ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 312 ลูกสะใภ้ปะทะแม่สามี
บทที่ 312 ลูกสะใภ้ปะทะแม่สามี
หลี่ว์เอ้อร์ฮวาร้องไห้จ้า แต่ปากถูกปิดไว้แน่น เสียงร้องจึงไม่ดังมากนัก
นางถูกตีจนเจ็บปวด ร้องไห้พลางดึงมือของคนเป็นย่าออกเพื่ออธิบายว่าตนเองไม่ได้ทำ
น่าเสียดาย ยิ่งนางทำเช่นนี้ มารดาของหลี่ว์มู่ก็ยิ่งคิดว่าหลานสาวไม่ยอมรับการสั่งสอน ตีหนักหน่วงยิ่งกว่าเดิม
หลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวายืนมองอยู่ข้าง ๆ ทำเป็นมองไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น
หลี่ว์ฮ่าวหวาได้รับการจุดประกายจากเหตุการณ์ที่หลี่ว์ซานหวากินเปลือกไข่ จึงเก็บเปลือกไข่ที่อยู่บนพื้นขึ้นมาใส่ปากเคี้ยว
“พี่ นั่นเป็นเปลือกไข่นะ ท่านกินเปลือกไข่ทำไม?” หลี่ว์ซานหวาตะลึง
หลี่ว์ฮ่าวหวากล่าวว่า “ทำไมจะกินไม่ได้ มันมีรสชาติของไข่ไก่ไม่ใช่หรือ?”
ด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องจึงแย่งเปลือกไข่กัน
หลี่ว์เอ้อร์ฮวาร้องไห้เสียงแหลม ร่ำร้องในใจครั้งแล้วครั้งเล่าว่า “แม่จ๋า แม่จ๋า ช่วยด้วย…แม่จ๋า มาช่วยข้าเร็วเข้า!”
เมื่อก่อนตอนที่หม่าซานเหนียงยังอยู่ ถึงมารดาของหลี่ว์มู่จะให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แต่มีมารดาอย่างหม่าซานเหนียงคอยปกป้อง หลี่ว์เอ้อร์ฮวายังไม่ต้องลำบากสักเท่าใด
หม่าซานเหนียงรักลูกชายมากแค่ไหนก็ยังทราบว่าหลี่ว์เอ้อร์ฮวาเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง หากมีอาหารเหลือก็ยังแบ่งให้หลี่ว์เอ้อร์ฮวาสักคำ
ช่วงเวลานั้น หลี่ว์เอ้อร์ฮวาก็เคย ‘เกลียด’ มารดาจิตใจลำเอียงผู้นี้ แต่เมื่อต้องสูญเสียมารดาอย่างหม่าซานเหนียงไปจริง ๆ นางค่อยตระหนักว่า ลูกที่ไม่มีแม่ก็คือต้นหญ้า คนอื่นจะย่ำยีอย่างไรก็ได้ทั้งนั้น
ฮือ ๆ…ท่านแม่ ข้าผิดไปแล้ว ข้าสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ!
ท่านแม่ ท่านกลับมาเถอะ!
หลินต้าเม่ยไม่ได้ยินความวุ่นวายข้างนอกนั่นจริง ๆ หรือ? ย่อมเป็นไปไม่ได้ แม้ห้องเก็บฟืนจะอยู่ไกลจากห้องครัว แต่ก็ไม่ได้อยู่ห่างจากห้องครัวมากที่สุด เรือนทรุดโทรมของหลี่ว์มู่หลังนี้ขอเพียงมีความเคลื่อนไหวสักเล็กน้อยก็ได้ยินกันหมดแล้ว
แต่นางทำเป็นไม่ได้ยิน ได้แต่วางห่อผ้าลงบนกองฟางแล้วไปจัดการความเรียบร้อยของห้องเก็บฟืนต่อไป
ตอนที่อยู่เรือนหลี่ว์ต้าซุ่น ลูกสาวสามคนของนางถูกมารดาของหลี่ว์ต้าซุ่น ‘สั่งสอน’ เป็นประจำ นางฟังจนด้านชาเสียแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับหลินต้าเม่ย เด็กสามคนนั้นเป็นลูกของหม่าซานเหนียง ต่อให้ถูกตีจนตายก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง
กล่าวให้ไม่น่าฟังสักหน่อย นางแค้นหม่าซานเหนียงที่แย่งสามีของนางไปใจจะขาด จะดีต่อลูกของหม่าซานเหนียงก็แปลกแล้ว แต่ตอนนี้นางไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า ทั้งยังไม่ทราบว่าจะให้กำเนิดลูกชายได้หรือไม่ ดังนั้นจึงเลือกหลี่ว์มู่ที่มีลูกชายอยู่แล้วก็เท่านั้นเอง
เมื่อถึงเวลารับประทานมื้อเย็น มารดาของหลี่ว์มู่ยกโจ๊กใสแจ๋วมาให้นาง และยังมีผักตากแห้งอีกหนึ่งถ้วย “ฐานะครอบครัวไม่ดีนัก พวกข้าล้วนกินแบบนี้ เจ้าก็อย่ารังเกียจ กินไปเถอะนะ รอจนวันหน้าถ้าครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้นแล้ว พวกเราค่อยกินอะไรที่ดีกว่านี้”
ตอนที่หลินต้าเม่ยอยู่กับหลี่ว์ต้าซุ่น อาหารการกินเทียบกับที่นี่ไม่ได้เลย แล้วจะรังเกียจได้อย่างไร?
นางรับมาดื่มอึก ๆ “ท่านแม่ ทำไมหลี่ว์มู่ยังไม่กลับมาอีกหรือเจ้าคะ?”
“ผู้ชายก็เป็นแบบนี้แหละ ถ้าพวกเขาไม่ทำงานแล้วที่บ้านจะเอาอะไรกิน?” มารดาของหลี่ว์มู่พูดอะไรอีกมากมาย สาระสำคัญก็คือพูดว่าหลี่ว์มู่ลำบากเพียงใด เขาทำไปก็เพื่อหาเลี้ยงครอบครัว
ถ้าคนเป็นภรรยาไม่เข้าใจ แล้วจะแต่งภรรยาผู้นี้เข้ามาทำไม?
หลินต้าเม่ยถูกมารดาของหลี่ว์มู่เกลี้ยกล่อมสำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว แต่ว่าจนฟ้ามืดถึงเวลาเข้านอนแล้ว นางก็ยังไม่ได้พบหลี่ว์มู่ ได้แต่ปีนขึ้นไปนอนบนกองฟางในห้องเก็บฟืนไปก่อนคืนหนึ่ง
เมื่อมีหนึ่งก็มีสอง ต่อให้เป็นคนไม่ฉลาด แต่ไม่ได้พบหลี่ว์มู่ติดต่อกันหลายวัน ทั้งยังต้องนอนห้องเก็บฟืนทุกวัน หลินต้าเม่ยย่อมสัมผัสได้ว่ามีปัญหาแล้ว
เคยมีครั้งหนึ่งนางไปห้องสุขา กลับได้ยินหลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวาหลบอยู่ที่ไหนสักแห่ง กำลังเยาะเย้ยว่านางโง่
“ยังคิดว่าผู้หญิงคนนี้จะร้ายกาจสักแค่ไหน ที่แท้ก็โง่ฉิบหาย! นอนห้องเก็บฟืนมาหลายวันก็ยังไม่เฉลียวใจอีก พี่ ท่านว่าใช่ไหม?”
“นางโง่ก็ดีแล้วนี่นา? ถ้านางฉลาด พวกเราจะไม่แย่หรือ? น้องสาม ข้าบอกเจ้าไว้เลยว่าพวกเราต้องเอาใจท่านย่าเอาไว้ให้ดี ถ้าท่านย่าถูกผู้หญิงคนนั้นเอาไปเป็นพวกได้ ก็ไม่มีใครปกป้องพวกเราอีกแล้ว”
“พี่ ท่านไม่พูด ข้าก็รู้ดี คนเป็นแม่เลี้ยงมีคนดีด้วยหรือ?”
……
ตอนนั้นหลินต้าเม่ยโมโหยิ่งนัก ตะโกนขึ้นมาว่า “หลี่ว์ฮ่าวหวา หลี่ว์ซานหวา พวกเจ้าออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
หลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวาเห็นท่าไม่ดี ย่อมไม่ออกมาอยู่แล้ว แต่วิ่งหนีออกไปจากเรือน
พวกเขาเจอมารดาของหลี่ว์มู่ที่เพิ่งกลับมาจากทุ่งนาพอดี มองหน้ากันแล้วก็ขยี้ตาตัวเองจนแดงก่ำ วิ่งเข้าไปฟ้องร้องท่าทางน้อยอกน้อยใจ
“ท่านย่า พวกข้าไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ นางรังแกพวกข้า”
“พอท่านย่าไม่อยู่ นางก็มาหาเรื่องพวกข้า ท่านย่า ท่านดูสิ แขนข้าถูกนางหยิกแดงหมดแล้ว” แท้จริงแล้ว เขาเป็นคนหยิกตัวเองจนแดงระหว่างทาง
“ฮือฮือฮือ…ข้าไม่กลับไปอีกแล้ว นางน่ากลัวยิ่งนัก”
……
ครั้นมารดาของหลี่ว์มู่ได้ยินคำฟ้องร้องของหลานชายทั้งสองก็โมโห “อะไรนะ?! ข้าว่าแล้วเชียวว่านางไม่ใช่คนดีอะไร ถ้านางดีจริง จะวางกับดักพ่อเจ้าเพื่อแต่งเข้าเรือนพวกเราหรือ? เพิ่งมาอยู่ในเรือนได้ไม่กี่วันก็เผยโฉมหน้าที่แท้จริงออกมาแล้ว พวกเจ้ารออยู่ที่นี่ ย่าจะไปแก้แค้นให้พวกเจ้า”
นางว่าพลางก้าวเร็ว ๆ ตรงกลับเรือนไปด้วยท่าทางโกรธกริ้ว
หลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวากลัวว่าแผนการจะล้มเหลวจึงรีบตามไปด้วย “ท่านย่า ท่านเดินช้าหน่อยขอรับ ผู้หญิงคนนั้นยังด่าว่าท่านแก่ไม่รู้จักตาย ไม่กลัวท่านสักนิด ท่านรอให้ท่านพ่อกลับมาแล้วค่อยจัดการนางดีไหม?”
“กล้าด่าข้าด้วยรึ หนอยแน่ ถ้าข้าไม่สั่งสอนนางเสียบ้างก็ขอใช้แซ่ตามนางแล้ว”
ภายใต้การยั่วยุของเด็กน้อยทั้งสอง มารดาของหลี่ว์มู่เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟ แผดเสียงดังตั้งแต่ยังก้าวไม่พ้นประตูเรือน
“หลินต้าเม่ย เจ้าไสหัวออกมาให้ข้าเดี๋ยวนี้นะ!”
หลินต้าเม่ยเพิ่งจะถูกหลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวายั่วให้โกรธจัด เมื่อได้ยินเสียงมารดาของหลี่ว์มู่ก็รู้สึกว่าอีกฝ่ายมาได้ประจวบเหมาะยิ่งนัก
“ท่านแม่ ท่านมาพอดีเลย ข้ามีอะไรจะถามท่านพอดี ปกติท่านสั่งสอนเด็กสารเลวสองคนนี้อย่างไรกัน พวกเขากล้าด่าข้าลับหลังว่าข้าโง่ด้วย?” หลินต้าเม่ยเค้นถามอย่างโมโห “ท่านสอนมาใช่ไหม? ดีจริง ๆ ข้าก็ว่าแล้ว ทำไมลูกชายท่านไม่กลับเรือนเสียหลายวัน แม้แต่ประตูห้องก็ขัดกลอนเอาไว้ ที่แท้ท่านก็อยู่เบื้องหลังนี่เอง…”
“ประเสริฐ เจ้ากล้าด่าหลานชายข้าว่าเด็กสารเลวด้วยรึ” มารดาของหลี่ว์มู่ได้ยินคำที่นางด่าก็โมโหเดือดดาลกว่าเดิม “เจ้าแม่ไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ มีสิทธิ์อะไรมารังแกหลานชายข้า? หลินต้าเม่ย ข้าบอกเจ้าเลยว่าในเรือนสกุลหลี่ว์นี้ข้าเป็นใหญ่ เจ้ากล้ารังแกหลานชายข้า ข้าก็จะให้เจ้าไสหัวออกไป”
“มีสิทธิ์อะไรมาไล่ข้า? ข้าเป็นเมียหลี่ว์มู่ คนที่จะต้องไสหัวออกไปคือหญิงแก่อย่างเจ้าต่างหาก นางเฒ่าชั่วร้าย แก่ปานนี้แล้วยังมาทำเรื่องชั่ว ๆ ไม่อยากให้ข้าอยู่กับลูกชายเจ้าใช่ไหม? เจ้าต้องการอะไรกันแน่ ไม่ยอมให้ข้ากับลูกชายเจ้าใช้ชีวิตอย่างสงบสุข เอาแต่ปั่นหัวคนอยู่ได้ทั้งวัน คิดว่าข้ารังแกง่ายนักเรอะ?” หลินต้าเม่ยกลัวมารดาของหลี่ว์ต้าซุ่น แต่มารดาของหลี่ว์มู่มีชื่อเสียงในหมู่บ้านว่า ‘นิสัยดี’ นางจึงไม่เห็นอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย ด่าตอบกลับไปด้วยท่าทางเหิมเกริม
แม่สามีกับลูกสะใภ้จึงทะเลาะกันในเรือนทั้งอย่างนี้
ยิ่งด่าก็ยิ่งไม่น่าฟัง แม้แต่บรรพบุรุษสิบแปดชั่วโคตรก็ขุดขึ้นมาแล้ว
สุดท้ายก็บานปลาย สองคนเริ่มผลักกันไปมา ลงไม้ลงมือกันแล้ว
เทียบกับหลินต้าเม่ยที่ยังสาวมีเรี่ยวแรงมากกว่า มารดาของหลี่ว์มู่อยู่ในวัยชราเรี่ยวแรงร่วงโรย ย่อมไม่ใช่คู่มือของนาง
ทันใดนั้น หลินต้าเม่ยก็พลั้งมือผลักมารดาของหลี่ว์มู่ล้ม ท้ายทอยกระแทกก้อนหินบนพื้น เลือดสดไหลนอง
หลี่ว์ฮ่าวหวาและหลี่ว์ซานหวาตะลึงพรึงเพริด ตกใจจนร้องเสียงหลง “ช่วยด้วย! หลินต้าเม่ยฆ่าคนแล้ว!”
“ท่านย่า ท่านเป็นอะไรไป? ท่านย่า ท่านจะตายไม่ได้นะ!”