ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 308 ยังถูกขังไว้ในเล้าหมู
บทที่ 308 ยังถูกขังไว้ในเล้าหมู
ส่วนเรื่องที่หลินต้าเม่ยอาละวาดเมื่อครู่นี้?
ทุกคนได้แต่คิดว่า ขอโทษที ไม่เห็นหรอก!
หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ร้ายกาจจริง ๆ บอกว่าจะมัดก็มัดคนทันที นางคอยจับตามองอยู่ข้าง ๆ ด้วยตนเอง ผู้ใดจะกล้าทะเล่อทะล่าพูดขึ้นมาต่อหน้านางให้ถูกตบหน้า?
ยิ่งไปกว่านั้น งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของสกุลจูจัดได้ว่าไม่เลวยิ่งนัก
ทุกโต๊ะล้วนมีเนื้อ เต้าหู้และผัดผักราดสารพัดน้ำพริก จับคู่กับโจ๊กธัญพืชรวมมิตรอีกคนละถ้วย พวกเขากล้าพูดเลยว่า “ทั่วเชิงเขาไท่ตังยังจะไปหาแบบนี้ได้อีกที่ไหน?”
“ใช่แล้ว คราวก่อนข้าไปกินข้าวที่หมู่บ้านสกุลหลี่ พวกเขาไม่มีแม้แต่หมั่นโถว มีแค่โจ๊กเปล่าโหรงเหรง ใสจนเห็นก้นถ้วย สกุลจูเสียอีกใจปล้ำกว่ามาก เอาของพวกนี้ออกมาให้กินได้”
“ไม่ต้องพูดแล้ว อย่างน้อยสกุลจูยังมีเนื้อให้กิน พวกเจ้าเคยได้กินจากที่อื่นด้วยหรือ?”
……
เย่อวี๋หรานพยายามทุกวิถีทางเพื่อจัดงานเลี้ยงครั้งนี้ให้ดีที่สุด
แต่นางก็รู้ขีดจำกัด ไม่ได้ถลุงสกุลจูจนเกลี้ยงเพื่อเตรียมงานนี้ เป็นต้นว่าลูกชิ้นกากเต้าหูรสเนื้อซึ่งเป็น ‘สูตรต้นตำรับ’ ของสกุลจู ใช้น้ำแกงเนื้อมาผสมกากเต้าหูปั้นเป็นก้อนกลม
ส่วนโจ๊กธัญพืชรวมมิตร นางหักเงินจากค่าขายสูตรชาดจำนวนหนึ่งมาซื้อธัญพืชเก่าเก็บ ยังมีพวกถั่วและผักตากแห้ง โปรยแป้งลงไปเพื่อให้ข้นเหนียวแล้วเคี่ยวรวมกันในหม้อ
น้ำพริกเป็นสิ่งที่ในเรือนทำกันเองอยู่แล้ว ไม่ได้มีผักมากมายก็เลือกมาเพียงสองสามอย่าง จากนั้นประกบคู่กับน้ำแกงใสที่เตรียมอย่างพิถีพิถัน
โจ๊กไม่อยู่ท้อง แต่มีน้ำแกงและใบมันเทศที่ปรุงด้วยวิธีต่าง ๆ มองแล้วแลดูละลานตา
แน่นอนว่าผู้มาร่วมกินเลี้ยงก็ไม่ได้มากันมือเปล่า พวกเขาย่อมนำสิ่งของมาร่วมแสดงความยินดีด้วย ถ้าไม่ใช่ผักป่าและผลไม้ก็เป็นไข่ไก่และข้าวสาร
คนชนบทในยุคสมัยนี้ค่อนข้างสัตย์ซื่อ ทุกคนล้วนทราบว่าทุกบ้านล้วนลำบาก หากคนจำนวนมากไปกินดื่มที่เรือนผู้อื่นพร้อมกันในคราวเดียว ไม่ว่าครอบครัวไหนก็คงต้องสิ้นเนื้อประดาตัว
มีเพียงส่วนน้อยที่ตระหนี่ถี่เหนียวเป็นที่สุด คนส่วนใหญ่ล้วนนำอาหารติดไม้ติดมือมาร่วมงาน
ตอนกินก็จะระวัง พยายามไม่เติมข้าว ถ้าจะเติมก็เติมแต่พอดี ไม่ทำจนเกินงาม
รอจนแขกเหรื่อรับประทานอาหารเรียบร้อย ผู้ที่อาศัยอยู่ไกลยังต้องเร่งเดินทางกลับเรือนก่อนฟ้ามืด กินเสร็จกล่าวคำอำลากับเจ้าบ้านก็เริ่มทยอยแยกย้ายกันแล้ว กลุ่มคนที่อาศัยอยู่ใกล้กว่า ผู้ที่ยังอยู่ต่อก็มีเพียงคนที่ค่อนข้างสนิทสนมกัน หรือต้องการช่วยเหลือ หรืออาจมีเรื่องที่ต้องการจะคุยด้วย
เย่อวี๋หราน ลูกสะใภ้สกุลจู และผู้คนที่มาช่วยงานเป็นกลุ่มคนที่ได้รับประทานอาหารเป็นชุดสุดท้าย
หลังกินเสร็จแล้วยังต้องเร่งมือเก็บกวาดให้เรียบร้อย
โต๊ะ เก้าอี้ และม้านั่งที่ยืมมา ล้วนต้องนำกลับไปคืน ตอนคืนสิ่งของก็ไม่อาจไปมือเปล่า ของตอบแทนที่พึงมีก็ต้องหาอะไรมาห่อให้เรียบร้อย แล้วนำส่งถึงเรือนผู้อื่นพร้อมกับของที่ยืมมา
โดยทั่วไปแล้วบุรุษสกุลจูรับหน้าที่นำสิ่งของไปคืน ส่วนพวกผู้หญิงรับหน้าที่จัดการกับอาหารที่เหลือ เช็ดโต๊ะล้างถ้วยชาม ปัดกวาดทำความสะอาด
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นซึ่งเป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของสกุลจูย่อมอยู่ช่วยเหลือด้วยเช่นกัน
เมื่อทำทุกอย่างแล้วเสร็จ ฟ้าก็มืดแล้ว
“พี่สะใภ้ จัดการทุกอย่างเสร็จแล้ว ถ้าไม่มีเรื่องอันใดอีก พวกข้ากลับก่อนนะเจ้าคะ” แม้จะไม่เต็มใจ แต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็ยังต้องฝืนใจมากล่าวลาต่อหน้าเย่อวี๋หราน
อย่าเห็นว่าปกติเวลานางอยู่ลับหลังเย่อวี๋หรานมักจะทำตัวร้ายกาจ บอกว่าไม่กลัวใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่เมื่อต้องมาอยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หราน ทั้งสองกลับรู้สึกหวาดกลัวอยู่บ้างไม่มากก็น้อย
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วก็รู้สึกว่าน่าขัน เรียกหาจูปาเม่ย “ปาเม่ย อาสะใภ้สามกับอาสะใภ้สี่ของเจ้าจะไปแล้ว เจ้าไปส่งทีเถอะ”
“เจ้าค่ะ ข้ามาแล้ว” จูปาเม่ยขานรับแล้วฉวยตะกร้าใบหนึ่งเดินมาหา
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่ารู้งานยิ่งนัก เห็นว่าอาหญิงจะไปข้างนอกก็ลุกขึ้นเดินมาด้วยกัน พวกเขายังไม่ลืมกล่าวกับจูชีว่า “อาเจ็ด ท่านนั่งตรงนี้อย่าไปไหนนะขอรับ พวกข้ากับอาหญิงออกไปข้างนอกเดี๋ยวเดียวก็กลับมาแล้ว”
ถึงอย่างไรปีนี้อาหญิงก็อายุมากกว่าสิบขวบแล้ว ออกไปข้างนอกตามลำพังก็อันตราย
จูปาเม่ย “อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สี่ ข้าไปส่งพวกท่านนะเจ้าคะ”
ต้าเป่าและเอ้อร์เป่า “ท่านย่าสาม ท่านย่าสี่ พวกข้าไปส่งพวกท่านนะขอรับ”
ครั้นมองเด็กโตและเด็กน้อยทั้งสามคน จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นก็พลันยิ้มออกมา “ได้ ๆๆ ให้พวกเจ้าไปส่ง พอดีเลย พวกข้าไม่ได้เห็นหน้าต้าเป่าและเอ้อร์เป่ามาสักพักแล้ว ช่วงกลางวันมัวแต่ยุ่งอยู่ ยังไม่ได้คุยกันเลย ระหว่างทางจะได้คุยกันเสียหน่อย”
เทียบกับเย่อวี๋หรานที่ค่อนข้างน่ากลัว พวกนางคุ้นเคยกับเด็กทั้งสามคนที่หมั่นมาเยี่ยมเยือนมากกว่า นอกจากนี้ยังมีเรื่องอยากจะคุยด้วย
“ท่านแม่ ข้าไปแล้วนะเจ้าคะ”
“ท่านย่า พวกข้าไปแล้วนะขอรับ”
“พี่สะใภ้ พวกข้าไปแล้วนะเจ้าคะ”
ตอนจะออกไป จูซื่อเสิ่นยังบอกให้จูปาเม่ยไม่ต้องเอาตะกร้าไปด้วยแล้ว ไปมือเปล่าก็พอ
พวกนางไม่ได้โง่ มาช่วยงานแบบนี้ย่อมมี ‘ค่าตอบแทน’ อยู่แล้ว
สิ่งที่จูปาเม่ยถืออยู่จะต้องเป็นของตอบแทนครอบครัวพวกนางแน่นอน
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ในมือไม่ถืออะไรเลย ข้าเองก็ไม่ชิน อาสะใภ้สาม อาสะใภ้สี่ ไปกันเถอะเจ้าค่ะ พี่ซานหู่กับพี่ซื่อจ้วงกลับไปก่อนตั้งนานแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาต้มน้ำล้างเท้ากันหรือยัง” จูปาเม่ยติดตามหลี่ซื่อมานานแล้วย่อมได้เรียนรู้วาทศิลป์จากนางมาบ้าง คำพูดไม่กี่ประโยคก็สามารถเบี่ยงประเด็นสนทนาได้แล้ว
จูซื่อเสิ่นได้ยินเช่นนั้นก็พูดว่า “ต้มน้ำอะไรกัน พวกเขาสองคนเกียจคร้านจะตาย ไม่ล้างเท้าก็ขึ้นไปนอนบนเตียงแล้ว ไม่ต้มแน่นอน”
“แบบนั้นไม่ได้นะเจ้าคะ พี่ซานหู่กับพี่ซื่อจ้วงโตเป็นผู้ใหญ่ ถึงวัยตบแต่งภรรยาแล้ว ไม่ล้างเท้าจะถูกว่าที่พี่สะใภ้รังเกียจเอาได้ ประเดี๋ยวข้าต้องบอกพวกเขาเสียหน่อย ถึงจะไม่ต้มน้ำล้างเท้า ใช้น้ำเย็นล้างเอาก็ได้…”
เย่อวี๋หรานยืนอยู่ในลานเรือน ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของลูกสาวตัวเองดังมาแว่ว ๆ ก็คลี่ยิ้มบาง
เทียบกับตอนที่นางเพิ่งย้อนยุคมา จูปาเม่ยในยามนี้ชวนให้คนชมชอบมากกว่าเดิมแล้ว
ขณะนั้น หลินซื่อเดินเข้ามาหาอย่างเงียบเชียบ นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านแม่ พี่ใหญ่ข้ายังอยู่ในเล้าหมู ท่านว่าเรื่องนี้…” จะจัดการอย่างไรดี?
ตอนตบตีกันเมื่อกลางวัน นางอยากจะข่วนหน้าหลินต้าเม่ยให้ลายพร้อย ทำให้อีกฝ่ายเสียหน้า
แต่เวลาผ่านไปได้ไม่นาน หลินซื่อก็คำนึงถึงความสัมพันธ์ฉันพี่น้องในอดีต นึกเป็นห่วงขึ้นมา กลัวว่าแม่สามีจะลงมือหนักเกินไป
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล แอบมองมาทางนี้ ไม่กล้าเดินเข้ามาด้วย
“น้องสาม น้องสี่ของเจ้ากินข้าวอิ่มแล้ว?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบคำถามของหลินซื่อ แต่ถามถึงหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอย่างใส่ใจ
หลินซื่อกล่าว “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ พี่สะใภ้ใหญ่แอบเก็บแป้งกรอบเอาไว้ให้ในห้อง พวกนางแบ่งกันกินแล้ว”
นางกลัวว่าเย่อวี๋หรานจะเข้าใจผิด จึงอธิบายสำทับมาว่า “เป็นแป้งกรอบที่ท่านแม่บอกให้เหลือเอาไว้เจ้าค่ะ”
“ข้ารู้” เย่อวี๋หรานพูด “ในห้องครัวมีคนมาก คนเข้า ๆ ออก ๆ ตลอด ไม่สะดวกจะเก็บของกินเอาไว้ให้ ข้าจึงบอกให้เมียเจ้าใหญ่เอาไปเก็บไว้ในห้อง พวกเจ้าได้กินแล้วกระมัง?”
“เจ้าค่ะ ได้กินกันทุกคนแล้ว ยังดีที่ท่านแม่ให้เก็บเอาไว้ในห้อง ถ้าเอาไว้บนเตา ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถูกใครหยิบไป” ตอนนั้นหลินซื่อยุ่งอยู่จึงไม่ทันสังเกต
“จะสนใจไปไยว่าใครหยิบไป วันนี้จัดงานเลี้ยงเสร็จ สิ่งที่ควรจัดการก็ทำเสร็จแล้ว ก็ให้จบแต่เพียงเท่านี้” ที่จริงเย่อวี๋หรานทราบดี นางอยู่ในลานเรือนตลอด ใครไปที่ใดบ้างล้วนเห็นอย่างชัดเจน
นางย่อมเห็นหญิงปากสว่างทำลับ ๆ ล่อ ๆ เข้าไปในห้องครัว พอถึงตอนออกมา เสื้อผ้าก็พองออกเสียแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย ตอนที่นางให้เก็บอาหารเอาไว้ข้างนอกก็เตรียมใจเอาไว้แล้ว ขณะที่ ‘ความเสียหาย’ ส่วนนี้ก็เป็นน้ำใจอย่างหนึ่ง ผู้อื่นมาช่วยงานครอบครัวตนเอง นอกจากอาหารเหลือเหล่านั้น ทำงานมาทั้งวันยังสามารถได้ประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ บ้าง คราวหน้าเชิญคนเขามาช่วยงานอีก ผู้อื่นถึงจะเต็มใจ