ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 405 แยกย้าย
บทที่ 405 แยกย้าย
ทั้งคู่คุยกันเสร็จแล้ว ดวงตาก็แดงก่ำ ต่างลุกขึ้นยืนแล้วเว้นระยะห่างกันเล็กน้อย จากนั้นก็เดินมาทางกลุ่มของเย่อวี๋หราน
“ท่านแม่ ลูกผิดไปแล้วขอรับ เมื่อครู่ลูกเลอะเลือนไปชั่วขณะ ทำให้ท่านมีโทสะ ลูกขอขมาท่าน” คิดไม่ถึงว่าพอจูซื่อหู่มาถึงแล้วกลับคุกเข่าลงทันใด แล้วโขกศีรษะขอขมาจูซื่อเสิ่น
จูซื่อเสิ่นสะดุ้งตกใจ เข้าไปประคองลูกชายด้วยความสงสาร “รู้ว่าผิดก็พอแล้ว จะมาโขกศีรษะอีกทำไม? แม่ไม่ให้เจ้าแต่งนางคนชั้น…”
เกือบหลุดปากด่าคนไปแล้ว นางจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “แม่ไม่ให้เจ้าแต่งกับไป๋ฮวา แม่ทำไปก็เพื่อลูก นางไม่เหมาะสมกับเจ้าจริง ๆ!”
“ท่านแม่ ท่านอย่าพูดอีกเลย ไป๋ฮวาเป็นผู้หญิงที่ดี เป็นลูกเองที่ไม่คู่ควรกับนาง…” จูซื่อหู่กล่าว “เมื่อครู่นางยังเกลี้ยกล่อมข้า บอกว่ากว่าท่านจะให้กำเนิดข้ามาได้ก็ไม่ง่าย ให้ข้ากตัญญูต่อท่าน”
ข้าต้องให้นางคนชั้นต่ำนั่นมาพูดช่วยอีกหรือ? จูซื่อเสิ่นได้ยินวาจานั้นก็มีโทสะ อยากด่าหลิวไป๋ฮวาว่าไร้ยางอาย
ทว่าจูซานเสิ่นระวังไว้ก่อน สะกิดแขนคนข้าง ๆ เบา ๆ จูซื่อเสิ่นจึงข่มโทสะเอาไว้ได้
“ซื่อหู่เอ๋ย เหตุใดเจ้าจึงโง่งมเช่นนี้” นางโอบกอดลูกชาย หลั่งน้ำตาด้วยความอัดอั้นตันใจพลางลูบหลังเขา และด่าเขาในใจว่าไม่ได้เรื่อง
ทำไมนางถึงคลอดเจ้าทึ่มแบบนี้ออกมาได้นะ หลอกง่ายอะไรปานนี้?!
“จูซื่อเสิ่น ขอโทษเจ้าค่ะ” หลิวไป๋ฮวาที่อยู่ข้าง ๆ ก็คุกเข่าลงเช่นกัน นางกล่าวอย่างชวนสะเทือนอารมณ์ยิ่งนัก “ขอโทษเจ้าค่ะ ข้าขอโทษท่านจริง ๆ ข้าสร้างปัญหาให้ท่าน ท่านอย่าโทษพี่หู่จื่อเลย ทั้งหมดนั้นข้าเป็นคนทำผิดเอง…”
คราวนี้จูซื่อเสิ่นยิ่งคับข้องใจกว่าเดิม ผู้หญิงคนนี้ร้อยเล่ห์มารยาเหมือนที่พี่สะใภ้ว่าไว้ไม่มีผิด!
ถ้าไม่ได้พี่สะใภ้เตือนไว้ นางคงถูกใส่ร้าย ตายตกไปด้วยน้ำมือของนางคนชั้นต่ำผู้นี้แล้ว
นางถลึงตาใส่หลิวไป๋ฮวาอย่างโกรธแค้น แทบอยากบีบคั้นอีกฝ่ายให้แดดับไปเสียเดี๋ยวนั้น
หลิวไป๋ฮวาย่อมสัมผัสได้ถึงแววตาเป็นอริของอีกฝ่าย แต่เพื่อให้ตนเองแสดงได้สมจริงจึงไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา ยังคงแสร้งทำเป็นเปราะบางน่าสงสารต่อไป
เพราะนางตระหนักดีว่าหากนางสู้จูซื่อเสิ่นไม่ได้ ก็จำเป็นต้องจับจูซื่อหู่เอาไว้ให้มั่น
นางแสดงเช่นนี้ก็เพื่อให้จูซื่อหู่ดู
แม้คำพูดของเย่อวี๋หรานจะทำให้นางนึกอยากถอดใจ แต่นางก็กระจ่างใจดีว่า หากนางยังไม่มีทางเลือกอื่น จูซื่อหู่ก็จะเป็นเหมือนที่เย่อวี๋หรานกล่าวไว้ นั่นก็คือฟางช่วยชีวิตของนาง!
ทั้งที่รู้ว่าหลิวไป๋ฮวามีแผนการอะไรอยู่ในใจ แต่จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นกลับไม่อาจเปิดโปงออกมาต่อหน้าจูซื่อหู่ ได้ แต่ร่วมแสดงไปด้วยกันกับอีกฝ่าย
เมื่อเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ เวลาช่วงเช้าก็ผ่านไปทั้งอย่างนี้
เมื่อถึงคราวแยกจากกัน หลิวไป๋ฮวาเช็ดหน้าเช็ดตาแล้ว แผลบนหน้าผากก็ทายาจนเรียบร้อย มองไปแล้วก็ดีขึ้นมาก
ครั้นพาคนไปส่งบริเวณใกล้กับหมู่บ้านสกุลหลิว เห็นนางจากไปแล้ว จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นค่อยถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในที่สุดก็ไล่นางเด็กชั้นต่ำนี้ไปให้พ้น ๆ ได้เสียที!
เมื่อหันกลับมาเห็นลูกชายซื่อบื้อของตนเอง จูซื่อเสิ่นก็นึกกลัดกลุ้ม พลางคิดหาวิธีเอาใจอีกฝ่าย
หากลองคิดดูตนเองก็อายุปูนนี้แล้ว ลูกชายก็ถึงวัยแต่งภรรยาแล้ว ล้วนกล่าวกันว่าถึงคราวเสพสุขได้เสียที แต่นางกลับต้องมาเจอเรื่องชวนเดือดเนื้อร้อนใจเช่นนี้ ไม่รู้ว่าชาติที่แล้วตนเองไปก่อเวรทำกรรมอะไรไว้กันแน่
“ยังจะดูอะไรอีก? กลับกันเถอะ”
จูซื่อหู่เห็นสีหน้ามารดาของตนไม่สู้ดีก็หัวเราะทึ่มทื่อออกมาสองที เดินตามอยู่ข้างหลัง มุ่งหน้ากลับหมู่บ้านสกุลจู
เขารู้ว่าวันนี้ตนเองทำให้มารดาไม่พอใจ แต่เขายังจะทำอย่างไรได้?
เขาเองก็ไม่อยากทำเช่นนี้ แต่ฝั่งหนึ่งคือมารดาของตนเอง อีกฝั่งคือหลิวไป๋ฮวา เขาเลือกใครก็ผิดทั้งนั้น
ถึงตอนที่พวกเขากลับไปถึงหมู่บ้านสกุลจู ดวงตะวันก็เริ่มย้ายมาฝั่งทิศตะวันตกแล้ว
“พี่สะใภ้ วันนี้ท่านไปกินข้าวที่เรือนพวกข้าเถอะเจ้าค่ะ พวกข้ารบกวนท่านมาทั้งวันแล้ว” ถึงปากทางเข้าหมู่บ้าน จูซื่อเสิ่นก็เป็นฝ่ายเชื้อเชิญเย่อวี๋หรานไปเป็นแขกที่เรือนด้วยตนเอง
คราวนี้หาใช่เพราะเกรงใจ แต่เป็นความละอายใจที่รบกวนอีกฝ่าย
รบกวนคนเขาครั้งแล้วครั้งเล่า คราวนี้ยังทำให้อีกฝ่ายไม่ได้กินมื้อเที่ยงอีก หิ้วท้องหิวมาจนถึงตอนนี้ หากถึงหน้าประตูเรือนแล้วไม่เชิญอีกฝ่ายไปเป็นแขกที่เรือนสักครา เช่นนั้นก็น่าละอายใจเกินไปแล้ว
เย่อวี๋หรานเต็มใจช่วยพวกนาง นั่นเรียกว่าน้ำใจ ถ้าไม่เต็มใจช่วยเหลือพวกนางก็เป็นสิทธิ์ของอีกฝ่าย
“ยังคงแล้วไปเถอะ พวกเจ้าเพิ่งกลับมาเหมือนกัน ข้าไปกินข้าวที่เรือนพวกเจ้ายังต้องทำอาหารอีก ข้ากลับไปกินที่เรือนตัวเองดีกว่า พวกเขารู้ว่าข้าจะกลับมาตอนเที่ยง คงเก็บอาหารไว้ให้ข้าแล้ว” ตอนนี้เย่อวี๋หรานหิวมากจริง ๆ
นางกินข้าวตอนก่อนออกไปเมื่อเช้านี้ ไปกลับต้องเดินทางอยู่ตลอด จวบจนยามนี้ดวงตะวันเริ่มคล้อยไปทางทิศตะวันตก ถึงยามบ่ายเช่นนี้แล้ว ตอนนี้ไม่หิวสิแปลก
ปกตินางก็ไม่ได้กินจนอิ่มมากเหมือนคนอื่น แต่ยังคงทำตามความเคยชินจากชาติที่แล้ว กินแต่น้อยทว่ากินหลายมื้อ มื้อหนึ่งก็กินให้อิ่มแต่เพียงแปดส่วนเท่านั้น
ไม่ได้คิดว่าคราวนี้จะต้องไปนานถึงเพียงนี้ ทำให้นางได้สัมผัสกับความหิวโหยอย่างแท้จริง
จูซื่อเสิ่นมีสีหน้ากระดากใจ “ก็ได้เจ้าค่ะ พี่สะใภ้ คราวหน้าถ้ามีโอกาสค่อยเชิญท่านมากินข้าวที่เรือนนะเจ้าคะ”
“อืม!” ถึงอย่างไรทุกคนก็เป็นญาติกัน ถึงเย่อวี๋หรานจะไม่ชอบไปกินข้าวที่เรือนคนอื่นก็ยังคงต้องรับปาก
มีคนมาซื้อน้ำพริกเนื้อที่เรือน หลี่ซื่อเพิ่งขายของเสร็จ เดินออกมาส่งลูกค้า ก็เห็นเงาร่างที่คุ้นเคยเงาหนึ่งมาแต่ไกล
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว?” นางรุดเข้ามารับหน้า “เหตุใดจึงไปนานเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ? ปกติต้องกลับมาตั้งนานแล้วนี่นา?”
“ระหว่างทางมีเรื่องนิดหน่อย ทำให้เสียเวลา” เย่อวี๋หรานกล่าว
“แล้วท่านแม่กินอะไรมาหรือยังเจ้าคะ?”
“ยัง”
“อากาศร้อน เดิมทียังเก็บอาหารไว้ให้ท่านบนเตา แต่เพราะกลัวว่าจะเสีย พี่สะใภ้ใหญ่จึงหาอะไรมาใส่แล้วนำไปเก็บไว้ในบ่อน้ำ ท่านแม่ ท่านเข้าไปดื่มน้ำในเรือนก่อน เดี๋ยวข้าไปเอาออกมาให้นะเจ้าคะ”
หลี่ซื่อบอกว่าจะไปเอาออกมาให้ ก็คือไปเอาออกมาจากในเรือนหลังใหม่
เรือนหลังเก่าของสกุลจูไม่ได้ขุดบ่อน้ำเอาไว้ เมื่อก่อนน้ำดื่มน้ำใช้ล้วนต้องให้ผู้ชายในเรือนไปหาบมาให้ เมื่อมาถึงตอนสร้างเรือนหลังใหม่ เย่อวี๋หรานจึงยืนกรานให้เชิญคนมาขุดบ่อน้ำให้
เมื่อมีบ่อน้ำแล้วก็สะดวกขึ้นมาก น้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวันไม่ต้องไปหาบมาไกลเพียงนั้นอีกแล้ว ตักขึ้นมาใช้ทีละถังก็พอ
‘บ่อน้ำ’ ที่หลี่ซื่อกล่าวถึงก็คือบ่อนี้เอง
ทั้งสองแยกกันตรงประตูเรือน หลี่ซื่อไปเอาอาหารในเรือนหลังใหม่ เย่อวี๋หรานเข้าไปในเรือนหลังเก่า
ภายในเรือนหลังเก่า หลินซื่อเม่ยกำลังเล่นเป็นเพื่อนซานเป่าและซื่อเป่า
เมื่อซานเป่าและซื่อเป่าเห็นเย่อวี๋หรานกลับมาก็วิ่งเข้ามาหาด้วยความดีอกดีใจ “ท่านย่า…”
ต่างคนต่างกอดขากันคนละข้าง หัวเราะเบิกบานใจยิ่งนัก
ครั้นมองรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กน้อยทั้งสอง สีหน้าของเย่อวี๋หรานก็พลันอ่อนโยน นางยื่นมือเข้าไปลูบใบหน้าน้อย ๆ ของพวกเขา “วันนี้เล่นสนุกหรือไม่?”
“ซาหนุก!”
“เล่นอะไรกันหรือ?” เย่อวี๋หรานจูงมือซานเป่าและซื่อเป่าเดินไปทางใต้ชายคาเรือน
เวลานั้นแดดค่อนข้างจัด มีแต่พวกเด็กน้อยจึงไม่กลัวแดด ชอบออกมาวิ่งเล่นกลางแดดเปรี้ยง แต่สำหรับผู้ใหญ่แล้ว ใต้ชายคานั้นเย็นสบายกว่า
หลินซื่อเม่ยทักทายว่า ‘ท่านป้า’ แล้วรีบยกเก้าอี้มาให้เย่อวี๋หรานนั่ง
“ช่วยเอาน้ำมาให้ข้าที เดินมาครึ่งค่อนวัน ข้ากระหายน้ำแล้ว” เย่อวี๋หรานบอก
“เจ้าค่ะ” หลินซื่อเม่ยเดินไปยกน้ำจากในห้องครัวมาให้ในทันที
ซานเป่าและซื่อเป่ายังพูดไม่ชัดนัก พูดจาเสียงอ้อแอ้ พูดได้ทีละสองพยางค์ พยายามเล่าให้เย่อวี๋หรานฟังว่าวันนี้พวกเขาเล่นอะไรกันบ้าง
ความคิดของเด็กน้อยเรียบง่าย คำพูดที่เพิ่งจะพูดไป เวลาถัดมาก็ลืมเสียแล้ว จึงพูดซ้ำอยู่หลายครั้ง
“บันได (ลื่น)”
“ชิงช้า”
“บันได (ลื่น)”
“ม้าไม้”
“โยกเยก”
……
เอาเป็นว่าฟังอยู่เป็นนานก็ไม่เข้าใจว่าพวกเขาเล่นอะไรไปบ้าง แต่พอจะเดาออกว่า ของเล่นในลานเรือนเหล่านั้น พวกเขาล้วนเล่นมาครบแล้ว
สำหรับเด็กเล็ก ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าพวกเขาพูดอะไร แต่เป็นเรื่องที่พวกเขากล้าแสดงออก ทั้งยังเต็มใจที่จะแสดงออก
เย่อวี๋หรานยิ้มตาหยี ชมว่าพวกเขาเก่งมาก ที่แท้พวกเขาก็เล่นของเล่นพวกนี้เองหรือ
จากนั้นจึงชี้นำให้พวกเขาพยายามพูดให้มากขึ้น พูดสิ่งที่ตนเองอยากพูดออกมาให้ชัดเจน