ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 354 สืบข่าวบ้านเดิมของหลิวซื่อ
บทที่ 354 สืบข่าวบ้านเดิมของหลิวซื่อ
“พูดแบบนั้นก็ไม่ผิด แต่คนเราไม่รู้จักพอ หนูยังกลืนแมวได้ ต้องมีคนคิดพิสดารอยากได้ผลประโยชน์โดยไม่ลงแรงอยู่แล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างเคร่งขรึม “แต่ในใต้หล้านี้จะมีเรื่องดีถึงเพียงนั้นได้อย่างไร? ถ้าง่ายดายเพียงนั้น ข้าคงรวยไปนานแล้ว ยังต้องรอถึงตอนนี้อีกหรือ?”
“โธ่เอ๊ยจูต้าเหนียง เจ้าอย่าพูดแบบนี้เชียว บ้านเจ้ายังไม่เรียกว่ารวยอีกหรือ ทั้งย้อมสีผ้าทั้งทำชาด กระทั่งเรือนหลังใหม่ก็สร้างแล้ว หมู่บ้านละแวกนี้มีผู้ใดไม่อิจฉาเจ้าบ้าง?” หลิวเหล่าไท่รีบกล่าวแต่ถ้อยคำดี ๆ กลัวว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะจดจำความแค้น แล้วจะกลายเป็นการล่วงเกินคนได้
พวกนางเพียงอยากเดิน ‘ทางลัด’ แต่ไม่อยากล่วงเกินหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์หรอกนะ
เย่อวี๋หรานเองก็ทราบว่าอีกฝ่ายไม่ได้มีเจตนาร้าย แค่อยากได้ ‘ผลประโยชน์’ บ้างก็เท่านั้น
“ข้ามีลูกเจ็ดแปดคน ใครบ้างไม่อิจฉา? แต่มีลูกหลายคน แรงกดดันก็มากตาม ท่านดูเอาเถอะ ครอบครัวข้ามีที่นาแค่ไม่กี่หมู่ แต่กลับต้องเลี้ยงคนเยอะขนาดนั้น จะพอได้อย่างไร? ยกครอบครัวพวกท่านมาพูดก็แล้วกัน บ้านท่านมีลูกชายสองคน คนหนึ่งต่อเรือนหลังหนึ่ง อยู่กันสบายดีกระมัง? แต่ท่านลองคิดดูว่าลูกชายหลายคนของข้าต้องอาศัยอยู่ในเรือนเก่าหลังนั้นหลังเดียว หนึ่งคนได้ไปคนละครึ่งห้อง จะเป็นพ่อคนอยู่รอมร่อ แต่กลับมีที่พักแค่ครึ่งห้อง จะพออยู่ได้อย่างไร? ท่านว่าข้ายังจะไม่ทุกข์ใจได้หรือ?”
กล่าวถึงเรือนหลังใหม่ นางยังปรับทุกข์ไปอีกรอบ
เรือนหลังใหม่สร้างเสร็จแล้วก็จริง แต่จะแบ่งกันอย่างไรเล่า?
นางลำบากมาทั้งชีวิตค่อยสร้างเรือนหลังนี้ขึ้นมาได้ แต่จะแบ่งให้ลูกชายคนไหนล้วนไม่เหมาะสมทั้งนั้น
ปันให้คนละห้องก็ยังไม่พอ ตอนนี้จึงยังค้างเติ่งอยู่เช่นนั้น ไม่กล้าแบ่งให้ใคร
“ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยาก[1] พวกเรามักมองเห็นแต่เรื่องดี ๆ ของคนอื่น แต่ไม่รู้เลยว่าชีวิตคนเขาลำบากเพียงใด” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าคิดว่าที่จริงแล้วครอบครัวสกุลหลิวของพวกท่านต่างหากถึงจะเรียกว่ามีชีวิตที่ดีงามอย่างแท้จริง มีเรือนสองหลังเป็นเอกเทศจากกัน ลูกชายสองคนได้ไปคนละหลัง ตัดปัญหาไปได้มากโข ที่เหลือก็ให้เมียของพวกเขาไปกังวลใจกันเอง ท่านก็ไม่ต้องไปคิดมากแทนแล้ว อยากอยู่เรือนไหนก็อยู่เรือนนั้น ถ้าอยากช่วยทำงานก็ทำ หากไม่อยากแล้วก็ให้ลูกสะใภ้ปรนนิบัติ ไม่เหมือนข้า ได้แต่ใช้ชื่อเสียงดุร้ายข่มเอาไว้”
“มีลูกชายมากก็เท่ากับมีวาสนามาก เจ้าคลอดลูกชายให้สกุลจูหลายคนขนาดนั้น นับว่ามีความชอบอันใหญ่หลวง เจ้ารอดูไปเถอะ วันเวลาดี ๆ ยังรออยู่ข้างหน้านะ” หลิวเหล่าไท่ย่อมไม่กล้าตอบรับคำกล่าวเช่นนั้นอยู่แล้ว แต่เบี่ยงหัวข้อสนทนาไปหาจูชีที่กำลังเรียนหนังสืออยู่แทน
บอกเป็นนัยว่าครอบครัวเจ้ามีปัญญาส่งเสียลูกชายเรียนหนังสือ ฐานะก็คงไม่แย่เกินไปนักหรอก
บางครั้งคนเราก็เป็นเช่นนี้ รอเก็บเกี่ยวดอกผลหลังความลำบาก
ถ้าจูชีสอบได้เป็นขุนนางใหญ่ เจ้ายังจะไม่ได้เสพโชคลาภวาสนาอีกหรือ?
หลิวเยี่ยนฟังอยู่เป็นนานก็นึกสงสัย เรื่องมันเทศหน้าหนาวดูเหมือนจะยังไม่มีข้อสรุป เช่นนั้นเรื่องนี้ถือว่าสำเร็จแล้วหรือไม่กันแน่?
จูซานจ้วงเป็นคนซื่อบื้อหยาบกระด้าง ไม่รู้อะไรสักนิด พูดคุยกับหลิวเยี่ยนเสียงเบาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
ถ้าไม่ใช่เรื่องน่าขายหน้าของเขากับจูซื่อหู่ ก็เป็นเรื่องว่าในหมู่บ้านสกุลจูมีอะไรบ้าง ปกติทุกคนมักทำอะไรกัน
หลิวเยี่ยนสนอกสนใจเรื่องราวในหมู่บ้านสกุลจูไม่เบา มักเอ่ยถามขึ้นมาเป็นระยะ
และเพื่อล้วงข้อมูลเกี่ยวกับสกุลหลิวให้ได้มากกว่านี้ ระหว่างนั้นเย่อวี๋หรานจึงหาข้ออ้าง “ห้องสุขาเรือนพวกท่านอยู่ที่ใดหรือ?”
“เจ้าอยากเข้าห้องสุขาหรือ ข้าให้ลูกสะใภ้ของข้าพาไปก็แล้วกัน” หลิวเหล่าไท่บอกให้หลิวเอ้อร์เสิ่นนำทาง
“รบกวนแล้ว” เย่อวี๋หรานมีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า
“ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะ เชิญทางนี้” หลิวเอ้อร์เสิ่นพานางเดินผ่านเส้นทางสายน้อยก็มาถึงท้ายเรือนแล้ว
เปรียบกับบริเวณเรือนหน้าที่ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ท้ายเรือนแลดูรกกว่าเล็กน้อย แต่ในภาพรวมนับว่ายังดีอยู่
ปากบอกว่ามาห้องสุขา แต่เย่อวี๋หรานอาศัยโอกาสนี้ลอบสังเกต ‘เล้าหมู’ ของสกุลหลิวไปด้วย
ทำไมต้องดูเล้าหมู?
เพราะครอบครัวที่ขยันขันแข็งมักทำความสะอาดเล้าหมูอยู่เป็นนิจ แต่ถ้าในเรือนมีสตรีที่เกียจคร้าน สิบวันครึ่งเดือนไม่เก็บกวาดก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พบได้ทั่วไป
หมูของสกุลหลิวมีขนาดปานกลาง เลี้ยงได้ธรรมดา แต่เล้าหมูปัดกวาดสะอาดเรียบร้อยอย่างมาก เย่อวี๋หรานค่อนข้างพอใจทีเดียว
หลิวเอ้อร์เสิ่นรออยู่ข้างนอก
“หลิวเอ้อร์เสิ่น พวกเจ้าคงรู้จักครอบครัวหลิวเต๋อเซิงกระมัง? เป็นคนหมู่บ้านสกุลหลิวเช่นเดียวกับพวกเจ้า” เย่อวี๋หรานออกมาจากห้องน้ำก็ทำทีเหมือนอยากจะสอบถามข่าวคราวของเครือญาติ
“รู้จัก พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านฝั่งโน้น เรือนพวกข้าอยู่ฝั่งนี้ บางทีก็ได้พบกันบ้าง”
เย่อวี๋หรานไม่รีบร้อนกลับไปเรือนหน้า นางมองไปรอบ ๆ และกระซิบว่า “ขอถามเจ้าหน่อยสิ หลายวันก่อนสะใภ้รองบ้านข้าเพิ่งกลับมาบ้านเดิม ตอนนางกลับมาสีหน้าไม่ดีเท่าไหร่ เจ้าได้ยินอะไรมาบ้างหรือไม่? ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่นแอบแฝง แค่กลัวว่านางกลับบ้านเดิมมาแล้วจะถูกคนรังแก”
“เรื่องนี้หรือ…” หลิวเอ้อร์เสิ่นมีสีหน้าลำบากใจ “ข้าไม่ค่อยสนิทกับพวกเขาเท่าไหร่ แม่ของนาง…”
แต่หลังจากลังเลไปชั่วขณะ นางก็กล่าวสืบไปว่า “เมียเต๋อเซิงค่อนข้างชอบเอาชนะ ปกติพวกข้ามักจะหลีกเลี่ยงนาง”
“จริงหรือ? ข้าดูไม่ออกเลย เวลาข้าเห็นนางมักรู้สึกว่านางพูดจาด้วยง่าย” เย่อวี๋หรานมีท่าทางงุนงง
หลิวเอ้อร์เสิ่นนึกในใจ อยู่ต่อหน้าท่าน ต่อให้เป็นเสือร้ายก็กลายเป็นแมวได้ ผู้ใดยังจะเทียบกับท่านได้อีก?
นางกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะพวกข้าไม่ค่อยสนิทสนมกับนางกระมัง แต่ข้าคิดว่าเมียเต๋อเซิงยากที่จะคบหา”
“สะใภ้รองของข้าถูกนางตำหนิตอนกลับมาบ้านเดิมงั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานถามต่อไปด้วยความสงสัย
หลิวเอ้อร์เสิ่นมีสีหน้าแข็งค้าง “คือว่า…ข้าไม่รู้จะพูดอย่างไร แต่เหมือนจะได้ยินคนพูดกันว่า สะใภ้รองแต่งเข้าครอบครัวพวกท่านไปหลายปีแล้วกระมัง?”
“ใช่แล้ว หลายปีแล้ว ทำไมหรือ?”
“สะใภ้สี่บ้านท่านมีลูกแล้ว สะใภ้รองกลับไม่มีเสียที ท่านไม่ร้อนใจหรือ?” หลิวเอ้อร์เสิ่นกล่าวเป็นนัย
“ร้อนใจอะไร?” เย่อวี๋หรานไม่เข้าใจ “สะใภ้ใหญ่มีลูกสองคน สะใภ้สี่อีกสองคน เท่ากับว่าข้ามีหลานชายสี่คนแล้ว ยังจะต้องร้อนใจอะไรอีก ครอบครัวไหนมีหลานชายมากเหมือนข้าบ้าง ต่อให้ไม่มีมาเพิ่มอีก บ้านข้าก็มีหลานชายมากกว่าคนทั่วไปมากแล้ว”
“ก็จริง” หลิวเอ้อร์เสิ่นหน้าเจื่อน “ลูกชายข้ายังไม่เริ่มดูตัวด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าในอนาคตจะมีหลานชายให้ข้ากี่คน ลูกชายสองคนมีหลานชายให้ข้าได้สักสองคนก็พอใจมากแล้ว”
“เจ้าหมายความว่าสะใภ้รองไม่มีลูกเสียที แม่ของนางก็เลยตำหนินางกระมัง?” เย่อวี๋หรานไม่พอใจขึ้นมาทันที นางกล่าวว่า “ลูกสะใภ้ข้าแท้ ๆ ข้ายังไม่ได้เร่งรัด นางที่เป็นแม่ไม่รู้จักรักเอ็นดูลูกสาวตัวเอง จะมาเร่งหาพระแสงอะไร? ข้าว่าแล้วเชียว คราวก่อนสะใภ้รองไม่เจ็บไม่ป่วยยังจะมาต้มยาบำรุงอะไรกินก็ไม่รู้ ถุย! ยาบำรุงอะไร อย่ากินจนป่วยไปเสียก็แล้วกัน”
หลิวเอ้อร์เสิ่นหูผึ่งขึ้นมาทันที “ท่านรู้เรื่องยาบำรุงด้วยหรือ?”
“รู้สิ ทำไมหรือ?”
หลิวเอ้อร์เสิ่นเห็นว่าเย่อวี๋หรานทราบเรื่องแล้วจึงไม่ได้ปิดบังอีก “ในเมื่อท่านรู้เรื่องแล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่ปิดบังก็แล้วกัน พวกข้ากับทางนั้นอยู่ไกลกัน ตอนนั้นยังไม่ได้ยินข่าว เรื่องราวเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบชัด หลังเกิดเรื่อง ข้าได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่า วันนั้นตอนที่ลูกสะใภ้ท่านกลับมา แม่ของนางต้มยาบำรุงอะไรสักอย่างให้ แต่สะใภ้รองบ้านท่านไม่ยอมดื่ม จึงถูกแม่ของนางสั่งสอน เป็นเรื่องครึกโครมเชียวล่ะ ได้ยินว่าสะใภ้รองบ้านท่านทำอะไรสักอย่างแตกด้วย พี่สะใภ้ของนางเป็นคนเก็บกลับไป”
กล่าวถึงตรงนี้ นางก็หยุดชะงักไปอีกครั้ง แล้วค่อยเสริมขึ้นมาว่า “ข้าได้ยินคนในหมู่บ้านพูดกันว่า แม่ของนางเที่ยวโพนทะนาไปทั่วว่าลูกสะใภ้ของท่านมีเงิน ทุกครั้งที่กลับมาเป็นต้องยัดเงินใส่มือนาง”
เย่อวี๋หราน “…”
[1] ทุกบ้านล้วนมีคัมภีร์ที่อ่านยาก 家家有本难念的经 หมายถึง แต่ละครอบครัวล้วนมีความยากลำบากของตัวเอง