ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 374 หญิงปากสว่างช่างเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วจริงแท้
บทที่ 374 หญิงปากสว่างช่างเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วจริงแท้
จูอู่ฟังคำบรรยายของจูจยาก็ยังไม่รู้ว่านั่นคืออะไร “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้ากลับไปถามท่านแม่แล้วค่อยบอกท่านอีกทีตอนเจอกันคราวหน้า?”
“ได้ ถ้าข้าเจอแม่เจ้าอีกก็จะถามเหมือนกัน”
ขณะนั้นเย่อวี๋หรานก็กำลังเป็นห่วง ‘พริก’ ในแปลงผัก ซึ่งก็คือสิ่งที่จูจยากล่าวถึงอยู่พอดี
พริกที่นางปลูกเอาไว้เหล่านี้ นางตั้งใจว่าจะนำไปปลูกต่อ จึงไม่ได้คิดจะเด็ดมากินแต่แรกแล้ว
ตอนที่ปลูกก็บอกลูกสะใภ้เอาไว้แล้วว่าให้ช่วยกันดูแล แต่ไม่ได้บอกว่าเอาไปทำอะไร เพียงบอกแค่ว่าเป็น ‘สมุนไพร’
เมื่อพวกหลิ่วซื่อได้ยินว่าเป็นสมุนไพรก็ย่อมดูแลอย่างเอาใจใส่เป็นธรรมดา
“ท่านแม่ สมุนไพรที่ท่านว่าออกผลแล้วนะเจ้าคะ ผลยาวประมาณนี้…” หลี่ซื่อประมาณขนาดให้ดู “ต้องรอให้มันเป็นอย่างไรถึงจะเด็ดได้เจ้าคะ?”
“เป็นสีแดง”
ครั้นได้ยินหลี่ซื่อเอ่ยว่าพริกในแปลงผักเปลี่ยนเป็นสีแดงแล้ว เย่อวี๋หรานก็คอยนึกถึงอยู่ตลอด
ทันทีที่ฝนหยุดตก นางจึงไปดูที่แปลงผัก
อืม เป็นสีแดงแล้ว แต่เพิ่งจะเป็นสีแดงสดเท่านั้น ยังไม่ต้องรีบเก็บ รอจนถึงช่วงอากาศแจ่มใส ปล่อยให้ตากแดดสักหน่อย นางค่อยมาเก็บก็ยังไม่สาย
ตอนที่นางกำลังเดินดูอยู่ในแปลงผัก หญิงปากสว่างก็ถือตะกร้าเดินมาที่แปลงผักพอดี ครั้นแลเห็นนางก็ยิ้มแย้มถามว่า “จูต้าเหนียง มาเก็บผักหรือ? เหตุใดวันนี้จึงมาเองเสียได้? ปกติลูกสะใภ้เจ้าเป็นคนมาเก็บนี่นา?”
เย่อวี๋หรานนับจำนวนพริกที่เปลี่ยนเป็นสีแดงอยู่ในใจ
นางได้ยินว่ามีคนพูดกับตัวเอง จึงเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ฝกตกมาหลายวัน เอาแต่อยู่ในเรือนก็อึดอัด ว่าง ๆ จึงออกมาเดินเล่น เจ้าก็ออกมาเก็บผักแต่เช้าเหมือนกันหรือ?”
“ใช่แล้ว พี่น้องจากบ้านเดิมข้ามาเยี่ยม ข้าว่าจะผัดผักเพิ่มสักหน่อย”
“อ้อ”
หญิงปากสว่างยังนึกว่าอีกฝ่ายจะถามต่อว่า ‘พี่น้องจากบ้านเดิมเจ้ามาทำอะไรหรือ?’
คิดไม่ถึงว่าคนเขาจะไม่สนใจสักนิด พลันรู้สึกว่าเสียหน้าทันใด
“ทำไมเจ้าไม่ถามว่าพี่น้องจากบ้านเดิมข้ามาทำอะไรเลยเล่า?”
เย่อวี๋หรานเงยหน้าเอ่ยตอบ “นั่นคือพี่น้องจากบ้านเดิมของเจ้า ไม่ใช่พี่น้องจากบ้านเดิมของข้าเสียหน่อย ข้าจะต้องสนใจทำไม?”
“ทำไมจึงไม่สนใจสักหน่อยเล่า? เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเจ้านะ” หญิงปากสว่างแสร้งทำทีเป็นลึกลับ หลอกล่อให้เย่อวี๋หรานเอ่ยปาก
เย่อวี๋หรานมองแล้วก็หมดคำจะพูด “เกี่ยวอะไรกับข้า? ข้าไม่รู้จักพี่น้องเจ้าเสียหน่อย”
“ทำไมจะไม่รู้จักเล่า? คราวก่อนตอนพี่น้องข้ามาเยี่ยม เจ้ายังเจอเข้าระหว่างทางอยู่เลยนี่?”
เย่อวี๋หรานพยายามค้นหาจากในความทรงจำเจ้าของร่างเดิมแล้วกล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องตั้งแต่เมื่อไหร่มาแล้ว? ข้าจำไม่ได้แล้ว ในเมื่อที่เรือนเจ้ามีแขกก็รีบเก็บผักกลับไปเถอะ อย่าเอาแต่มาคุยกับข้าตรงนี้ เสียเวลา ระวังคนในเรือนจะรอจนร้อนใจเสียก่อน”
“ไม่เป็นไร เจอเจ้าก็ดีแล้ว ข้ามีธุระจะคุยกับเจ้าพอดี”
ครั้นได้ยินว่ามีธุระ เย่อวี๋หรานก็ปวดเศียรทันที
หญิงปากสว่างมีธุระ ยังจะเป็น ‘เรื่องปกติธรรมดา’ ได้อยู่หรือ?
แต่คนอื่นพูดถึงขั้นนี้แล้ว เย่อวี๋หรานก็ไม่อาจสะบัดหน้าเดินจากไปทั้งอย่างนั้น ได้แต่ฝืนใจถามไปว่า “เรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องมันเทศอย่างไรเล่า…” หญิงปากสว่างยังรู้จักกระดากใจอยู่บ้าง นางกล่าวว่า “พี่น้องจากบ้านเดิมของข้าได้ข่าวมาเหมือนกันจึงรีบรุดฝ่าสายฝนมาหมู่บ้านสกุลจู อยากให้ข้าช่วยมาพูดกับเจ้า ขอสิทธิ์ปลูกมันเทศให้เขาด้วย จูต้าเหนียง ตอนที่พวกเรายังสาวก็เคยสนิทสนมกันมาก่อน ข้ารับปากพี่น้องข้าแล้ว เจ้าว่า…”
“เรื่องนี้หรือ…” เย่อวี๋หรานนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงกล่าวขึ้นอย่างลำบากใจว่า “เจ้าได้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสเอาไว้ล่วงหน้าหรือไม่? ถึงครอบครัวข้าจะเป็นผู้นำในการปลูกมันเทศครั้งนี้ แต่เรื่องสิทธิ์ปลูกมันเทศต้องให้เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสเป็นคนตัดสินใจ เจ้ามาพูดกับข้าก็ไม่มีประโยชน์”
“จะไม่มีประโยชน์ได้อย่างไร?” หญิงปากสว่างร้อนใจจนสาวเท้ามาข้างหน้าหลายก้าว
เย่อวี๋หรานเห็นว่าอีกฝ่ายก้าวข้ามมาแปลงผักของครอบครัวตนเองแล้ว ทั้งยังไม่ระวังจนเหยียบผักกาดขาวไปหัวหนึ่งก็รีบร้องเตือน “ระวังอย่าเหยียบผักพวกข้า ผักกาดขาวต้นนี้ข้าเพิ่งย้ายมาลงแปลงผักได้ไม่นาน ยังไม่โตเลย เจ้าเหยียบลงไปก็ไม่เหลืออะไรแล้ว”
หญิงปากสว่างก้มหน้ามอง “โธ่เอ๊ย ก็แค่ผักกาดขาวหัวเดียวจะเป็นไรไป? ไม่เป็นไรหรอก ในแปลงผักของข้ามีเยอะจะตาย เดี๋ยวค่อยใช้คืนเจ้าก็ได้”
“ไม่ต้อง ข้าตั้งใจปลูกช้าหน่อย เพราะจะเก็บเอาไว้กินช่วงเก็บเกี่ยว ผักกาดขาวของเจ้ารอจนถึงช่วงเก็บเกี่ยวคงกลายเป็นผักกาดขาวแก่ ๆ หมดแล้ว พวกข้าอยากกินแบบที่ยังอ่อนอยู่” เย่อวี๋หรานเดินเข้าไปหา พาหญิงปากสว่างออกไปนอกแปลงผักของครอบครัวตนเอง
แท้จริงแล้ว นางแค่ไม่อยากให้หญิงปากสว่างเห็นพริกสีแดงในแปลงผักตนเองเท่านั้น
นางผลักประตูรั้วปิดลงตามเดิม
“แก่อ่อนอะไรกัน ต้องพิถีพิถันขนาดนั้นด้วยรึ? ก็ผักกาดขาวเหมือนกันหมดนี่นา?” หญิงปากสว่างไม่พอใจ แต่ก็ยังเดินตามออกไปข้างนอก
หลังออกไปยืนข้างนอกแล้ว นางยังคงรบเร้าถาม “เรื่องมันเทศ เจ้าช่วยคิดหาวิธีการให้หน่อยไม่ได้จริง ๆ หรือ? ปลูกอยู่ในที่ดินของเจ้าขนาดนั้นแล้ว เจ้าหาวิธีเก็บเอาไว้สักหลายมัด แล้วแอบเอามาให้ข้าก็ไม่ได้?”
“ยังจะหลายมัดอีก?” เย่อวี๋หรานเหงื่อตก กล่าวต่อไปว่า “เถามันเทศในแปลงปักชำของข้าจะปลูกได้สักกี่มัดกัน? ถ้าเจ้าจะเอาหลายมัด แล้วคนอื่นยังจะได้ปลูกอยู่ไหม?”
หญิงปากสว่างค่อนข้างกระดากใจ แต่ก็ยังตีหน้าหนาพูดต่อไปว่า “โธ่เอ๊ย เจ้าก็ให้พวกเขาน้อยลงหน่อย เจ้าบอกว่าไม่มีก็คือไม่มี พวกเขายังจะทำอะไรเจ้าได้อีก?”
“หญิงปากสว่าง ในเมื่อเจ้าจะมาหาข้า แล้วทำไมไม่สืบข่าวมาให้ดีเสียก่อน? ตั้งแต่เก็บมันเทศกลับมาที่เรือนข้า เจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสก็ปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว จัดการให้มีคนกำกับดูแลสองคนมาคอยสังเกตการณ์ที่เรือนข้าทุกวัน พวกข้ายังจะกล้าทำอะไรตุกติกได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานแสดงท่าทางลำบากใจ นางกล่าวต่อไปอีกว่า “ตอนนี้เอามันเทศลงดินแล้ว พวกเขาก็คอยไปเฝ้าทุกวัน จับตามองอย่างแน่นหนายิ่งนัก ถึงตอนที่เก็บต้นกล้าก็ต้องมีคนเฝ้าดูอยู่ตลอดแน่นอน เก็บเกี่ยวมาได้เท่าไหร่จะไม่รู้ได้อย่างไร? เรื่องตุกติกพรรค์นี้เจ้าก็เลิกคิดเสียเถอะ เจ้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสดีกว่า ดูว่าพวกเขาจะยอมยืดหยุ่นให้สักหน่อยหรือไม่ เพิ่มรายชื่อเข้าไปให้…”
ส่วนว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจะยอมตกปากรับคำหรือไม่ ก็ไม่ใช่ธุระของนางแล้ว
นางเชื่อว่าเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสสามารถรับมือหญิงปากสว่างได้โดยไม่มีปัญหา
สีหน้าหญิงปากสว่างเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองขึ้นมาทันตา “ถ้าไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสแล้วได้เรื่อง ข้ายังต้องมาหาเจ้าอีกหรือ?”
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสมาแล้ว? เจ้าไปหาพวกเขามาแล้ว ยังจะมาหาข้าอีกทำไม? เจ้ายังตกลงกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่ได้ แล้วข้าจะทำได้หรือ? เจ้ายังจะให้ข้าแอบทำลับหลังพวกเขา ไม่เท่ากับว่าให้ข้าล่วงเกินพวกเขาหรือไร? ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด หญิงปากสว่าง ครอบครัวพวกข้ายังต้องอยู่หมู่บ้านสกุลจูต่อไปนะ ถ้าข้าไปล่วงเกินเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส แล้ววันหน้าลูกหลานข้าจะทำอย่างไร?”
นางพูดดักหญิงปากสว่างเอาไว้ทันที ปฏิเสธอีกฝ่ายอย่างชอบด้วยเหตุและผล
ตลกแล้ว ยังไม่พูดถึงว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราสองคนดีเหมือนที่เจ้าว่ามาหรือไม่ ต่อให้เป็นเรื่องจริง ผู้ใดจะทำเพื่อคนข้างบ้านคนเดียวจนส่งผลกระทบต่อคนรุ่นหลัง?
หญิงปากสว่างพูดอะไรไม่ออก ได้แต่ถลึงตามองเย่อวี๋หรานอย่างขุ่นเคือง “พูดไปพูดมา เจ้าก็แค่ไม่อยากช่วยข้าใช่ไหม? เสียทีที่ข้ายังคำนึงถึงเพื่อนเก่า อยากพาเจ้าร่ำรวยไปด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นคนพรรค์นี้ คนเนรคุณที่ไม่รู้จักสำนึกบุญคุณ! ถุย!”
ด่าจบก็หิ้วตะกร้าเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงจากไป
เย่อวี๋หรานมองตามเงาหลังอีกฝ่ายที่จากไปไกล ก่อนจะส่ายหน้าพลางทอดถอนใจ “เฮ้อ…ยังจะมาเพื่อนเก่าอะไรอีก? ความสัมพันธ์พวกนั้นถูกเจ้าลบล้างไปหมดตั้งนานแล้ว”
ปกติแล้วเวลาที่นางไม่มีประโยชน์ นางก็คือ ‘ศัตรู’ ครั้นนางมีประโยชน์ขึ้นมาก็กลายเป็น ‘เพื่อนเก่า’ เสียอย่างนั้น หญิงปากสว่างช่างเปลี่ยนสีหน้าได้รวดเร็วจริงแท้
จะดีหรือเลวล้วนต้องให้ตนเองเป็นคนกำหนด