ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 349 แปลงโฉมหลานชายก่อนไปดูตัว
บทที่ 349 แปลงโฉมหลานชายก่อนไปดูตัว
แน่นอน จูต้าและจูเอ้อร์ย่อมไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าเย่อวี๋หรานอยู่แล้ว เพราะกลัวว่าจะถูกตำหนิ
ขณะที่จูอู่ครุ่นคิดหาคำตอบอยู่ทั้งวัน ทางด้านเย่อวี๋หรานก็หาได้อยู่ว่าง ก่อนหน้านี้จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นขอให้นางไปช่วยสังเกตคู่ดูตัวของลูกชาย วันนี้จูปาเม่ยก็มาแจ้งเรื่องนี้พอดี
“ได้ บอกอาสะใภ้สามของเจ้าว่าข้าเปลี่ยนชุดสักครู่ ประเดี๋ยวจะตามไป”
จูปาเม่ยขานรับแล้ววิ่งออกไปทันที
เย่อวี๋หรานกลับเข้าห้องไปเปลี่ยนใส่ชุดที่เรียบร้อยกว่าเดิม นางยังไม่ลืมกำชับให้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่กำลังทำงานฝีมือในลานเรือนเฝ้าเรือนเอาไว้ให้ดี
พวกนางเพิ่งเก็บเกี่ยวมันเทศมามากขนาดนั้น ถ้าไม่มีคนเฝ้าอยู่ก็ไม่ปลอดภัย
สะใภ้สกุลจูก็หาได้ว่างงาน หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ หลี่ซื่อ และหลินซื่อกลับจากบ้านเดิมมาแล้วก็เริ่มนำมันเทศออกมาหั่นเป็นแผ่นแล้วเอาไปตาก
เทียบกับมันเทศดิบแล้ว ในฤดูกาลเช่นนี้ มันเทศตากแห้งสามารถเก็บรักษาได้นานกว่า
พวกนางไม่รู้ว่าเย่อวี๋หรานยังมีแผนการขั้นถัดไปอีก เพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น
เรือนหลังใหม่กว้างขวางกว่าเรือนหลังเก่า พวกนางหั่นมันเทศที่เรือนหลังเก่า จากนั้นค่อยนำมาตากที่เรือนหลังใหม่
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยรับหน้าที่ทำงานฝีมือพลางเฝ้ามันเทศเหล่านั้นไปด้วย คอยพลิกมันเทศทั้งแบบแท่งและแบบแผ่นที่กำลังตากอยู่เป็นบางครั้งบางคราว
นอกจากแผ่นมันเทศดิบแล้ว ยังมีบางส่วนเป็นมันเทศสุกหั่นแท่ง อย่างหลังนำมาทำเป็นของว่าง สามารถเก็บเอาไว้กินเองหรือนำไปขายก็ได้ทั้งนั้น
หลี่ซื่อเริ่มนำมันเทศออกไปขายบ้างแล้ว แต่ช่วงนี้สถานการณ์ไม่สู้ดี คนซื้อมีจำนวนน้อย นางจึงไม่ได้นำออกมาขายมาก
ตอนที่เย่อวี๋หรานจะออกไปยังไม่ลืมถือตะกร้าใส่มันเทศแบบแท่งไปด้วยใบหนึ่ง
ในเมื่อเป็น ‘การดูตัว’ จะมากหรือน้อยก็ต้องเตรียมสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามชอบพอเอาไว้บ้าง แสดงให้เห็นถึงความจริงใจ
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านมาแล้วทำไมต้องเอาของพวกนี้มาด้วยเจ้าคะ?” จูซานเสิ่นรับตะกร้ามาจากเย่อวี๋หราน รู้สึกเกรงใจอยู่บ้าง
คราวก่อนส่งมันเทศมาแล้วสองหน คราวนี้ออกไปข้างนอกเพื่อดูตัวกับพวกนางก็ยังนำสิ่งของมาอีก นี่หมายความว่าอย่างไร?
หมายความว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ตั้งใจจะกลับมาไปมาหาสู่กับพวกตนอีกครั้ง ฟื้นฟูความสัมพันธ์แน่นอนแล้วน่ะสิ
“ไปดูตัวทั้งที เตรียมของพวกนี้เอาไว้บ้างก็เป็นเรื่องสมควรอยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้างในคือมันเทศแท่งตากแห้ง เพิ่งทำเสร็จใหม่ทั้งนั้น จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้ซานจ้วง”
จากนั้นก็ถามว่าจูซานจ้วงอยู่ที่ไหน นางขอดูตัวสักหน่อย
“ยังอยู่ในห้องเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าเรียกให้” จูซานเสิ่นหันกลับไปร้องเรียกเข้าไปในห้อง “ซานจ้วง เสร็จหรือยัง? ออกมาหาป้าของเจ้าหน่อย”
“ขอรับ มาแล้ว” จูซานจ้วงออกมาจากในห้อง สวมชุดใหม่ที่ตัดมาสำหรับช่วงปีใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งก็เหมาะกับโอกาสนั้นจริง ๆ
เย่อวี๋หรานเห็นแล้วกลับไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ “ชุดนี้สีฉูดฉาดเกินไปหรือเปล่า? ตอนจะย้อมสีผ้าข้าก็บอกแล้ว ซานจ้วงไม่ใช่เด็ก ๆ อีกแล้ว ไม่ต้องย้อมสีแดง เจ้าก็ยังจะเอาสีแดง เด็กหนุ่มหน้าละอ่อนคนหนึ่ง นี่ยังจะไปดูตัวอีก สวมชุดแดงทั้งตัวแบบนี้ก็มงคลดีอยู่หรอก แต่ว่าแดงบาดตาเกินไป”
“มงคลไม่ดีหรือ?” จูซานเสิ่นพูดเสียงอ่อน “ข้ารู้สึกว่าดียิ่ง มีชีวิตชีวา”
“ไม่ได้ เปลี่ยนเถอะ” เย่อวี๋หรานถามจูซานจ้วงว่ามีชุดอื่นหรือไม่
จูซานจ้วงตอบ “มีขอรับ ท่านป้า แต่ชุดพวกนั้นมีรอยปะ ชำรุดหมดแล้ว”
เย่อวี๋หรานได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้ว “เอามาให้ข้าดูก่อน”
สุดท้ายปรากฏว่าไม่มีชุดที่ถูกใจแม้แต่ชุดเดียว
ทำอย่างไรได้ นางได้แต่ให้พวกเขารอก่อน บอกว่าจะลองไปดูชุดของจูซื่อและจูอู่ ดูว่ามีชุดที่เหมาะสมสักชุดหรือไม่
“ซื่อหู่ไปด้วยกระมัง? ซื่อหู่ ชุดนั้นของเจ้าไม่ต้องใส่แล้ว พวกเจ้าสองคนใส่ชุดแดงทั้งคู่ ไม่เหมาะสม” เย่อวี๋หรานไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย วิจารณ์รสนิยมด้านความงามของจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นไปตรง ๆ
ไม่ใช่เด็กน้อยสามสี่ขวบเสียหน่อย จะสีแดงเข้มหรือสีแดงอ่อน ใส่ในวันปีใหม่หรือช่วงเทศกาลนั้นไม่มีปัญหา แต่ใส่ในวันดูตัวคงไม่เหมาะสมเป็นอย่างยิ่ง
สกุลจูสวมชุดแดงในวันดูตัว?
ทั้งยังเป็นเด็กหนุ่มอีกต่างหาก
คนอื่นมาเห็นยังจะไม่รู้อีกหรือว่าครอบครัวเจ้าร้อนใจอยากแต่งงานไว ๆ? ฝ่ายหญิงคงได้เล่นตัวกันพอดี ถึงตอนนั้นคงยุ่งยากกว่าเดิม
ผู้ชายควรแต่งกายให้ดูดีเสียหน่อย
จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ยืนก้มหน้าสลดอยู่ตรงนั้น ไม่กล้าปริปากสักคำ
ส่วนจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นที่ถูกวิจารณ์ แม้จะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าโต้แย้ง ใกล้จะออกไปดูตัวแล้ว ประเดี๋ยวยังต้องให้อีกฝ่ายช่วยอีก
ขณะนั้นจูซื่อและจูอู่ไปทำนาแล้ว ไม่ได้อยู่ที่เรือน เย่อวี๋หรานจึงไปคุยกับหลี่ซื่อและหลินซื่อแทน
แม่สามีต้องการสิ่งของ จะปฏิเสธได้อย่างไร?
พวกนางไปค้นหาเสื้อผ้าชุดใหม่ของสามีตนเองออกมาให้โดยไม่อิดออด
เย่อวี๋หรานได้ของที่ต้องการแล้วก็บอกให้พวกนางเฝ้าเรือนเอาไว้ให้ดี จากนั้นนางจึงย้อนกลับไปที่เรือนของจูเหล่าซาน
เมื่อจูซานจ้วงและจูซื่อหู่เปลี่ยนชุดใหม่คราวนี้ ผลลัพธ์ก็แตกต่างไปจากเดิม แม้ลูกสะใภ้จะเป็นคนย้อมสีผ้า แต่คนสวมเป็นลูกชายของนาง เพื่อไม่ให้เป็นที่ขายหน้า นางจึงสอดมือเข้ามาแทรกแซงเรื่องนี้ ไม่ให้พวกนางย้อมสีแปลก ๆ ออกมา
จูซื่อหู่อายุยังน้อยจึงสวมชุดสีน้ำเงินที่ค่อนข้างสว่าง ส่วนจูซานจ้วงอายุมากกว่าจึงสวมสีน้ำเงินเข้ม
ต่างก็เป็นสีน้ำเงินเหมือนกัน แต่เมื่อพวกเขาสวมแล้วกลับมอบความรู้สึกที่ต่างกันไปคนละแบบ
เย่อวี๋หรานยังไม่พอใจทรงผมของพวกเขา จึงบอกให้ทั้งสองคุกเข่าแล้วลงมือทำผมให้พวกเขาด้วยตนเอง
ทรงผมของผู้ชายในสมัยโบราณมีอยู่ไม่กี่แบบ แต่ชนบทไม่ได้พิถีพิถันอะไรมาก รวบง่าย ๆ เอาก็พอแล้ว แต่เมื่อเย่อวี๋หรานเป็นคนทำกลับไม่เหมือนเดิม ใช้เวลาครุ่นคิดเล็กน้อยก็รวบผมทั้งสองคนออกมาอย่างประณีต
ไม่เพียงเท่านั้น นางยังหาแถบผ้าที่สีใกล้เคียงกับชุดของพวกเขามาทำเป็นเชือกรัดผมให้อีกด้วย
“หากรรไกรคม ๆ มาหน่อย”
จูซานเสิ่นไม่รู้ว่านางต้องการจะทำอะไร แต่ยังคงปฏิบัติตามแต่โดยดี
แต่เมื่อพวกนางเห็นเย่อวี๋หรานนำกรรไกรนั้นไปใช้กับใบหน้าของจูซานจ้วงและจูซื่อหู่ก็มีอันต้องตกอกตกใจ “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านจะทำอะไร?”
“อย่าขยับ! คิ้วยุ่งเกินไปแล้ว ต้องจัดการสักหน่อย” เย่อวี๋หรานเล็มเส้นขนที่เกินออกมาทิ้งไป เพียงไม่นานก็แล้วเสร็จ
นางไม่ได้แต่งหน้าให้พวกเขา แต่ใช้ชาดประทินโฉมเล็กน้อย จัดแต่งขนคิ้วที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อย ย่อมทำได้ไม่มีปัญหา
ครั้นทำเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกให้พวกเขายื่นมือออกมา
เย่อวี๋หรานมองมือคนทั้งคู่แล้วก็ขมวดคิ้วทันที “ทำไมไม่ตัดเล็บ? โตขนาดนี้แล้ว แต่เล็บกลับดำปี๋ แม่นางที่ไหนจะทำใจชอบได้ลง? ตัดเล็บเสีย”
จากนั้น นางก็ให้พวกเขาลุกขึ้นเดินไปเดินมาให้นางดู
จูซานจ้วงและจูซื่อหู่อยู่ต่อหน้าเย่อวี๋หรานยังจะกล้าเงยหน้าขึ้นมาได้อย่างไร ท่าเดินไหล่ตกหลังค่อมเช่นนั้นทำให้เย่อวี๋หรานต้องขมวดคิ้วหนักกว่าเดิม
นางไม่พูดพร่ำ หยิบท่อนไม้เล็ก ๆ ขึ้นมาเคาะหลังและทรวงอกของพวกเขาทันที “ยืนดี ๆ! เป็นผู้ชายแท้ ๆ จะก้มหน้าห่อไหล่ทำไม พวกเจ้าไม่ใช่ผู้หญิงเสียหน่อย”
“ลูกผู้ชายต้องผึ่งผาย องอาจสักหน่อย เข้าใจหรือไม่?”
“ยืดหลังให้ตรง เชิดคางขึ้นเล็กน้อย”
“จำท่าทางแบบนี้เอาไว้ให้ดี”
……
นางยังสอนวิธีเดินให้พวกเขาด้วย
ต้องไป ‘ดูตัว’ แท้ ๆ แต่ยุ่งกันมาพักใหญ่แล้วก็ยังไม่ได้ก้าวออกจากประตูเรือนของจูเหล่าซานเสียที
จูซานจ้วงและจูซื่อหู่ที่น่าสงสารแทบน้ำตาไหลพราก อยากร่ำร้องว่า ‘ข้าไม่ไปแล้ว พอได้หรือยัง?’
“ผู้ชายอกสามศอก ฝีเท้าหนักแน่น ก้าวเท้ายาว ๆ เดินให้เร็วหน่อย”
“ซานจ้วง ข้าบอกให้เจ้าเชิดคางขึ้น จำไม่ได้รึ?”
“ซื่อหู่ ข้าบอกซานจ้วง แล้วเจ้าเชิดหาพระแสงอะไร? หากเชิดชึ้นไปอีก คนอื่นคงเห็นรูจมูกของเจ้าแล้ว เจ้าคิดว่ารูจมูกของเจ้าน่ามองนักเรอะ?”