ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 348 ความสงสัยของจูอู่
บทที่ 348 ความสงสัยของจูอู่
แต่ครั้งนี้ เมื่อเปลี่ยนมาทำไร่มันเทศและนาน้ำก็ไม่ได้ลำบากถึงเพียงนั้น ด้วยรูปแบบนี้ การหาวัชพืชที่มีรูปแบบไม่ปกตินั้นยากมาก
ส่วนวัชพืชที่ขึ้นเป็นปกติ…
นอกจากช่วงแรกที่ปลูกแล้ว พวกเขาเองก็แยกไม่ออก อัตราความผิดพลาดนี้ก็ยังไม่สูงนัก
เย่อวี๋หรานกลับมาก็เห็นจูอู่พัดลมด้วยพัดอยู่ในลานบ้าน นางถามว่า “เจ้าก็อยากนอนในลานบ้านเหมือนเจ้าสี่หรือ?”
“ลานบ้านเย็นสบายดีนะขอรับ เตียงเย็น[1] สักหลัง มีดอกปากนกกระเรียน[2] สักสองสามกำ ก็อยู่ได้ทั้งคืนจนถึงรุ่งสางแล้วขอรับ” จูอู่พบว่าข้อดีที่สุดของการนอนที่เรือนหลังใหม่นี้น่าจะเป็นการที่นอนในลานบ้านช่วงหน้าร้อนได้
เมื่อก่อนตอนที่พวกพี่น้องยังไม่แต่งงาน เตียงเย็นจะถูกตั้งไว้ในลานบ้าน และพวกเขาสามารถมานอนได้จนถึงรุ่งสาง
แต่หลังจากแต่งงานก็ทำไม่ได้แล้ว
ถึงอย่างไรการที่ชายหนุ่มจะมาถอดเสื้อนอนข้างนอกทั้งคืน แล้วมีพี่สะใภ้หรือน้องสะใภ้มาเห็นเข้าย่อมจะส่งผลไม่ดี
“วันนี้ซานเม่ยกับซื่อเม่ยนอนที่นี่คงไม่สะดวก” คืนนี้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจะนอนที่นี่ เป็นธรรมดาที่จูปาเม่ยจะมาบอกเย่อวี๋หรานล่วงหน้าเสียก่อน
นี่คือกฎที่ตั้งขึ้นโดยเย่อวี๋หราน ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องบอกผู้อาวุโสก่อน จะเห็นด้วยหรือไม่นั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
“หือ ทำไมถึงมาหาข้าเล่าขอรับ พวกนางก็นอนที่นี่หรือขอรับ? แม้ว่าชายหนุ่มอย่างข้าจะเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วน่ะหรือขอรับ” จูอู่ชี้ไปที่ดอกปากนกกระเรียนที่วางไว้ใต้กำแพงด้วยความรู้สึกเสียดายอยู่ครู่หนึ่ง
เขาพูดว่าทำไมตอนนี้หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยยังอยู่ในห้องจูปาเม่ยไม่ออกมาอีก เดิมทีคงวางแผนจะนอนที่นี่อยู่แล้ว
“ถ้าเจ้ารู้สึกว่าไม่สะดวกก็อย่าถอดเสื้อนอน แล้วลุกขึ้นมาจากเตียงก่อนก็ได้กระมัง? หลังจากนั้นก็ไปบอกกับจูปาเม่ยสักหน่อยว่าคืนนี้พวกนางอย่าลุกมาเดินกลางค่ำกลางคืน ไม่เช่นนั้นถ้าเห็นว่าในลานบ้านมีคนมานอนอยู่จะตกใจกลัวกันได้”
“เหอเหอ! ท่านแม่ ยังคงเป็นท่านที่ดีต่อข้า” จูอู่ได้ยินก็ถอยหลังจากเย่อวี๋หรานหนึ่งก้าว รู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ
เย่อวี๋หรานส่ายหัวอย่างจนใจและไม่สนใจเขาอีก
แต่งงานมีลูกสะใภ้แล้ว จะมานอนข้างนอกคนเดียวอีกก็ค่อนข้างไม่เข้าท่าอยู่บ้าง แต่ตอนนี้จูอู่อยากนอนคนเดียว จึงไปเอาเตียงมาจากในห้อง ทั้งยังเอามาวางไว้นอกห้องอย่างไม่สนใจใคร
เตียงนอนบนเชิงเขาไท่ตังมีสองประเภท หนึ่งคือเตียงนอนช่วงฤดูหนาว ซึ่งจะปูด้วยฟางแห้งและผ้านวม และยังมีอีกประเภทหนึ่งคือเตียงเย็นซึ่งเป็นเตียงที่ทำจากไม้ไผ่ โดยมีเสาทั้งสี่ต้นค้ำอยู่ด้านล่าง พื้นผิวเรียบคล้ายเสื่อเย็น[3]
ไม่จำเป็นต้องวางอะไรไว้บนเสื่อเย็น แต่ยามที่นอนก็ยังรู้สึกเย็นสบาย คนที่ชอบทำความสะอาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก่อนนอนจะใช้ผ้าชุบน้ำผืนหนึ่งมาเช็ด ทั้งสะอาดทั้งสบายยิ่งนัก
เดิมทีครอบครัวสกุลจูมีเตียงเย็นเช่นนี้อยู่ แต่เพราะพวกพี่ชายน้องชายแต่ละคนได้แบ่งห้องแค่คนละครึ่งห้อง เตียงเย็นนี้ใช้ในฤดูร้อนเท่านั้นและชัดเจนว่ามันกินพื้นที่ จึงถูกนำไปไว้ใน ‘ห้องเก็บของเบ็ดเตล็ด’ และไม่ค่อยได้นำออกมาใช้
แต่ครั้งนี้ต่างออกไป เพราะมีเรือนหลังใหม่ พี่น้องสกุลจูจึงย้ายมาที่นี่โดยไม่พูดอะไร
ใครมาค้างคืนที่นี่ก็จะนอนบนเตียงเย็นในช่วงฤดูร้อน เรียกได้ว่าสบายยิ่งนัก
ปัญหาเดียวคือฤดูร้อนมียุงเยอะมาก ถ้าไม่เอาดอกปากนกกระเรียนมาด้วย ตอนกลางคืนไม่มีทางนอนหลับได้แน่นอน
ดังนั้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ใกล้ลานบ้านจะมีไม้ดอกชนิดนี้ปลูกอยู่ เตรียมดอกปากนกกระเรียนให้เยอะสักหน่อย ตลอดทั้งคืนจนถึงรุ่งสางก็สามารถนอนหลับในลานบ้านอย่างสงบได้แล้ว
วันรุ่งขึ้น หลี่ซื่อตื่นแต่เช้า ล้างหน้าบ้วนปาก หลังกินมื้อเช้าเรียบร้อยก็ถือตะกร้าไปขอของขวัญจากเย่อวี๋หรานกลับไปบ้านเดิม
ยามนางเดินทางไปก็คอยสังเกตจูเหล่าโถวอยู่ตลอด พบว่าพ่อสามีของนางนั้นมองไปยังเรือนของนางเป็นครั้งคราว
แม้ว่าจูเหล่าโถวจะไม่ได้แสดงอาการไม่พอใจแต่อย่างใด แต่หลี่ซื่อรู้ว่ายามนี้พ่อสามีของนางต้องไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งแน่นอน
นางไม่รีรอ พูดสองสามประโยค ให้จูปาเม่ยช่วยดูแลซานเป่าและซื่อเป่าให้ดีก่อนจะออกจากบ้านไป
ส่วนจูเหล่าโถวนั้นไปทำงานในไร่กับพวกลูกชาย
ตอนเที่ยงจูอู่กระซิบกับจูซื่อด้วยความสงสัย “ท่านว่าแปลกหรือไม่ เมื่อไม่กี่วันก่อนท่านพ่อยังทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ ล้วนดูเกียจคร้าน แต่ทำไมวันนี้กลับทำงานอย่างตั้งใจซื่อตรงเช่นนี้? คงไม่ใช่ว่าถูกคำพูดเมื่อวานของข้ากระตุ้นเข้าหรอกกระมัง?”
“เมื่อวานเจ้าพูดอะไรหรือ?” เมื่อคิดถึงเรื่องที่ท่านแม่บอกกับเขาเมื่อวาน ในใจของจูซื่อก็เรียกได้ว่าไม่สบายใจรู้สึกราวกับถูกแมวข่วน
ตอนนี้เขาหวังเพียงว่าจูซานจะรีบกลับมา ทั้งสองคนจะได้พูดคุยกันสักหน่อยเพื่อดูว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป
“ไม่ได้พูดอะไรนะ” จูอู่พูดไปคร่าว ๆ
จูซื่อมองไปทางจูอู่ น้องห้าสังเกตเห็นว่าท่านพ่อมีบางอย่างผิดปกติได้อย่างไร ส่วนเขายังทึ่มจนถึงขั้นดูไม่ออกเลยเนี่ยนะ?
“ทำไมท่านมองข้าเช่นนั้นเล่า?” จู่อู่สงสัย
จูซื่อกล่าวว่า “แค่จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าจริง ๆ เจ้าก็ค่อนข้างฉลาดทีเดียว”
จูอู่รู้สึกภูมิใจขึ้นมา “เดิมทีข้าก็ฉลาดมากอยู่แล้ว ในบ้านนี้ถ้าไม่นับพี่สามข้าก็ฉลาดที่สุดแล้ว เหอเหอเหอ…”
จูซื่อไม่คิดจะสนใจเขาอีก
จูเหล่าโถวขยันทำงานอย่างซื่อตรงมาหลายวันแล้ว ไม่ต้องให้จูซื่อจับตามอง เขาก็ล้วนตามพวกลูกชายไปทำงาน ไม่ได้ปลีกตัวไปไหนคนเดียวอีก
ทุก ๆ วันจูซื่อจะไปรายงานให้เย่อวี๋หรานฟัง
เย่อวี๋หรานพยักหน้าให้เขาคอยจับตามองต่อไป
ตอนแรกจูอู่ไม่ได้สังเกต จนกระทั่งหลังกินข้าวเสร็จมีหลายครั้งที่จูซื่อล้วน ‘หายไป’ กับท่านแม่ จนเขาค่อย ๆ รู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ทำไมรู้สึกเหมือนท่านแม่กับพี่สี่มีเรื่องปิดบังเขาอยู่เลยเล่า?
ครั้งหนึ่งเขาแอบตามไปดู
น่าเสียดายที่ไม่ได้ยินอะไรนัก
เพราะจูซื่อพูดว่า “วันนี้ท่านพ่ออยู่กับพวกเราขอรับ”
เย่อวี๋หรานตอบกลับ “อืม จับตาดูต่อไป”
จูอู่จึงมีสีหน้าสงสัย
ไม่มีเรื่องอะไรแล้วเหตุใดท่านแม่ต้องให้พี่สี่คอยจับตาดูการกระทำของท่านพ่อด้วยเล่า?
เพราะความสงสัย วันถัดมาจูอู่ก็คอยมองจูซื่ออยู่เป็นครั้งคราว จากนั้นก็ได้เห็นว่าอีกฝ่ายมองการกระทำของท่านพ่ออยู่
ชัดเจนว่าเหมือนเป็นเรื่องปกติ แต่ก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งที่ไม่ถูกต้อง
ถ้าไม่มีเรื่องอะไรจริง ๆ ท่านแม่จะให้พี่สี่คอยเฝ้าจับตาดูท่านพ่อหรือ?
ต้องมีเรื่องอะไรบางอย่างเป็นแน่
จูอู่อดรนทนไม่ไหว รีบมาดึงจูซื่อไปด้านหนึ่งแล้วถามเสียงเบา “พี่สี่ ท่านกับท่านแม่กำลังปิดบังบางอย่างกับข้าใช่หรือไม่?”
“อะไรนะ?” จูซื่อนั้นยามนี้ในใจเต็มไปด้วยเรื่องต่าง ๆ ไม่ได้ใส่ใจจะฟังนัก
“พี่สี่ ท่านกำลังคิดอะไรอยู่เล่า ข้าจะบอกท่านให้ ทุกวันหลังอาหารเย็น ข้าเห็นท่านกับท่านแม่แอบไปพูดคุยกันด้านหนึ่งหลายครั้งแล้ว”
“เจ้าเห็นข้าทำอะไรนะ?” จูซื่อไม่คิดว่าจูอู่จะความรู้สึกไวถึงเพียงนี้ จึงรู้สึกประหม่าขึ้นมาทันที
ท่านแม่บอกเรื่องนี้กับเขาเพราะไว้ใจ
เรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ เขากล้าบอกคนอื่นตามอำเภอใจเสียที่ไหนเล่า
“พวกท่านมีเรื่องอะไรกันแน่ พี่สี่ ท่านอย่าปิดบังข้าเลย ข้ารู้หมดแล้วว่าทุกวันนี้ท่านจับตาดูท่านพ่ออยู่ ถ้าไม่ใช่เรื่องนั้น…”
“เรื่องนี้เจ้าอย่าใส่ใจเลย มีท่านแม่กับพี่สามคอยจัดการอยู่”
จูซื่อจะไม่พูดก็ไม่ได้ พูดไปจูอู่ก็ยิ่งอยากรู้อยากเห็น
เรื่องนี้แม้แต่พี่สามที่อยู่ในตำบลยังรู้ แต่เขากลับไม่รู้ นี่ยิ่งไม่แปลกกว่าเดิมอีกหรือ?
“มีท่าน ท่านแม่ และยังมีพี่สามที่รู้ คนอื่น ๆ ไม่รู้หรือ?”
จูซื่อตอบ “ไม่รู้”
“เรื่องอะไรกันแน่?”
“ข้าบอกเจ้าไม่ได้ คราวหลังเจ้าก็ถามท่านแม่เองเถอะ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้วข้าไปก่อนนะ” จูซื่อวิ่งไป ทิ้งจูอู่ไว้เบื้องหลังแล้ว
ในใจจูอู่ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ ยิ่งยอมรับแล้ว อีกทั้งปัญหายังอยู่เบื้องหน้าแล้วด้วย
เขาลองวิ่งไปทดสอบจูต้าและจูเอ้อร์ทั้งสองคนไม่รู้อะไรแม้แต่น้อย
“เจ้าจับตามองว่าท่านพ่อทำอะไรหรือ? เขาแก่แล้วจะขี้เกียจบ้างก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ?”
“ปีนี้ก็ไม่ได้มีงานอะไรนัก มีแค่พวกเราก็พอแล้ว”
“ก่อนหน้านี้เจ้าขี้เกียจ พวกเรายังไม่พูดอะไร เจ้ายังมีหน้ามาพูดถึงท่านพ่ออีกหรือ?”
……
ครั้นมองจูต้าและจูเอ้อร์ที่ไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด จูอู่ก็ได้แต่ทอดถอนใจ จะตำหนิพี่สามที่เมื่อมีเรื่องอะไรก็ไม่เต็มใจไปปรึกษากับพี่ใหญ่และพี่รองก็ไม่ได้ สมองพวกเขาเป็นเช่นนี้ปรึกษาไปครึ่งวันคงยังปรึกษากันไม่จบสิ้น
คิดอยากจะเปิดเผยบางอย่างแต่ก็ถูกพี่ชายสองคนนี้ ‘เมินเฉย’ เขาจึงพูดอะไรไม่ได้อีกและเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อเขาเดินไปแล้ว จูต้าและจูเอ้อร์ก็ยังกระซิบกันหนึ่งประโยค “เจ้าเด็กนี่ทั้งที่ตัวเองชอบขี้เกียจ ยังหน้าไม่อายกล้าไปว่าคนอื่นขี้เกียจอีก? ถูกท่านแม่ตามใจจนเสียคนแล้ว!”
[1] เตียงเย็น หมายถึง เตียงที่ทำจากไม้ไผ่ ใช้นอนในฤดูร้อน
[2] ดอกปากนกกระเรียน หรือ ดอกเจอราเนียม เป็นไม้ดอกที่มีสรรพคุณกันยุงชนิดหนึ่ง
[3] เสื่อเย็น หมายถึง เสื่อที่ทำด้วยซีกไม้ ใช้นอนในฤดูร้อน