ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 355 จุนเจือบ้านเดิม
บทที่ 355 จุนเจือบ้านเดิม
เย่อวี๋หราน “…”
หลิวซื่อมีเงินในมือ แล้วจะแสดงความกตัญญูต่อมารดาของตน เย่อวี๋หรานไม่ประหลาดใจสักนิด
แต่เมื่อคำกล่าวนี้ออกมาจากปากของหลิวเอ้อร์เสิ่นกลับให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่า ครอบครัวพวกนางคงไม่ได้ให้ลูกสาวตบแต่งเข้าสกุลจูมาเพื่อการนี้หรอกนะ?
ในฐานะคนที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เย่อวี๋หรานคิดว่าคนเป็นลูกสาวอยากแสดงความกตัญญูต่อมารดาของตนเองก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไร
แต่ถ้าบ้านเดิมทราบเรื่องแล้วมาเข้าหาเพราะหวังเรื่องเช่นนี้ก็เป็นปัญหาเสียแล้ว ถ้าอีกฝ่ายต้องการให้ลูกสาวตนเองออกเรือนมาเพื่อจะได้สะดวกต่อการจุนเจือบ้านเดิมเล่า?
แสดงความกตัญญู กับการอุดหนุนจุนเจือเป็นคนละเรื่องกัน
“งั้นหรือ?” รอยยิ้มบนใบหน้าเย่อวี๋หรานสลายไปสิ้น นางกล่าวว่า “ทำไมข้าไม่เห็นรู้เลย? เห็นทีข้าคงต้องกลับไปถามสักหน่อยแล้ว สะใภ้รองทำแบบนี้ใช้ได้ที่ไหน เอาสิ่งของในเรือนมาแสดงความกตัญญูบ้านเดิมตัวเองก็ช่างเถอะ แต่กลับกล้าเอาเงินมาจุนเจือบ้านเดิม เห็นข้าเป็นคนตายหรือไร? สามวันไม่ตีคงปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องหลังคา[1] ชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว”
ครั้นเห็นอีกฝ่ายมีโทสะ หลิวเอ้อร์เสิ่นก็ทราบว่าตนเองพูดจาผิดไปเสียแล้ว จึงรีบร้อนกล่าวว่า
“อาจไม่ใช่เรื่องจริงก็ได้ เมียเต๋อเซิงผู้นี้รักหน้าตายิ่งแล้ว บางครั้งก็ชอบปั้นน้ำเป็นตัว เป็นไปได้ว่านางจงใจโกหกคนอื่นเพื่อให้ตัวเองมีหน้ามีตาก็ได้”
“เฮอะเฮอะ!” เย่อวี๋หรานแค่นเสียงเย็น “นางอยากได้หน้าก็มาเหยียบย่ำสกุลจูของข้างั้นเรอะ? คิดว่าข้ารังแกได้ง่าย ๆ หรือคิดว่าหมู่บ้านสกุลหลิวอยู่ห่างไกลจากหมู่บ้านสกุลจู ข่าวคราวแพร่ไปไม่ถึง?”
หลิวเอ้อร์เสิ่นอยากกอบกู้สถานการณ์หลายคราแต่ไม่สำเร็จ จึงออกจะร้อนใจ “จูต้าเหนียง ท่านฟังข้าก่อน เรื่องไม่ได้เป็นเช่นนี้…”
“เอาล่ะ เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเข้าใจ พวกเจ้าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน ไม่อาจล่วงเกินกันได้ เจ้าวางใจเถอะ เรื่องพวกนี้เข้าหูข้ามาแล้ว ข้าไม่พูดออกไปแน่นอน”
“เปล่า ข้าไม่ได้หมายความว่าแบบนี้”
“แล้วหมายความว่าอย่างไร?”
“ข้า…” หลิวเอ้อร์เสิ่นหัวสมองขาวโพลน ลืมสิ้นว่าตนเองต้องการจะพูดอะไร นางพยายามเรียบเรียงคำพูดแล้วกล่าวขึ้นว่า “ข้าหมายความว่าเรื่องอาจไม่ได้เป็นเช่นนี้ก็ได้ ข้าเองก็ไม่ได้เจตนาว่าร้ายเมียเต๋อเซิง เพียงแต่อยากจะเตือนท่านให้ใส่ใจลูกสะใภ้ของท่านเอาไว้ก็เท่านั้น นางได้กลับบ้านเดิมสักครั้งก็ไม่ง่ายแล้ว แต่พอมาแล้วก็ต้องถูกรังแก น่าสงสารแท้ ๆ”
หลิวเอ้อร์เสิ่นยิ่งพูดก็ยิ่งรู้สึกว่าตนเองยุยงให้คนอื่นผิดใจกัน จึงค่อนข้างหดหู่ใจ
นางรู้สึกว่าปกติตัวเองก็ฉลาดดีนี่นา เหตุใดพออยู่ต่อหน้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์กลับเก็บงำคำพูดไม่อยู่เช่นนี้?
ครั้นสืบข่าวครอบครัวหลิวเต๋อเซิงเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็เริ่มสืบข่าวของครอบครัวหลิวเหวินเกินต่อ
หลิวไป๋ฮวา ลูกสาวของหลิวเหวินเกิน คือผู้ที่จูซื่อหู่จะไปดูตัวด้วยเร็ว ๆ นี้
ฝั่งนี้นัดไว้ช่วงเช้า ฝั่งนั้นนัดไว้ช่วงบ่าย ตั้งใจให้เสร็จสิ้นในวันเดียว
“ครอบครัวพวกเขามีลูกสาวหนึ่งคน ลูกชายหนึ่งคน” หลิวเอ้อร์เสิ่นกล่าว “ไป๋ฮวาลูกสาวของพวกเขาดีมากจริง ๆ เป็นแม่นางน้อยที่สุภาพเรียบร้อย กตัญญูรู้คุณยิ่งนัก มักช่วยพ่อแม่ทำงานอยู่เป็นประจำ…”
เริ่มจากชมเชยอีกฝ่ายยกใหญ่ ตามด้วยบอกว่าอีกฝ่ายเป็นสหายสนิทกับลูกสาวตนเอง ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นอย่างยิ่ง
เนื่องจากสนิทสนมกัน พวกนางจึงอยากออกเรือนให้ใกล้กันสักหน่อย จะได้ดูแลกันและกันได้
“พ่อแม่ของนางน่าคบค้าสมาคมด้วยหรือไม่?” เย่อวี๋หรานถาม
“หลิวเหวินเกินซื่อสัตย์ยิ่ง เมียของเขาก็เป็นคนจริงใจคนหนึ่ง” หลิวเอ้อร์เสิ่นเห็นว่าพูดมามากแล้ว ไม่มีอะไรให้ต้องปิดบังอีก จึงเล่าออกมา “แต่แม่ของหลิวเหวินเกินค่อนข้างร้ายกาจ นางลำเอียงรักลูกชายอีกคนมากกว่า ส่วนเมียเขา ในอดีต เพื่อที่จะได้คลอดลูกชายนั้นก็เคยคลอดยากมาก่อน กระดูกไม่ค่อยดี ฐานะครอบครัวด้อยกว่าพวกข้าเล็กน้อย แต่นอกจากเรื่องนี้ ครอบครัวพวกเขาก็ไม่มีข้อเสียอะไรอีก ดียิ่งนัก”
“เรื่องมงคลของหลิวไป๋ฮวา พ่อแม่นางสามารถตัดสินใจได้หรือ? อย่าให้พอถึงตอนเจรจากันเรียบร้อยแล้วย่าของนางก็โผล่มาเชียวนะ” เพียงนึกถึงงานมงคลของหลินซื่อ เย่อวี๋หรานก็ไม่อยากประสบอีกเป็นครั้งที่สองแล้ว
ครอบครัวเต็มไปด้วยปัญหา บิดาเข้าคุก มารดาถึงแก่กรรม พี่สาวยังเป็นคนไร้สมองคนหนึ่ง น้องสาวสองคนยังต้องใช้สินเดิมอีก เคราะห์ดีที่คนพบเจอเรื่องนี้คือนาง ถ้าเป็นเจ้าของร่างคนเดิม หลินซื่อคงต้องประสบชะตาถูก ‘ปลด’ เป็นแน่แท้
นางใจดีขนาดนี้ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจูซื่อเสิ่นจะสามารถทำได้ดุจเดียวกัน
นอกจากนี้ จากที่นางได้คลุกคลีกับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น นางรู้สึกว่าคนทั้งสองไม่ใช่สตรีที่ดุร้ายเกรี้ยวกราดอะไร ถ้าย่าของหลิวไป๋ฮวามาอาละวาด พวกนางคงรับมือไม่ไหว
“คง…ไม่กระมัง” หลิวเอ้อร์เสิ่นไม่ใคร่แน่ใจ นางกล่าวว่า “สกุลจูไม่ใช่คนอื่นคนไกลเสียหน่อย ย่าของนางรู้แล้วจะดีใจก็ยังไม่ทัน แล้วจะเห็นแย้งได้อย่างไร?”
“เรื่องนี้มีอะไรน่าดีใจ? ซื่อหู่โดดเด่นเพียงนั้นเชียว?”
หลิวเอ้อร์เสิ่นหัวเราะขึ้นมาทันใด พลันหลุดปากพูดว่า “ซื่อหู่ไม่มีอะไร แต่ลูกพี่ลูกน้องของเขาเก่งกาจนี่นา ทั้งเรียนหนังสือ จับปลา ล้วนแต่เป็นคนมีความสามารถทั้งนั้น…”
แต่พอนางรู้สึกตัวก็รีบพูดกลบเกลื่อนทันที
ปราบพยัคฆ์พี่น้องเคียงบ่าเคียงไหล่ ออกรบบิดาและบุตรร่วมเคลื่อนพล[2] ลูกพี่ลูกน้องก็คือพี่น้องเหมือนกัน ไม่หวังร่ำรวยมั่งมีเงินทอง หวังเพียงให้มีหน้ามีตาด้วยสักหน่อยเท่านั้น ชีวิตจะได้ราบรื่นกว่าเดิมบ้าง
บอกเป็นนัยว่าในอนาคตเมื่อมีลูก เวลาเจรจางานมงคล หากมีอาที่เป็นบัณฑิตสักคน อำนาจต่อรองย่อมต่างออกไปอยู่แล้ว
เย่อวี๋หรานคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะคิดไปไกลถึงขั้นนั้น แผนการลึกล้ำมองการณ์ไกลถึงเพียงนี้ เห็นทีอีกฝ่ายคงปลงใจต่องานมงคลนี้เก้าในสิบส่วนแล้ว
ทั้งสองรั้งอยู่ท้ายเรือนค่อนข้างนาน เมื่อกลับมาถึงเรือนหน้า การดูตัวก็จวนจะสิ้นสุดลงแล้ว
โดยทั่วไปแล้ว การดูตัวจะประสบผลสำเร็จหรือไม่มักไม่พูดกันเดี๋ยวนั้น เพื่อเป็นการไว้หน้าอีกฝ่าย
จะสำเร็จหรือไม่ หลังจบเรื่องแล้วค่อยให้แม่สื่อเป็นธุระ ถ้าพูดกันเสียต่อหน้า ครอบครัวที่ถูกปฏิเสธไปจะต้องมีสีหน้าไม่น่าชมดูแน่นอน วันหน้ายังจะคบค้ากันต่อไปหรือเปล่าก็ยังไม่แน่
แต่แม่สื่อช่วยไกล่เกลี่ยให้หลังจบเรื่องก็จะไม่ยุ่งยากเช่นนั้น
เมื่อรับประทานอาหารที่เรือนหลิวเยี่ยนจนเสร็จ คณะของเย่อวี๋หรานก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปยังเรือนหลิวเหวินเกิน
ในชนบทนิยมตั้งชื่อกันเช่นนี้เอง เจ้าเรียก ‘เหวินเกิน’ หรือ ‘เต๋อเซิง’ สักคำ ก็จะมีคนขานรับหลายคน แต่พอเติมแซ่นำหน้า โอกาสที่ชื่อจะซ้ำกันก็ไม่มากแล้ว
แต่ถ้าเรียกชื่อเล่นสมัยเด็กว่า ‘โก่วหวา’ ‘เต๋อจื่อ’ ‘ฮวาฮวา’ ก็มีเป็นกองพะเนิน
สาเหตุที่พวกจูต้าและจูเอ้อร์มีชื่อแตกต่างจากคนอื่นในหมู่บ้านล้วนเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมโดยแท้ ถึงอย่างไรนางก็เคยได้เรียนหนังสือมาบ้างในช่วงที่ติดตามนายน้อยอยู่ ไม่มีทางไปต้องตาชื่อเชย ๆ ตามฉบับชนบทเป็นอันขาด นางอยากตั้งชื่อให้ดูดีกว่านั้น
จูต้ามีชื่อเต็มว่าจูซุ่นไฉ จูเอ้อร์ชื่อเต็มจูซุ่นเหวย จูซานชื่อจูซุ่นโหย่ว จูซื่อชื่อจูซุ่นกวง จูอู่ชื่อจูซุ่นจิ่ง จูชีชื่อจูซุ่นเต๋อ จูปาเม่ยชื่อจูซูจิ้ง[3] มองตาเดียวก็ทราบระดับความลำเอียงของเจ้าของร่างเดิมได้ในทันที ตั้งชื่อให้ลูกชายอย่างสุกเอาเผากิน แต่ตั้งชื่อให้ลูกสาวกลับใส่ใจอย่างมาก
เนื่องจากได้ยินข่าวมาแต่แรก ครอบครัวของหลิวเหวินเกินจึงคอยท่าอยู่ที่เรือนก่อนแล้ว
ประมาณว่าอีกฝ่ายรับประทานมื้อเที่ยงอยู่ทางนั้นจวนจะเสร็จแล้ว ภรรยาของหลิวเหวินเกินก็ส่งลูกชายคนเล็กอย่าง หลิวไห่เซิง ไปคอยเฝ้าห่างจากประตูเรือนไม่ไกล หากเห็นเงาร่างของแม่สื่อก็ให้รีบกลับเรือนทันที
ครั้นหลิวไห่เซิงออกไปแล้ว ภรรยาของหลิวเหวินเกินหันกลับมาเห็นลูกสาวยังกวาดพื้นอยู่ตรงนั้นก็พลันร้อนใจ “ไม่ต้องกวาดแล้ว รีบกลับไปจัดแจงตัวเองในห้องเร็วเข้า เปลี่ยนใส่ชุดงาม ๆ หน่อย เจ้าดูตัวเองสิ เสื้อผ้ามีแต่รอยปะ คนเขามาเห็นเจ้าสภาพนี้ยังจะต้องตาเจ้าอีกหรือ”
[1] สามวันไม่ตีคงปีนขึ้นไปรื้อกระเบื้องหลังคา 三天不打,上房揭瓦 หมายถึง เด็กที่ซุกซนมาก ๆ จำเป็นต้องได้รับการสั่งสอนอย่างเข้มงวด มักใช้กล่าวเวลาผู้เยาว์ทำผิดแล้วจำเป็นต้องลงโทษเพื่อให้เจ้าตัวตระหนักและไม่ทำผิดซ้ำอีก
[2] ปราบพยัคฆ์พี่น้องเคียงบ่าเคียงไหล่ ออกรบบิดาและบุตรร่วมเคลื่อนพล 打虎亲兄弟,上阵父子兵 หมายถึง เมื่อต้องไปทำเรื่องที่เกี่ยวพันถึงความเป็นความตาย ต้องพาคนที่สนิทสนมเช่นพี่น้องร่วมสายเลือดหรือพ่อลูกไปด้วยกันถึงจะวางใจได้
[3] จูซูจิ้ง 朱淑静 หมายถึง เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและสุภาพเรียบร้อย