ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 404 ต้องเป็นอีกฝ่ายเท่านั้น
บทที่ 404 ต้องเป็นอีกฝ่ายเท่านั้น
หลิวไป๋ฮวาสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวัง เพราะหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นี้น่ากลัวเหมือนในคำร่ำลือไม่มีผิด มีชั้นเชิงกว่าจูซื่อเสิ่นไม่รู้กี่เท่า นางไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่ายเลยสักนิด
เดิมทีก็มีความสัมพันธ์อันเลวร้ายกับแม่สามีอยู่แล้ว จูซื่อหู่ที่อยู่ตรงกลางยังเป็นเจ้าโง่ที่รับมืออะไรไม่ไหวคนหนึ่ง ด้านหลังยังมีหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์คอยซุ่มมองดั่งเสือร้าย ถ้านางยังดึงดันจะแต่งเข้าสกุลจูให้ได้ นางยังจะมีชีวิตที่ดีได้หรือ?
“ดังนั้นข้าถึงได้บอกว่าเลือกสามีต้องเบิกตาให้กว้าง เลือกให้ดี” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ถ้าเจ้ามีวาสนากับจูซื่อหู่ สุดท้ายก็ต้องได้คู่กัน แต่ถ้าไร้วาสนาต่อกันแล้ว ต่อให้ฝืนอยู่ด้วยกันไป ทั้งสองคนก็ไม่มีความสุข เจ้าว่าใช่หรือไม่?”
หลิวไป๋ฮวาจิตใจสั่นสะท้าน “เจ้าค่ะ”
เย่อวี๋หรานหันกลับมาหาจูซื่อหู่อีกครั้งแล้วกล่าวว่า “ซื่อหู่ คำพูดที่ข้าบอกหลิวไป๋ฮวาไปเมื่อครู่นี้เจ้าก็ได้ยินแล้ว ไม่ว่าจะเป็นแม่สามีหาลูกสะใภ้มาให้ลูกชาย หรือหาลูกเขยมาแต่งกับลูกสาว ต่างฝ่ายต่างก็มีกฎเกณฑ์ของตัวเอง เจ้าลองว่ามา ที่ข้าพูดมาถูกต้องใช่ไหม?”
จูซื่อหู่มองหลิวไป๋ฮวาสักพักจึงตอบรับ “ขอรับ”
“เช่นนั้นก็พอแล้ว ในเมื่อพวกเจ้าสองคนยังไม่ถึงขั้นที่ต้องแต่งกับอีกฝ่ายเท่านั้น เรื่องนี้ก็พักไว้เท่านี้เสียก่อน พวกเจ้าสองคนแยกย้ายกลับเรือนตัวเอง พักนี้ไม่ต้องเจอหน้ากันอีกแล้ว ลองสงบใจทบทวนให้ดี ถ้ายังรู้สึกว่าต้องเป็นอีกฝ่ายเท่านั้น ถึงตอนนั้นค่อยมาต่อสู้กับผู้ใหญ่อย่างพวกข้าก็ยังทัน” เย่อวี๋หรานคลี่คลายเรื่องราวโดยใช้ถ้อยคำเพียงไม่กี่ประโยค
แม้จะยังไม่ได้สะสางลงโดยสมบูรณ์ แต่ก็นับว่าสิ้นสุดลงชั่วคราว
เมื่อเป็นเช่นนี้หลายครั้งเข้า สุดท้ายก็จะถอดใจไปเอง
กลัวก็แต่ทั้งคู่จะหุนหันพลันแล่นจนไม่ฟังคำคัดค้านของใครทั้งนั้น ทำอะไรลงไปด้วยอารมณ์ชั่ววูบ
ยกตัวอย่างเช่นเหตุการณ์เมื่อครู่ จูซื่อหู่ถูกภาพที่หลิวไป๋ฮวาพุ่งชนต้นไม้ทำให้สะเทือนอารมณ์จนปะทะกับจูซื่อเสิ่น สองแม่ลูกเกือบจะแตกหักกันเสียแล้ว
“พวกเจ้าสองคนมีอะไรอยากบอกต่ออีกฝ่ายหรือไม่? ถ้ามีอะไรก็บอกกล่าวออกมาให้ชัดเจน อย่าปล่อยให้เกิดความเข้าใจผิด แล้วมาโทษทีหลังว่าผู้ใหญ่อย่างพวกข้าไม่เปิดโอกาสให้พวกเจ้า” สุดท้ายนี้ เย่อวี๋หรานยังไม่ลืมเปิดโอกาสให้ทั้งคู่ได้พูดจากัน เพื่อที่ว่าหลังแยกจากกันไปครานี้ พวกเขาจะได้ไม่ลอบมาพบกันลับหลังผู้ใหญ่อีก
จูซื่อหู่ละล้าละลัง ไม่รู้ว่าควรพูดอะไร
แต่หลิวไป๋ฮวากลับยังไม่ถอดใจไปเสียทีเดียว ถึงจะต้องยอมแพ้ชั่วคราวไปก่อน แต่นางก็ไม่อยากให้ตนเองดูไม่ดีในสายตาของจูซื่อหู่
ดังนั้น นางจึงกล่าวว่า “ข้า…ข้ามีเรื่องอยากพูดกับพี่หู่จื่อ จูต้าเหนียง ข้าขอพูดกับพี่หู่จื่อเป็นการส่วนตัวได้ไหมเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ได้สิ แต่พวกเจ้าต้องรับปากก่อนว่า ถึงพวกเจ้าจะยินยอมพร้อมใจกันทั้งคู่ แต่ถ้ายังไม่ได้หมั้นหมายก็ห้ามแตะต้องร่างกายของกันและกันเด็ดขาด ชื่อเสียงของเด็กสาวเป็นสิ่งล้ำค่า ไม่อาจปล่อยให้มีคำครหาแม้แต่น้อยนิด เข้าใจไหม?”
จูซื่อหู่และหลิวไป๋ฮวาพยักหน้า
เมื่อจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นเย่อวี๋หรานเดินกลับมา ปล่อยให้เด็กทั้งสองอยู่ด้วยกันตามลำพังก็ตกใจ
พวกนางรีบเดินเข้ามาหา “พี่สะใภ้ ทำไมท่านปล่อยให้พวกเขาอยู่ด้วยกันแบบนั้นล่ะเจ้าคะ?!”
“ชู่…” เย่อวี๋หรานแตะนิ้วชี้ไว้เหนือริมฝีปากเป็นเชิงบอกให้พวกนางเบาเสียง นางเองก็ลดเสียงลงพลางเอ่ยว่า “ข้าเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้ชั่วคราวแล้ว พวกเจ้าอย่าสร้างเรื่องขึ้นมาอีก”
จูซานเสิ่นป้องปากกล่าวเสียงเบา “ยังคงเป็นพี่สะใภ้ที่ร้ายกาจ ลงมือครั้งเดียวก็เกลี้ยกล่อมพวกเขาได้แล้ว”
“พี่สะใภ้ ท่านพูดจริงหรือเจ้าคะ?” จูซื่อเสิ่นก็ลดเสียงลงเช่นกัน มองไปทางด้านนั้นพลางกล่าวอย่างกระสับกระส่าย “ท่านหมายความว่า ซื่อหู่ตกลงว่าจะไม่แต่งกับนางคนชั้นต่ำผู้นั้นแล้วหรือเจ้าคะ?”
“มีแม่สามีใจร้ายอยู่ทั้งคน ทั้งยังมีกรณีตัวอย่างของหลินต้าเม่ย เจ้าคิดว่าหลิวไป๋ฮวาโง่งั้นหรือ?” เย่อวี๋หรานไม่ได้ตอบไปตามตรง นางกล่าวว่า “ที่หลิวไป๋ฮวาหมายตาซื่อหู่ เจ้าคงไม่ได้คิดว่านางชอบซื่อหู่จริง ๆ หรอกนะ? ข้าว่านางคงเห็นซื่อหู่เป็นฟางช่วยชีวิตมากกว่า ในเวลาแบบนี้ เจ้ายิ่งคัดค้าน นางก็ยิ่งตกที่นั่งลำบาก ย่อมต้องจับซื่อหู่เอาไว้ไม่ปล่อยอยู่แล้ว”
“เช่นนั้นจะทำอย่างไรดีเจ้าคะ?”
“ถ้าอยากจัดการเรื่องนี้ เจ้าต้องฟังข้า”
จูซื่อเสิ่นรับคำทันที “ข้าเชื่อฟังท่านทุกอย่าง พี่สะใภ้บอกให้ทำอย่างไรก็จะทำเช่นนั้น”
เย่อวี๋หรานบอกแผนการของนางออกมา นางบอกให้จูซื่อเสิ่นแสดงตนเป็นแม่สามีใจร้ายต่อไป แต่ให้ทำตัวเป็นมารดาผู้เปี่ยมเมตตาต่อจูซื่อหู่
ถ้าจูซื่อเสิ่นต้องการรับมือหลิวไป๋ฮวา นางจะร้ายกาจต่อหลิวไป๋ฮวานั้นไม่มีปัญหา แต่ไม่อาจทำเช่นนั้นกับจูซื่อหู่ จูซื่อหู่เป็นลูกชายของนาง ถ้านางเป็นปฏิปักษ์กับจูซื่อหู่ด้วยแล้ว นั่นมิเท่ากับว่าผลักจูซื่อหู่ไปให้หลิวไป๋ฮวาหรอกหรือ?
ดังนั้นท่าทีมารดาผู้เปี่ยมเมตตานั้นจะต้องแสดงให้สมจริงสมจัง
ต้องทำให้จูซื่อหู่ตระหนักว่า นางเพียงไม่ชอบหลิวไป๋ฮวา ไม่ได้ไม่ชอบลูกชายของนาง
“อะไรนะ?! ต้องหาคู่ให้นางด้วย?!” เมื่อจูซื่อเสิ่นได้ยินว่าเย่อวี๋หรานให้นางลอบไปติดต่อกับแม่สื่อ ให้ช่วยแนะนำผู้ชายสักหลายคนให้หลิวไป๋ฮวา นางก็รู้สึกอึดอัดใจเสียแล้ว
นางเด็กชั้นต่ำนั่นสร้างความเดือดร้อนให้ครอบครัวนางไม่หยุดหย่อน ทำไมตนเองต้องทำเรื่องดี ๆ ให้อีกฝ่ายด้วย ทำแบบนั้นนางก็เป็นคนโง่น่ะสิ?
“ก็แค่ให้ซองแดงแม่สื่อไม่กี่ซองเท่านั้นไม่ใช่หรือ? จะเป็นเงินสักกี่เหรียญเชียว? ถ้าเรื่องนี้สำเร็จ หลิวไป๋ฮวาก็ไม่มีเวลาว่างมายุ่งกับลูกชายเจ้าแล้วไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าต้องเตือนเจ้าไว้ก่อนนะ อย่าแนะนำคนที่แย่เกินไป ถ้านางเห็นว่าคนไหนล้วนสู้ลูกชายเจ้าไม่ได้ ถึงตอนนั้นยิ่งยึดติดกับลูกชายเจ้ามากกว่าเดิม ไม่ยอมปล่อยมือแล้ว”
“เกรงว่าคงไม่ง่ายน่ะสิเจ้าคะ?” จูซานเสิ่นเอ่ยขึ้นจากข้าง ๆ “พี่สะใภ้ ท่านไม่รู้อะไร ด้วยบารมีของท่าน ตอนนี้มีแต่คนจับจ้องลูกชายสกุลจูของพวกข้า เด็กสาวคนไหนก็อยากแต่งเข้าสกุลจูมาทั้งนั้น เจ้าหลิวไป๋ฮวาผู้นี้ไม่ได้โง่เสียหน่อย นาง…”
ตอนที่เกิดเรื่องระหว่างไปดูตัวที่เรือนหลิวไป๋ฮวา นางยังจำได้ชัดเจน
เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนั้น ชื่อเสียงของหลิวไป๋ฮวาไม่แย่ลงก็คงแปลกแล้ว ไม่แปลกที่จะจับจูซื่อหู่เอาไว้ไม่ปล่อย
ขอเพียงไม่ใช่คนโง่ ย่อมทราบว่าสกุลจูมีแนวโน้มจะรุ่งเรืองมากขึ้นเรื่อย ๆ กระทั่งครอบครัวของหลิวเยี่ยนยังต้องการแต่งลูกสาวเข้าสกุลจูมา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงครอบครัวของหลิวไป๋ฮวา เรื่องนี้เกรงว่าคงจัดการได้ไม่ง่าย
“ก็เพราะนางไม่โง่ถึงต้องทำแบบนี้” เย่อวี๋หรานกล่าวยืนยัน “นางเองก็รู้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้เลวร้าย นางแต่งเข้ามาก็คงต้องลำบาก ถ้าตอนดูตัวกันมีใครสักคนที่พอใช้ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ก็ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เจ้าคิดว่านางจะเลือกคนไหน?”
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเงียบไป เรื่องนี้นับว่าพูดยากจริง ๆ
เนื่องจากอยู่ห่างกันพอสมควร ไม่ได้ยินว่าหลิวไป๋ฮวากำลังพูดอะไรอยู่ เพียงเห็นจากไกล ๆ ว่านางน้ำตานองหน้า จูซื่อหู่ที่อยู่ตรงหน้านางก็มีสีหน้าสะเทือนอารมณ์
กล่าวถึงตอนท้ายไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หลิวไป๋ฮวายังโขกศีรษะให้จูซื่อหู่ด้วยหนึ่งครั้ง
จูซานเสิ่นเอ่ยถามขึ้นมา “เหตุใดยังคุกเข่าด้วยเล่า?”
จูซื่อเสิ่นตอบว่า “คุกเข่าแล้วจะทำไม? นางชักนำลูกชายข้าไปในทางที่ผิด ก็แค่โขกศีรษะครั้งเดียว โขกสิบครั้งก็สมควรแล้ว”
เย่อวี๋หรานกลับนึกเลื่อมใสหลิวไป๋ฮวาผู้นี้ทีเดียว ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายพูดอะไร แต่มองจากรูปการณ์แล้ว ต่อให้ทั้งคู่ไม่อาจลงเอยกัน แต่เกรงว่าจูซื่อหู่คงจะจดจำนางไปตลอดชีวิต
เพียงแต่ไม่รู้ว่าในอนาคตเมื่อจูซื่อหู่แต่งภรรยาจริง ๆ แล้ว เขาจะยังดีต่อแม่นางที่มาทีหลังผู้นั้นได้หรือไม่
คงไม่ใช่ว่าถึงตอนนั้นกลับตัดบัวแล้วยังเหลือใย จนไปทำร้ายแม่นางคนอื่นอีกก็แล้วกัน!