยู่แล้ว “ไม่มี”
“ไม่มี? เห็นทีเจ้าคงไม่หิว ไม่กระหายเลยสินะ ได้ ข้าเข้าใจแล้ว” เย่อวี๋หรานหันไปสั่งความหลิ่วซื่อและหลิวซื่อ “ไม่ต้องให้อาหารและน้ำกับนางแล้ว มัดตัวใหม่แล้วส่งกลับเล้าหมูไปเถอะ”
“กลับเล้าหมู?!” หลินต้าเม่ยตกใจ รีบร้องว่า “จูต้าเหนียง แขกกลับไปหมดแล้ว ข้าก็ไม่ได้ก่อเรื่องสำเร็จ ท่านยังจะมัดข้าอีกทำไม? ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจกว้าง คิดเสียว่าข้าเป็นผายลม ปล่อยไปเสียก็จบ”
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อได้รับคำสั่งแล้วก็ย่างก้าวเข้ามาอย่างให้ความร่วมมือ ยืนประจำตำแหน่งทันที
สมาชิกสกุลจูแทบทุกคน ยกเว้นเพียงเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถว คนอื่น ๆ นั้นล้วนไม่ได้นั่ง ทว่ามายืนมองความครึกครื้นอยู่ข้าง ๆ
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไม่ได้กลับมาสักพักแล้ว จึงชมดูอย่างออกรสออกชาติ
ควรทราบว่าปกติยามอยู่ที่สำนักศึกษา เรื่องราวทำนองนี้ไม่ค่อยมีให้เห็นนัก ต่อให้เกิดเรื่องขึ้น อาจารย์ก็จะสั่งสอนพวกเขาว่า ‘ไร้มารยาทไม่พึงดู ไม่สุภาพไม่พึงฟัง’ แล้วบอกให้พวกเขารีบจากไปเสีย
เฮ้อ มีอาจารย์เข้มงวดบางครั้งก็หาใช่เรื่องดี!
“เฮอะเฮอะ!” เย่อวี๋หรานแค่นเสียงหัวเราะ “ปล่อยเจ้าไป? อาศัยอะไร? เจ้าก่อกวนงานเลี้ยงของพวกข้า ทำลายบรรยากาศ ทำให้สกุลจูกลายเป็นเรื่องตลกขบขันของคนทั่วหมู่บ้าน เจ้าบอกให้ข้าปล่อยเจ้าไปก็ปล่อยไปง่าย ๆ เจ้าคิดว่าข้าเป็นอะไร? หลินต้าเม่ย หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างข้าเป็นคนอย่างไร เจ้าก็ไม่ได้เพิ่งรู้จักข้าเป็นวันแรกเสียหน่อย เจ้าจะไม่รู้เชียวหรือว่ามาทำลายเรื่องดีของข้าแล้วจะมีบทสรุปอย่างไร?”
หลินต้าเม่ยตึงเครียดขึ้นมา รีบหันไปหาหลินซื่อ หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่อยู่ข้าง ๆ ร้องเรียกน้องสาวอย่างสนิทสนม “น้องรอง น้องสาม น้องสี่ พวกเจ้ายืนนิ่งอยู่ตรงนั้นทำไม? ข้าเป็นพี่สาวแท้ ๆ ของพวกเจ้านะ พวกเจ้าจะมองอยู่อย่างนี้หรือ? ใช่ ข้ายอมรับ ข้าทำไม่ถูก ข้าไม่ควรตีพวกเจ้า แต่ข้าจำเป็นต้องทำแบบนั้น…”
“นอกจากนี้ พวกเจ้าลองพูดมาสิ ตอนเด็ก ๆ ข้าไม่ดีต่อพวกเจ้าหรือ? ตอนนั้นเวลาได้ของกินมา ข้าก็พยายามเก็บเอาไว้ให้พวกเจ้าตลอดไม่ใช่หรือไร?”
“โดยเฉพาะเจ้า ซานเม่ย มีครั้งหนึ่งเจ้าหิวจนไปขโมยไข่ไก่ที่เรือนท่านย่า สุดท้ายท่านย่ามาเอาเรื่องถึงเรือน ข้าก็เป็นคนรับผิดแทนเจ้านี่นา?”
……
ตอนที่ลงมือตีน้องสาว หลินต้าเม่ยหาได้ใจอ่อนแม้แต่น้อย แต่มาถึงยามนี้ นางกลับไม่ลืมเอ่ยถึงความหลัง เรียกร้องความเห็นใจ
เห็นแก่ความผูกพันในวัยเยาว์ นางไม่เชื่อหรอกว่าน้องสาวสามคนนี้จะเบิ่งตามองนางตกที่นั่งลำบากโดยไม่ทำอะไรเลย?
และก็เป็นไปดังคาด เมื่อนางพูดออกไปเช่นนั้น สีหน้าของหลินซื่อ หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยก็เปลี่ยนเป็นว้าวุ่นลังเลใจ
เจ้ามองข้า ข้ามองเจ้า ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร
เพราะแม้พวกนางอยากปฏิเสธเพียงใดก็จำต้องยอมรับ ก่อนที่หลินหมู่จะล่วงลับ หลินต้าเม่ยดีต่อพวกนางไม่น้อย
ตอนที่ยังไม่ได้ออกเรือนไป หลินต้าเม่ยต้องถูกแม่เฒ่าหลินดุด่าทุบตีเพื่อพวกนางเป็นประจำ
ขณะที่พวกนางสามคนลำบากใจ เย่อวี๋หรานก็เอ่ยขึ้นว่า “หลินต้าเม่ย เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปแล้วกระมัง? ในเรือนสกุลจูแห่งนี้ยังมีที่ให้น้องสาวเจ้าสอดปากอีกหรือ? ตอนที่แม่เจ้าตายก็เป็นน้องรองของเจ้าที่คุกเข่าขอร้องให้ข้าช่วย ไม่อย่างนั้นตอนที่ศพแม่เจ้ายังไม่ทันเย็นชืด พ่อเจ้าก็คงจะแต่งงานใหม่ต่อหน้าโลงศพแม่เจ้าไปแล้ว”
“เพราะครอบครัวพวกเจ้า ไม่พูดถึงเรื่องก่อนหน้านั้น เอาแค่ใกล้ ๆ นี้ก็พอ หลินซื่อทำเลือดเนื้อสกุลจูของข้าหลุดมือไปคนหนึ่ง ยังเดือดร้อนถึงจูอู่ต้องถูกขังไว้ในเล้าหมู นางยังมีหน้ามาขอร้องอะไรจากข้า?”
“ยังมีน้องสามกับน้องสี่ของเจ้า ตอนนี้พวกนางก็มาพึ่งพาสกุลจูของข้าให้เลี้ยงดู เชื่อหรือไม่ว่าถ้าข้าเอาไม้หน้าสามไล่พวกนางออกไป เพิ่งพ้นจากประตูเรือนสกุลจูไม่ทันไร พวกนางก็คงจะถูกแม่เฒ่าหลินจับตัวไปขายแล้ว”
……
“พวกนางไม่มีปัญญาแม้แต่จะปกป้องตัวเอง แล้วเจ้ายังอยากให้ใครมาปกป้องเจ้า?”
คำถามคาดคั้นของเย่อวี๋หรานทำให้หลินต้าเม่ยทรุดลงนั่งตำแหน่งเดิม
ใช่แล้ว ปกตินางไม่เคยใคร่ครวญถึงเรื่องเหล่านี้ แต่เมื่อเย่อวี๋หรานพูดออกมา นางกลับพบว่าตนเองไม่อาจตอบโต้ได้เลย
นางอยากร่ำร้องออกไปอย่างเดือดดาลว่า ‘ข้าไม่ได้ขอร้องให้เจ้าเลี้ยงเสียหน่อย แน่จริงเจ้าก็ไล่พวกนางออกไปสิ!’
แต่นางรู้ดีว่าถ้านางตะโกนออกไปแบบนั้นก็จะทำร้ายจิตใจของน้องสาวทั้งสามคนจริง ๆ แล้ว นางจึงไม่กล้าพูดออกไป
หลินต้าเม่ยทำเป็นไม่ได้ยิน แสร้งมองไปทางน้องสาวสามคนอย่างโง่งมต่อไป ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหล ขอร้องให้พวกนาง ‘ช่วยเหลือ’ ตนเอง