ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 373 แตกหน่อ
บทที่ 373 แตกหน่อ
“จูอู่เอ๊ย เจ้าอายุไม่ห่างจากลูกคนโตของข้าเท่าไหร่ แต่ดูเจ้าสิ ทั้งฉลาดและมากความสามารถ ร้ายกาจกว่าเจ้าเด็กที่บ้านข้าไปมากโข…”
ครั้นได้ยินคนอื่นพูดเช่นนั้น ในใจจูอู่ก็เชื่อแบบนั้นเช่นกัน แต่ปากกลับไม่ยอมรับ
ตลกแล้ว เขามายกยอคนอื่น จะให้คนอื่นมายกยอเขาได้อย่างไร?
จูอู่หัวเราะเสียงดัง “ฮ่า ๆๆ…ที่ไหนกัน? ข้าคิดว่าลูกชายท่านต่างหากที่เก่งกล้าสามารถ ท่านคือว่าที่เจ้าหน้าที่ ในอนาคตลูกชายท่านก็ต้องเป็นเจ้าหน้าเหมือนกันไม่ใช่หรือ? โบราณกล่าวไว้ดียิ่งนัก มังกรให้กำเนิดมังกร หงส์ให้กำเนิดหงส์ ลูกหนูเกิดมาก็สามารถขุดหลุมได้เลย ข้าเองอย่างมากก็แค่สืบทอดการทำนาจากท่านพ่อ จะเอาไปเทียบกับลูกชายของท่านได้อย่างไร? พี่ใหญ่ ท่านกำลังล้อข้าอยู่หรือ?”
“ข้าล้อเจ้าเสียที่ไหน ข้าพูดความจริงทั้งนั้น” พูดไปพูดมา ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและผู้ดูแลฝ่ายขวาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องอื่น
บอกว่าฝนตกลงมาไม่กี่ครั้ง มันเทศในแปลงก็มีชีวิตชีวาขึ้นมาทันใด เพียงมองก็ทราบว่าปลูกได้สำเร็จแล้ว
ถึงจะรู้แต่แรก แต่ก็ยังคงแปลกใจไม่มากก็น้อย
“เจ้าว่าทำไมมันเทศถึงได้ปลูกง่ายขนาดนี้นะ? แค่เถามันเทศไม่กี่ท่อนก็ปลูกได้แล้ว ข้านึกว่าต้องมีดินมีเมล็ดพันธุ์ถึงจะปลูกได้เสียอีก”
จูอู่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ต้องมีเมล็ดพันธุ์อยู่แล้วสิ ไม่มีเมล็ดพันธุ์แล้วกล้ามันเทศจะมาจากไหน?”
ต้องมีมันเทศก่อน จากนั้นพอปลูกมันเทศจนเกิดเถาแล้วค่อยนำเถามันเทศไปปักชำ กล่าวได้ว่ามันเทศค่อนข้างปลูกง่าย เพียงปักกิ่งก็ปลูกได้แล้ว นับว่าประหยัดแรงได้ไม่น้อย
“เจ้านี่ถึงจะปลูกง่ายแค่ไหน เรื่องที่ควรระวังก็ต้องระวังเอาไว้ ถ้าท่านทำไม่ถูกวิธี มันก็ไม่รอดเหมือนกัน”
จูอู่ไม่ลืมชมเชยวิธีเพาะปลูกของมารดาตัวเอง ถ้าไม่ใช่เพราะมารดาของเขาทดลองทำจนเจอวิธีเพาะชำรวมถึงการปักชำ ไฉนเลยจะง่ายดายเหมือนตอนนี้?
เรื่องแบบนี้กล่าวได้ว่า ดื่มน้ำแล้วก็อย่าลืมคนขุดบ่อน้ำ คนเริ่มลองผิดลองถูกกว่าจะพบวิธีการที่ถูกต้อง คนมาทีหลังจึงเป็นผู้ได้รับประโยชน์
“เจ้าพูดถูก ถ้าไม่ได้แม่เจ้า ต่อให้พวกข้ารู้ว่ามันเทศกินได้ แต่จะปลูกได้หรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายและผู้ดูแลฝ่ายขวาหัวเราะแล้วพูดต่อไปว่า “ถ้าเอาตามวิธีการเพาะปลูกเมื่อสมัยก่อนของพวกข้า คงเก็บหัวมันเทศไว้ปลูกเป็นอันดับแรก เอาหัวมันมาเพาะ”
“แล้วไม่ใช่หรือไร พวกข้าก็คลำทางเอาเหมือนกัน” จูอู่รับมาพูดต่อ “ตอนแรกพวกข้าก็คิดเหมือนกันว่าต้องเก็บหัวมันเทศเอาไว้ปลูกถึงจะปลูกได้ แต่กลับค้นพบโดยบังเอิญว่าเอาก้านไปปักก็ปลูกได้เหมือนกัน นอกจากนี้แม่ข้าก็เคยทำงานในบ้านสกุลใหญ่มาก่อน แม่ข้าคิดว่าในเรือนคนมีอันจะกินก็ปักชำดอกไม้เอาเหมือนกัน จึงสั่งการให้พวกข้าพี่น้องลองทำดู”
เขาเกาศีรษะด้วยท่าทางซื่อ ๆ “แม่ข้าเป็นคนอย่างไร พวกท่านก็ใช่ว่าจะไม่รู้ ไม่สนหรอกว่ามันจะทำได้หรือไม่ ขอเพียงเป็นคำสั่งของแม่ข้า ข้ากับพวกพี่ชายจะกล้าไม่ฟังท่านแม่งั้นหรือ?”
“ฮ่า ๆๆๆ…” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายหัวเราะเสียงดังพลางกล่าวว่า “เคราะห์ดีที่พวกเจ้าเชื่อฟังแม่เจ้าจนค้นพบวิธีปลูกแบบใหม่นี้ออกมาได้ ไม่อย่างนั้นเรื่องดีงามเช่นนี้คงมาไม่ถึงพวกข้าแล้ว”
“ใช่แล้ว ข้าก็คิดแบบนี้ ข้าคิดว่าถึงแม่ข้าจะโหดไปหน่อย แต่ที่จริงแล้วเวลาที่แม่ข้าพูดจาก็มีเหตุผลมากทีเดียว โบราณว่าไว้ คนชราประดุจขุมทรัพย์ล้ำค่าประจำบ้าน [1] แม่ข้าก็คือขุมทรัพย์ประจำบ้านนั่นเอง”
ทั้งสามคนยิ่งพูดจาก็ยิ่งเบิกบาน
ถึงตอนท้ายเมื่อฝนหยุดตกแล้วยังนัดกันไปตรวจสอบแปลงเพาะกล้ามันเทศ
ที่เอาลงดินในแปลงเพาะชำคือหัวมันเทศ ยังไม่งอกเร็วปานนั้น แต่ในแปลงปักชำใช้เถามันเทศปักชำ แตกหน่อหรือไม่นั้นเพียงมองก็ทราบแล้ว
ห่างจากวันที่เอาลงดินมาสักพักแล้ว พวกเขาเดินไปบนทางสายน้อยในชนบท เพียงย่ำลงไปโคลนก็เกาะเต็มเท้า
และเพราะรู้ว่าต้องไปทุ่งนา จูอู่ยังไปเปลี่ยนรองเท้าฟางมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
ปกติแล้วเวลาอยู่ที่เรือนจะสวมรองเท้าผ้า แต่เวลาไปทำงานในนาย่อมไม่อาจใช้รองเท้าผ้าได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นรองเท้าผ้าที่ยังดี ๆ อยู่ พอใส่ไปทุ่งนาไม่กี่ครั้งก็คงพังไปก่อนแล้ว
เกิดมาเป็นคนชนบท เรื่องที่สมควรประหยัดก็ยังคงต้องประหยัดเอาไว้
ครั้นไปถึงแปลงปักชำก็เห็นว่าเถามันเทศยังมีน้ำฝนเกาะสลอน ราวกับเพิ่งถูกชะล้างมาก็ไม่ปาน สีสันเปลี่ยนเป็นสดใสยิ่งกว่าเดิม
เมื่อต้องแสงอาทิตย์ เถาที่เฉาลงก็พลันตั้งขึ้น ปลายเถาที่ตั้งขึ้นเร็วกว่าใครเพื่อนยังมีหน่อน้อย ๆ โผล่มาอีกด้วย?!
ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายพิศวงระคนยินดี รีบเรียกอีกสองคนมาดู “มาดูนี่ ต้นนี้งอกแล้ว”
“จริงรึ ข้าดูหน่อย” ผู้ดูแลฝ่ายขวาอายุมากกว่าเล็กน้อย ขยับเข้ามาใกล้แล้วสีหน้าก็พลันฉายแววยินดีปรีดา “แตกหน่อจริง ๆ ด้วย? ดียิ่งนัก ต้นนี้คงปลูกติดแน่แล้ว”
“ทางนี้ก็มีเหมือนกัน พวกเจ้าดู ต้นนี้ก็แตกหน่อแล้ว” ผู้ดูแลฝ่ายซ้ายค้นพบอีกต้น
ด้วยเหตุนี้ ผู้ชายตัวโตทั้งสามคนจึงไม่ไปไหนทั้งนั้น นั่งยอง ๆ นับจำนวนต้นที่แตกหน่ออ่อนอยู่ข้างแปลงปักชำ
“เพาะได้แล้วแน่นอน”
“แน่นอน งอกขนาดนี้แล้ว”
“เพาะได้จริง ๆ หรือเนี่ย…รอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ทั้งแปลงนี้พวกเราจะได้กล้ามันเทศสักเท่าไหร่กัน?”
“ถึงตอนนั้นจะพอแจกจ่ายหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ ตอนนี้ดูเหมือนมีเยอะ แต่คนในหมู่บ้านก็มีกันเยอะเหมือนกัน”
……
ระหว่างที่พวกเขานั่งยอง ๆ คุยกันอยู่นั้น เงาของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากไกล ๆ
“ใช่อาจูจยาหรือไม่?” ตอนนี้จูอู่แค่เห็นก็จำได้แล้ว
“ดูเหมือนจะใช่”
เมื่อคนผู้นั้นเข้ามาใกล้ก็เป็นจูจยาจริง ๆ เขาเดินมาตลอดทางเช่นนี้ รองเท้าฟางก็เต็มไปด้วยดินโคลน
ขากางเกงพับขึ้นสูง บนศีรษะสวมหมวกงอบ สีหน้ากลับปราศจากความไม่พอใจแม้เสี้ยวส่วน มีเพียงความกระปรี้กระเปร่ามีชีวิตชีวา
เมื่อเขาเห็นพวกจูอู่ก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าก็มาดูต้นกล้าหรือ?”
“ใช่แล้ว อาจูจยา แตกหน่อแล้วขอรับ”
ใบหน้าจูจยาเผยรอยยิ้มยินดี “จริงรึ?! ข้าว่าแล้วเชียว ควรแตกหน่อได้แล้ว”
เขานั่งลงถามว่าต้นไหนแตกหน่อแล้ว
จูอู่ชี้ให้เขาดู
จูจยาเห็นแล้วก็ทอดถอนใจ “คราวก่อนเห็นแม่เจ้าปลูก ราว ๆ ช่วงเวลานี้ก็แตกหน่อแล้ว ข้าประมาณเอาว่าน่าจะจวนเจียนเต็มที”
“อาจูจยา คราวก่อนที่จูต้าเหนียงปลูก ท่านก็ดูแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสฝ่ายซ้ายเอ่ยถาม
จูจยาพยักหน้า “ดูแล้ว จะไม่ดูได้อย่างไร? ปีก่อนพวกเขาปลูกข้าวสาลีฤดูหนาว พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็ทำอะไรไปตั้งหลายอย่าง ข้าว่าง ๆ จึงแวะมาดู ข้าบอกพวกเจ้าเลยว่าศาสตร์แห่งการเพาะปลูกนั้นกว้างขวางยิ่งนัก ต้องเรียนรู้ไปหมดทุกอย่าง ทั้งยังต้องทดลองทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป…”
แล้วเขาก็เริ่มสาธยาย ‘ความรู้ก้นหีบ’ ให้ผู้เยาว์ทั้งสามฟัง
สาเหตุที่เขาเพาะปลูกได้ผลดีมาชั่วชีวิตเป็นเพราะอะไรน่ะหรือ?
ก็เพราะเขาช่างสังเกต เวลาอยู่ว่างมักจะพินิจพิจารณาว่าผู้อื่นเพาะปลูกกันอย่างไร คิดว่าดีก็จะใช้เป็นแบบอย่างทำตาม
เรียนรู้ทุกเมื่อเชื่อวัน ใคร่ครวญเป็นกิจวัตร จากนั้นก็ทดลองทำดู เขาจึงเพาะปลูกได้ผลดีดังเช่นทุกวันนี้
เมื่อจูอู่ได้ยินอาจูจยากล่าวเช่นนั้นก็ต้องตะลึง เพราะเขาคิดไม่ถึงเลยว่าอาจูจยาจะทราบความเป็นไปในทุ่งนาของครอบครัวเขาชัดเจนกว่าตนเองเสียอีก?!
ทราบกระจ่างแจ่มแจ้ง รู้สึกเหมือนความลับในครอบครัวตนเองจะเก็บไว้ไม่มิดเสียแล้ว
“ใช่แล้ว จูอู่ ผลแดง ๆ ที่แม่เจ้าปลูกในแปลงผักคืออะไรหรือ?”
“ผลสีแดงอะไรกัน? หัวผักกาดแดงหรือขอรับ?” จูอู่ถาม
“หัวผักกาดอะไรกันเล่า หัวผักกาดเกิดในดิน ข้าหมายถึงผลแดง ๆ ที่งอกบนต้นต่างหาก…” จูจยาแสดงท่าทีประกอบ สูงประมาณเข่าของเขา บอกว่าเริ่มปลูกตั้งแต่ช่วงเดือนสามเดือนสี่ ดูคล้ายพุ่มไม้ริมทาง
ต้นไม่สูงมาก ใบก็โตครึ่งไม่โตครึ่ง มีดอกสีขาวกระจุ๋มกระจิ๋มขนาดเล็กกว่าเล็บนิ้ว ออกผลสีเขียว แต่ว่าผลไม่กลม ทว่าเรียวยาวเหมือนนิ้ว
ทั่วทั้งแปลงผักมีอยู่เพียงสิบกว่าต้นเท่านั้น
“ข้าเห็นว่าพวกมันแดงหมดแล้ว แต่แม่เจ้าก็ยังไม่ให้คนเด็ดไปเสียที ปล่อยให้โตไปแบบนั้น ข้าว่าถ้าปล่อยไว้แบบนั้นคงเหี่ยวหมดก่อนพอดี…”
[1] คนชราประดุจขุมทรัพย์ล้ำค่าประจำบ้าน 家人一老,如有一宝。มีความหมาย 2 นัย ประการแรก คือ บ่งบอกความสำคัญของผู้อาวุโสในครอบครัว (ถ้าในครอบครัวมีผู้อาวุโส มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็สามารถไปขอคำแนะนำปรึกษา ผู้อาวุโสยังเป็นคนที่สร้างรากฐานให้ครอบครัวมาก่อน) และประการที่สอง คือ เป็นการกระตุ้นเตือนผู้เยาว์ให้เคารพรักผู้อาวุโสในครอบครัว