ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 385 อาศัยโชค
บทที่ 385 อาศัยโชค
เจตนาของจูหย่งหนิงชัดเจนยิ่งนัก เงินค่าเสียหายสองร้อยแปดสิบสี่เหรียญนี้ให้แบ่งกันชดใช้ฝ่ายละครึ่ง
เมื่อจ้าวกุ้ยเซิงได้ยินว่าต้องจ่ายหนี้สินมากมายเช่นนั้นย่อมไม่ตอบตกลงอยู่แล้ว
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงทะเลาะกันขึ้นมา
เทียบกับครอบครัวจูหย่งหนิงที่ ‘ไม่อาจอยู่อย่างสงบ’ ทว่าทางด้านเย่อวี๋หรานนั้นเห็นได้ชัดว่าสงบเงียบกว่ามาก
แม้ว่าการที่หญิงปากสว่างแอบขโมยพริกแดงไปจะเทียบได้กับการแทงข้างหลังเย่อวี๋หราน แต่ขอเพียงต้นพริกยังอยู่ เรื่องขยายพันธุ์พริกก็ยังคงมีความหวัง
นอกจากนี้ หลังจากเย่อวี๋หรานตรวจสอบพริกแดงที่ถูกเด็ดไปเหล่านั้นก็พบว่าส่วนใหญ่สุกจัดหมดแล้ว
นางไม่แน่ใจว่าหากนำพริกเหล่านี้ไปปลูกต่อจะรอดหรือไม่ แต่ก็ยังหาถ้วยมาใบหนึ่ง ขูดเมล็ดในเม็ดพริกออกมา แล้วให้ลูกสะใภ้เอาไปตากไว้ข้างนอก
“ท่านแม่ ท่านบอกว่าถ้าเด็ดลงมาตั้งแต่ตอนที่ยังไม่แห้งดี จะปลูกไม่ติดไม่ใช่หรือเจ้าคะ?” ตอนที่หลี่ซื่อเอาออกไปตากยังไม่วายเอ่ยถาม
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เฮ้อ…รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น[1] ถึงอย่างไรก็คงต้องลองดู ถ้ารอดมาได้สักต้นสองต้นเล่า?”
หลี่ซื่อไม่พูดอะไรอีก เพราะทราบว่าแม่สามีกำลังปวดใจอยู่ ทำได้เพียงยกถ้วยออกไปข้างนอก
ส่วนเปลือกพริกที่เหลือ เย่อวี๋หรานให้ลูกสะใภ้ที่รับผิดชอบทำอาหารวันนี้ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นเส้น ๆ ถึงตอนจะทำอาหารค่อยเรียกนาง
เพิ่งสั่งงานเสร็จ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสก็มาเยือน
หลินซื่ออยู่ในลานเรือนพอดี จึงรีบเชื้อเชิญพวกเขาเข้าไปในเรือน
ไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานสั่งความก็มีคนยกเก้าอี้และน้ำชามาส่งให้เรียบร้อย
เห็นครอบครัวสกุลจูเป็นระเบียบเรียบร้อยมีแบบแผนเช่นนี้ เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสหมู่บ้านสกุลจูก็นึกอิจฉา “ยังคงเป็นเจ้าที่สั่งสอนลูกสะใภ้ได้ดี เจ้าดูสิ พวกนางรู้ความเพียงไหน ไม่จำเป็นต้องให้เจ้าออกปาก พวกนางก็รู้ว่าควรทำอะไร ไม่เหมือนลูกสะใภ้ข้า พูดไปหลายครั้งแล้วก็ไม่แน่ว่าจะใช้งานได้”
“ไม่ใช่ว่าพูดแล้วไม่ทำตาม ประการสำคัญคือพูดน้อยไปหนึ่งประโยค พวกนางก็จะทำตกหล่นบกพร่อง พอหลายครั้งเข้าก็คร้านจะเรียกใช้งานแล้ว”
……
พวกเขาพูดคุยเรื่องสัพเพเหระในชีวิตประจำวัน ไม่ได้รีบร้อนเข้าประเด็น
เย่อวี๋หรานเห็นว่าพวกเขายังไม่พูด ก็ไม่ได้เป็นฝ่ายพูดถึงก่อน แต่คล้อยตามคำพูดของพวกเขา “ข้าสั่งสอนพวกนางที่ไหนกัน พวกนางปรึกษากันเองต่างหาก พวกท่านก็น่าจะรู้ว่าข้าเป็นคนนิสัยไม่ดี ชอบจับผิด พอจับผิดบ่อยครั้งเข้า พวกนางก็รู้แล้วว่าควรทำอย่างไรจึงจะไม่ถูกข้าตำหนิ”
นางยังพูดว่าลูกสะใภ้เก่งเกินไปก็ไม่ดีตรงนี้เอง อยากตำหนิพวกนางสักหน่อยก็ต้องหาเหตุให้ได้เสียก่อน
เจ้าหน้าที่ฟังแล้วก็หัวเราะเสียงเบา “เจ้าช่างไม่รู้จักเสพสุขเสียจริง ถ้าลูกสะใภ้บ้านข้าเก่งกาจปานนี้ เมียข้าคงหัวเราะจนตื่นจากฝันเลยทีเดียว”
“นั่นเป็นเพราะฮูหยินของท่านใจดี ชอบทำอะไรด้วยตนเอง ไม่มองลูกสะใภ้เป็นคนนอก แต่เอ็นดูราวกับลูกสาวแท้ ๆ มีเด็กสาวคนไหนตอนอยู่บ้านเดิมไม่เคยทำให้คนเป็นแม่โมโหบ้าง? มีแต่ตอนที่ออกมาเป็นแขกนอกบ้านตัวเองถึงได้สุภาพเรียบร้อย ไม่ให้คนอื่นมาจับผิดได้” เย่อวี๋หรานกล่าว “พวกนางคอยปรนนิบัติรับใช้โดยมองว่าข้าเป็น ‘คนนอก’ ต่างหาก”
“ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง เจ้าไม่ต้องถ่อมตัวแล้ว แม้ว่าพวกข้าสองคนจะไปถึงช้าไปบ้าง แต่ตอนที่ลูกสะใภ้ของเจ้าทะเลาะกับหญิงปากสว่างอยู่ที่เรือนหมอชาวบ้านก็ปกป้องเจ้าอย่างแข็งขันยิ่งนัก เรื่องนี้พวกข้าได้ยินมาแล้ว ถ้าพวกนางมองว่าเจ้าเป็น ‘คนนอก’ จริง ๆ จะปกป้องเจ้าขนาดนี้หรือ?” เจ้าหน้าที่กล่าว “ตอนนี้เกรงว่าคงมีคนไม่น้อยอิจฉาเจ้าที่เลือกลูกสะใภ้ได้ดีขนาดนี้”
“หากอยู่ข้างนอกแล้วยังไม่รู้จักปกป้องข้า แบบนั้นไม่เท่ากับว่าข้าชุบเลี้ยงคนเนรคุณแล้วหรือ?” คำพูดของเย่อวี๋หรานปราศจากความเกรงใจแม้แต่น้อย นางกล่าวว่า “เลี้ยงสุนัขยังรู้จักส่ายหางให้ข้า ลูกสะใภ้ของข้าถ้าไม่รู้จักปกป้องข้าที่เป็นแม่สามีเวลาอยู่ข้างนอก ข้าคงขาดทุนย่อยยับ
แล้ว”
“เหตุผลก็เป็นเช่นนี้ แต่ก็ต้องมีความรู้สึกร่วมด้วยเช่นกันถึงจะแสดงออกมาได้ เจ้าดีต่อลูกสะใภ้ พวกนางจึงดีต่อเจ้า” เจ้าหน้าที่เปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปเรื่องพริกแดง “พวกข้ามาถึงช้า มีหลายเรื่องยังไม่เข้าใจ ของที่หญิงปากสว่างขโมยไปจากแปลงผักบ้านเจ้าเรียกว่าพริกกระมัง?”
“ใช่แล้ว ก็คือพริก เพราะมันมีสีแดง ข้าจึงเรียกมันว่าพริกแดง”
“เอ๊ะ พริกแดงนี่มีไว้ทำอะไรกันแน่ ถึงได้ราคาตั้งเมล็ดละสองเหรียญ แพงเกินไปหรือเปล่า?” เจ้าหน้าที่เว้นช่วงไปเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ตอนนั้นอยู่ต่อหน้าคนจำนวนมาก เจ้ากับจูหย่งหนิงก็เจรจากันเรียบร้อยแล้ว พวกข้าไม่สะดวกจะถาม ว่ากันตามตรง พวกข้าอยู่มาจนป่านนี้ นอกจากพวกผู้ดีมีอันจะกิน ก็ไม่เคยเห็นเมล็ดพันธุ์พืชที่ไหนแพงเท่านี้มาก่อนเลย ต่อให้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับทำนา ทั้งหมดนั้นก็ราคาแค่ไม่กี่เหรียญ”
“ตอนรับมาก็แค่ไม่กี่เหรียญ แต่ปลูกได้แล้วต้องจ่ายภาษีสามในสิบส่วน ถ้าปลูกได้ผลผลิตน้อยก็ไม่เหลืออะไรแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าปลูกพริกแดงให้ดีได้ หนึ่งเมล็ดสองเหรียญไม่ถือว่าแพง เมล็ดพันธุ์หนึ่งเมล็ดสามารถปลูกพริกได้หนึ่งต้น เมื่อต้นพริกโตแล้วสามารถออกผลพริกได้หลายเม็ด ถ้าข้าขยายพันธุ์ได้หลายครั้ง ภายในเวลาไม่กี่ปี อาศัยแค่เมล็ดพันธุ์พริก ข้าก็รวยแล้ว”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสคิดไม่ถึงว่านางจะกล่าวเช่นนี้ก็อึ้งไป
“ของสิ่งนี้ปลูกยาก ล้ำค่านัก ปีที่แล้วข้าซื้อมาหนึ่งกระจาด เก็บพริกแดงไว้ห้าหกเม็ดสำหรับขยายพันธุ์ พอขูดเมล็ดออกมาแล้วก็ได้แค่ร้อยกว่าเมล็ดเท่านั้น ปรากฏว่าปีนี้ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิเป็นต้นมาก็ปลูกรอดมาได้แค่สิบกว่าต้น พวกท่านว่าหญิงปากสว่างทำพริกแดงข้าเสียหายไปเจ็ดแปดเม็ดในคราวเดียว ข้าจะไม่โกรธได้อย่างไร?”
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสไม่ทราบว่าจะตอบรับคำกล่าวนี้อย่างไร
ปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่ใช้กับอัตราการปลูกสำเร็จเหลื่อมล้ำกันเกินไปแล้ว นี่จะปลูกยากเกินไปหรือเปล่า?
“โอกาสปลูกรอดต่ำปานนี้?! จูต้าเหนียง แล้วท่านจะปลูกไปทำไมเล่า?” เดิมทีคิดว่าพืชชนิดนี้ล้ำค่ามีราคา เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสจึงอดจะหวั่นไหวไม่ได้
แม้ว่าเมล็ดพันธุ์ราคาเมล็ดละสองเหรียญจะล่อลวงจิตใจคนจริง ๆ แต่อัตรารอดชีวิตต่ำปานนี้ ตั้งแต่ปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยวก็ออกจะไม่คุ้มค่าเท่าไหร่แล้ว
สำหรับชาวนาชาวไร่ การมีกินอิ่มท้องสำคัญกว่าการหาเงิน
“ใช่แล้ว ต่ำขนาดนี้แหละ” เย่อวี๋หรานไม่ได้บอกว่าพวกนางปลูกเป็นครั้งแรก จึงเดินทางอ้อมมาไม่น้อย
ถึงช่วงหลังเริ่มชำนาญ จับทางได้แล้ว อัตรารอดชีวิตก็มากขึ้นกว่าเดิม
แต่นางไม่อยากบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส กลัวว่าหากบอกไปแล้วอีกฝ่ายจะคิดว่าตนเอง ‘ทำได้ทุกอย่าง’ ต่อไปไม่ว่าจะพบเจอเรื่องอะไรก็จะมาหานาง ถ้าเป็นเช่นนั้นคงเท่ากับว่านางทำร้ายตัวเองเสียแล้ว
ในเมื่อ ‘ทำได้ทุกอย่าง’ แล้วจะอนุญาตให้ล้มเหลวงั้นหรือ?
ไม่อนุญาตให้ล้มเหลวเด็ดขาด
เย่อวี๋หรานทอดถอนใจแล้วกล่าวด้วยสีหน้าทุกข์ระทม “ต่ำก็ต้องปลูกอยู่ดี ไม่ปลูกแล้วจะหาทางออกได้อย่างไร? เจ้าหน้าที่ ผู้อาวุโส พวกท่านคงไม่ได้คิดว่าการเพาะปลูกจะทำให้ทองงอกออกมาได้หรอกนะ? มีแต่ต้องทดลองทำไปช้า ๆ ลองทำไปทีละอย่าง นานไปต้องมีสักคราวที่โชคดี ทดลองจนพบของดี เหมือนกับที่ข้าลองปลูกมันเทศก่อนหน้านี้ ก็โชคดีปลูกออกมาได้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
นางพูดออกมาเองว่าตนโชคดี ทำให้อีกฝ่ายตระหนักว่าทั้งข้าวสาลีฤดูหนาวและมันเทศ ที่จริงแล้วก็เป็น ‘โชค’ อย่างหนึ่งเท่านั้น
บางคนเกิดมาโชคดี บางคนเกิดมาโชคไม่ดี บางเรื่องจะอธิบายได้ไม่ชัดเจนก็ไม่แปลก
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสย่อมทราบว่าการเพาะปลูกให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย พวกเขาเพาะปลูกมานานปี บรรพบุรุษก็เพาะปลูกมาหลายปีเพียงนั้น ถ้าการเพาะปลูกได้ผลสำเร็จง่ายดายปานนั้นก็คงจะทำสำเร็จไปนานแล้ว ยังจะรอถึงตอนนี้อีกหรือ?
ครั้นได้ยินเย่อวี๋หรานบอกว่าความสำเร็จเหล่านั้นเป็นเพียงความโชคดี พวกเขากลับนึกโล่งอก
ในเมื่อเป็นเพราะโชค เช่นนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นปัญหาด้านสติปัญญาความสามารถและวิสัยทัศน์ของพวกเขา
ได้แต่กล่าวว่า ควันลอยออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษสกุลจู[2] โชคดีจึงบังเอิญไปตกที่เย่อวี๋หราน
[1] รักษาม้าตายดั่งม้าเป็น 死马当活马治 หมายถึง การพยายามทำอะไรบางอย่างแม้จะรู้ว่ามีความเป็นไปได้ริบหรี่หรือเป็นไปไม่ได้ มักสื่อว่าเป็นความพยายามครั้งสุดท้าย
[2] ควันลอยออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษ 祖上冒青烟了 หรือ 祖坟冒青烟 คนจีนโบราณมักเชื่อมโยงโชคชะตาของคนรุ่นหลังกับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลุมศพบรรพบุรุษ ควันเกิดจากไฟ 火 เมื่อมีควันก็แสดงว่ากำลังจะเกิดไฟแล้ว ซึ่งพ้องเสียงกับคำว่าเจริญรุ่งเรือง 火起来 ควันลอยออกมาจากหลุมศพบรรพบุรุษ หมายถึง ครอบครัวจะก้าวหน้ารุ่งเรือง ลูกหลานได้เป็นคนใหญ่คนโต สมัยโบราณมักใช้พูดในโอกาสที่มีคนในครอบครัวสอบเป็นขุนนางได้ แต่ในปัจจุบันแฝงความหมายเสียดสี สื่อว่า ความสำเร็จของอีกฝ่ายอาศัยโชค ไม่ได้ใช้ความสามารถแลกมา