ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 379 ปกป้องแม่สามี
บทที่ 379 ปกป้องแม่สามี
ไม่หรอกมั้ง จริงหรือเปล่าเนี่ย หญิงปากสว่างกล้าทำแบบนั้นด้วยหรือ?
แต่จะว่าไป หญิงปากสว่างไม่ได้เพิ่งจะไม่พอใจหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์วันสองวันนี้ เรื่องนี้ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เฮ้อ…หญิงปากสว่างก็จริง ๆ เลย อยู่ดี ๆ ไม่ชอบ เอาแต่จ้องจับผิดหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไปทำไม? ประเด็นคือนางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายด้วยน่ะสิ
หญิงปากสว่างโมโหยิ่งนัก เพิ่งอ้าปากขึ้นมาก็ถูกหลี่ซื่อดักคอ จะกี่ครั้งก็พูดไม่ชนะอีกฝ่ายเสียที อึดอัดคับข้องใจเป็นที่สุด
“เรื่องที่ข้าถูกพิษ แม่สามีเจ้าคงปฏิเสธไม่ได้กระมัง? ข้าต้องมาหาหมอเชียวนะ ข้ามีท่านหมอเป็นพยาน…” อารามร้อนใจ หญิงปากสว่างยังลากหมอชาวบ้านลงน้ำมาด้วย ให้เขาเป็นพยานว่านางถูกพิษจริง ๆ ถึงขั้นจะเอาชีวิตกันแล้ว
ถ้านางต้องตาย นางก็จะให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์เอาชีวิตมาชดใช้
“เจ้าถูกพิษแล้วไปเกี่ยวอะไรกับแม่ข้า? เจ้าเอาหลักฐานมาสิ” หลี่ซื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ยอมรับว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเย่อวี๋หรานเด็ดขาด
เวลาไหนควรแบ่งแยกคนในคนนอก ในฐานะลูกสะใภ้สกุลจู นางแบ่งแยกได้ชัดเจนยิ่งนัก
พูดเป็นเล่นไป ถ้านางยอมรับหรือแสดงท่าทีอ่อนแอ หลังจากนี้ ‘มลทิน’ บนร่างแม่สามียังจะล้างออกได้อีกหรือ?
ถ้าให้นางพูด หญิงปากสว่างจะตายหรือไม่ตายก็สมน้ำหน้าแล้ว ไม่เกี่ยวอะไรกับครอบครัวของตน
“ข้าจะไม่มีหลักฐานได้อย่างไร? ข้ามีสิ เจ้ารอก่อนเถอะ พี่ข้ากลับไปเอาแล้ว รอจนพี่ข้ากลับมา ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์จะปัดความเกี่ยวข้องให้พ้นตัวได้อย่างไร…” หญิงปากสว่างมั่นใจอย่างยิ่งยวด
หลี่ซื่อใจเต้นรัวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ นางไม่คิดว่าแม่สามีจะทำเรื่องแบบนี้ แต่ฝ่ายตรงข้ามดูจะมั่นใจเกินไปแล้วกระมัง?
เหตุใดจึงรู้สึกว่ามีหลักฐานชัดเจนแน่นหนาเช่นนั้นเล่า?
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง นางควรตอบโต้กลับไปอย่างไร?
ครุ่นคิดเพียงครู่ หลี่ซื่อก็ตัดสินใจได้ทันที นางจะยืนกรานจนถึงที่สุด ต่อให้มีหลักฐาน นางก็ต้องทำให้เป็นโมฆะ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจให้แม่สามีต้องแบกรับข้อกล่าวหาเช่นนี้เป็นอันขาด
ขณะนั้นเอง มีคนในหมู่บ้านถือพริกสดสีแดงวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง “ท่านหมอ ท่านหมอ ผลไม้พิษมาแล้ว…”
หญิงปากสว่างได้ยินว่าคนมาถึงแล้วแววตาก็พลันสว่างวาบ นางรีบวิ่งออกมาทันที “เอามา เอามาเร็วเข้า!”
คนผู้นั้นวิ่งเข้ามาในเรือน ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกหญิงปากสว่างแย่งไปก่อนแล้ว
นางคว้าพริกมาได้ ปฏิกิริยาตอบสนองอันดับแรกกลับไม่ใช่การส่งไปให้หมอชาวบ้าน แต่ยื่นไปถึงตรงหน้าหลี่ซื่อ แล้วร้องเสียงดังว่า “เห็นหรือยัง นี่ก็คือหลักฐาน ทั่วทั้งหมู่บ้านสกุลจูมีเพียงครอบครัวเจ้าที่ปลูกอยู่ ถ้าหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ได้เป็นคนวางยาพิษแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก? คราวนี้พวกเจ้าคนไหนก็อย่าหวังว่าจะหนีพ้นเลย”
หลี่ซื่อมองพริกสีแดงสดนั้นก็พลันแน่นิ่ง ช้าก่อน เจ้านี่เหตุใดจึงคุ้นตานัก?
มีเพียงครอบครัวนางที่ปลูก?
แปลงผัก?!
หลี่ซื่อนึกขึ้นได้กะทันหันก็ต้องตะลึงพรึงเพริด “เจ้าคงไม่ได้หมายถึงของที่อยู่ในแปลงผักของพวกข้าหรอกกระมัง? ข้าว่าแปลกเสียแล้ว ของที่ปลูกอยู่ในแปลงผักของข้า ทำไมไปอยู่ที่เรือนของเจ้าเสียได้? เจ้ามาบอกพวกข้าตอนไหนหรือว่าจะยืมผักของพวกข้าไปใช้?”
หลี่ซื่อหันกลับมาถามหลิ่วซื่อและหลิวซื่อว่าพวกนางสองคนได้ทราบมาก่อนหรือไม่
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อถูกนางกระตุ้นเตือนเช่นนั้นก็นึกออกว่าเจ้าสิ่งนั้นคืออะไร ต่างก็พากันส่ายศีรษะ
“ไม่เลย จะให้ยืมได้อย่างไร?” หลิวซื่อกล่าวอย่างมั่นใจยิ่งนัก “แม่สามีบอกว่านั่นคือสมุนไพร ปกติไม่ให้พวกข้าแตะต้องด้วยซ้ำ เพียงให้พวกข้าคอยดูแล ของที่พวกข้าเองยังไม่แตะต้อง แล้วจะเอาไปให้คนอื่นใช้เป็นอาหารได้อย่างไร?”
หลี่ซื่อกล่าวตามมาว่า “หญิงปากสว่าง เจ้าคงไม่ได้ขโมยไปจากแปลงผักของพวกข้าหรอกใช่ไหม? เจ้าขโมยของที่ไม่รู้จักไปเอง กินแล้วโดนพิษ ยังจะมาใส่ร้ายแม่สามีของพวกข้า เจ้าต้องการอะไรกันแน่?”
แล้วยกตัวอย่างทันทีว่า ถ้ามีบ้านไหนต้องการจะวางยาเบื่อหนูจึงได้ซื้อยากลับมา แต่เพื่อนบ้านดันมาขโมยไปทำอาหาร ทำให้โดนพิษเสียเอง คนที่ซื้อยาเบื่อหนูกลับมาก็ต้องโชคร้ายน่ะสิ?
ใต้หล้ามีหลักการเช่นนี้ที่ไหนกัน เจ้าขโมยของของผู้อื่นไปแล้วถูกพิษ ยังจะให้ผู้อื่นชดใช้อีก?
คนรอบข้างได้ยินเช่นนั้นก็บังเกิดเสียงถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นมาทันที
“นั่นน่ะสิ ขโมยยาเบื่อหนูของคนอื่นไปกินจนเป็นเหตุให้มีคนตายแล้วยังจะให้คนเขาชดใช้? ยาที่คนอื่นซื้อมาวางไว้ในเรือนอยู่ดี ๆ ถ้าเจ้าไม่ขโมยแล้วจะตายได้อย่างไร?”
“ไร้เหตุผลจริง ๆ นั่นแหละ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงยังจะมีใครกล้าซื้อยาเบื่อหนูมาเบื่อหนูอีก ถ้าถูกคนขโมยไป…”
……
หญิงปากสว่างได้ยินเสียงรอบด้านแล้วก็โมโหยิ่งนัก
นางตะโกนขึ้นมาว่า “หลี่ซื่อ ข้าขอสู้ตายกับเจ้าแล้ว!”
หญิงปากสว่างโยนพริกสดสีแดงทิ้งแล้วปรี่เข้าหาหลี่ซื่อ ตะปบเล็บใส่ผมและใบหน้าของหลี่ซื่อด้วยท่าทางดุร้าย
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อรีบปกป้องหลี่ซื่อแล้วพาถอยหลังไปหลบในกลุ่มคนทันที
ตลกแล้ว คนบางคนยังถูกพิษอยู่เลยนะ ถ้าประมือกันแล้วพลั้งมือ ‘ตี’ หญิงปากสว่างจนถึงแก่ชีวิต ถึงตอนนั้นก็กลายเป็นความผิดของพวกนางแล้วน่ะสิ?
พวกนางไม่ได้โง่ ย่อมไม่ยอมให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นกับตนเองอยู่แล้ว
หมอชาวบ้านทั้งโมโหทั้งโกรธกริ้ว “หญิงปากสว่าง เจ้ายังจะรักษาอยู่ไหม? โวยวายอยู่นั่นแหละ อาละวาดหาพระแสงอะไร เจ้าไม่ต้องการชีวิตแล้วเรอะ?!”
ตัวเองเป็นคนป่วยแท้ ๆ แต่กลับไม่รู้จักรอรับการตรวจโรคแต่โดยดี หาเรื่องทะเลาะกับผู้อื่นอยู่ได้ทั้งวี่ทั้งวัน คิดว่าเรือนของเขาเป็นอะไรหรือ?
ถ้าไม่ใช่คนหมู่บ้านเดียวกัน เขาก็อยากจะไล่ ‘สตรีวิปลาส’ ผู้นี้ออกไปให้พ้น ๆ เสียจริง
มีคนในหมู่บ้านช่วยห้ามปราม หญิงปากสว่างไม่สามารถจับหลี่ซื่อได้ในทันที ทั้งยังถูกหมอชาวบ้านขึ้นเสียงใส่เช่นนี้ หญิงปากสว่างถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าชีวิตตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ก็รีบร่ำไห้ขอร้องหมอชาวบ้าน ขอให้อีกฝ่ายรักษาตนเอง
หมอชาวบ้านมีสีหน้าไม่น่ามองอย่างยิ่ง แต่ก็ต้องกล้ำกลืนโทสะลงไปและกล่าวว่า “คนถูกพิษไม่ควรร้องไห้โวยวายโมโหขุ่นเคือง เพราะจะไปกระตุ้นให้พิษในร่างกำเริบ ถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่ก็นั่งอยู่ตรงนี้อย่างสงบ ถ้าโวยวายอีก ต่อให้เป็นเทพเซียนก็ช่วยเจ้าไม่ได้แล้ว”
เขากล่าวจบก็หยิบพริกเดินเข้าไปในเรือน
“นี่ ท่านหมอ ท่านจะไปไหน?” หญิงปากสว่างเห็นว่าเขาจะจากไปแล้วก็ตกใจ รีบร้องเรียกคนเอาไว้
หมอชาวบ้านกล่าวโดยไม่หันกลับมา “ทดสอบพิษ”
คราวนี้หญิงปากสว่างนับว่าอยู่นิ่ง ๆ ได้เสียที ไม่กล้าวิวาทกับหลี่ซื่ออีกแล้ว แต่ตอนที่หันกลับมานั้น สายตาที่มองมาทางหลี่ซื่อนั้นราวกับจะกินนางลงท้องไปก็ไม่ปาน
หลี่ซื่อหาได้กลัว ถลึงตาตอบโต้กลับไปทันที
สองฝั่งมีคนคอยกันท่า เกรงว่าจะอาละวาดกันขึ้นมาอีก ทั้งยังมีคนเกลี้ยกล่อมหลี่ซื่อให้รีบไปเรียกแม่สามีของนางมา เรื่องนี้ต้องให้แม่สามีของนางออกหน้าสะสาง
หลี่ซื่อตอบกลับเสียงเบา “ข้าให้น้องสะใภ้ห้ากลับไปแจ้งแม่สามีแล้ว ประเดี๋ยวแม่สามีข้ามาถึง ข้าก็จะคอยดูเหมือนกันว่าหญิงเจ้าเล่ห์คนนี้ยังจะพูดอะไรอีก คิดจะใส่ร้ายแม่สามีข้าก็ต้องดูก่อนว่าลูกสะใภ้อย่างพวกข้าตกลงหรือไม่”
คนรอบข้างออกจะประหลาดใจ ไม่คาดว่าหลี่ซื่อจะปกป้องแม่สามีถึงขั้นนี้ อย่างไรเสียชื่อเสียงของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ก็ไม่ดีเท่าไหร่ ได้ชื่อว่าเป็นสตรีดุร้าย พวกเขายังนึกว่าลูกสะใภ้เหล่านี้เคารพหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์แต่เพียงเปลือกนอกเสียอีก
“เจ้าปกป้องแม่สามีของเจ้าขนาดนี้เชียว?” มีคนถามหยั่งเชิง
“แล้วทำไมข้าจะไม่ปกป้องแม่สามีของข้าเล่า? แม่สามีดีต่อพวกข้ายิ่งนัก ข้าจะบอกให้นะ…” หลี่ซื่อจึงเริ่มสาธยายเรื่องที่แม่สามีมักให้ลูกสะใภ้กลับไปเยี่ยมบ้านเดิมอยู่บ่อย ๆ ทั้งยังเตรียมของเยี่ยมให้พวกนางด้วยตนเอง ครอบครัวไหนมีแม่สามีดีปานนี้บ้าง?
แม้สิ่งของจะไม่ได้มากมายอะไร แต่ก็เป็นน้ำใจเหมือนกันนี่นา?
นอกจากนี้ นางยังเล่าต่อไปว่าเวลาที่ลูกสะใภ้ในครอบครัวถูก ‘รังแก’ แม่สามีก็คอยออกหน้าช่วยเหลือตลอดมาไม่ใช่หรือไร?
แม่สามีดี ๆ แบบนี้ยังจะไปหาจากที่ใดได้อีก?