ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 420 จนตรอก
บทที่ 420 จนตรอก
“เจ้ารู้ได้อย่างไรว่านางหนีไปตอนกลางคืน? นางอาจหนีไปตอนที่ฟ้ายังไม่ทันสว่างก็ได้?” เย่อวี๋หรานจงใจพูดให้สับสน
หลินซื่อไม่ได้คล้อยตาม นางอธิบายว่า “ต้ายาบอกมา ต้ายาไม่โกหกหรอกเจ้าค่ะ…”
จากนั้นหลินซื่อก็ถามต้ายาต่อหน้าทุกคนว่าเป็นเช่นนั้นใช่หรือไม่
ต้ายาหลบไปอยู่หลังหลินซื่อ ท่าทางหวาดกลัวมาก หลินซื่อพูดอะไรนางล้วนพยักหน้า
“พ่อของนางก็ยังอยู่นี่นา?”
“ท่านแม่ พ่อนางเป็นคนอย่างไร ท่านก็รู้นี่เจ้าคะ?” หลินซื่อมีสีหน้าตื่นตะลึง นางกล่าวว่า “หลี่ว์ต้าซุ่นไม่ใช่คนดีอะไร ไม่อย่างนั้นตอนแรกเขาคงไม่ไปคบชู้กับหม่าซานเหนียงแล้วทิ้งพี่ข้า ทำให้พี่ข้ากลายเป็นแบบนี้…ถ้าส่งต้ายา เอ้อร์ยา และซานยากลับไป พวกนางจะไม่ถูกครอบครัวนั้นทรมาทรกรรมเอาหรือเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “แม่ไม่เอา พ่อไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรกับพวกนางสามคน? เจ้าเลี้ยง?”
เมื่อวกกลับมาเช่นนี้ หลินซื่อก็ไม่กล้าตอบรับแม้แต่นิดเดียว
โดยเฉพาะก่อนหน้านี้เพิ่งพูดเรื่องแยกเรือนไป นางไม่ได้โง่ ถ้านางกล้าตอบรับไปทั้งอย่างนี้ นางคงต้องเป็นผู้ดูแลเด็กสามคนนี้แน่แล้ว
แต่นางก็ทราบดีว่าหากปราศจากสกุลจู ลำพังนางคนเดียวคงเลี้ยงเด็กทั้งสามไม่ไหว
ครั้นเห็นหลินซื่อนิ่งเงียบไม่เอ่ยคำไปอีกรอบ เย่อวี๋หรานก็อดจะหัวเราะออกมาไม่ได้ “เป็นอะไรไป ไม่ส่งพวกนางกลับไปหาพ่อแม่ตัวเอง เจ้าก็ไม่ยอมเลี้ยง แล้วเจ้าคิดว่าจะให้ใครเลี้ยง? เอาล่ะ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าตั้งใจว่าจะหาใครสักคนมาเลี้ยงพวกนางสินะ”
นางหันไปเรียกจูอู่ ให้เขาไปเชิญเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส บอกว่าที่เรือนมี ‘เด็กกำพร้า’ เพิ่มมาสามคน ต้องการหาคนรับอุปการะ
สาเหตุที่ไม่ได้เรียกคนอื่นแต่เรียกจูอู่ เพราะเย่อวี๋หรานต้องการรู้ว่าจูอู่ยืนอยู่ฝ่ายใด
“ขอรับ!” จูอู่ขานรับ ไม่พูดพร่ำทำเพลงก็ทำท่าจะออกไปจากเรือน
หลิวซื่อและหลี่ซื่อนึกยินดี
ดียิ่งนัก ท่านแม่เฉียบแหลมจริง ๆ ในเรือนมีคนมากขนาดนี้แล้ว ยังจะไปเลี้ยง ‘คนนอก’ อีกได้อย่างไร?!
ทว่าพริบตาถัดมาก็เห็นว่าหลินซื่อกระโดดออกไปขัดขวางจูอู่ “ไม่ได้นะเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านไม่อาจส่งพวกนางออกไป…ถ้าท่านให้พวกนางออกไปแล้ว พวกนางก็ไม่มีทางรอดอีกแล้ว”
ยุคสมัยนี้มีครอบครัวไหนต้องการลูกสาวบ้าง?
ถ้าเป็นลูกชายยังพอว่า แต่นี่เป็นลูกสาว หรือก็คือสินค้าขาดทุน
นางมีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง กอดจูอู่เอาไว้แน่น ไม่ยอมให้เขาออกไป “เหล่าอู่ เจ้าไปไม่ได้นะ ถ้าเจ้าไปแล้ว พวกนางก็จบสิ้นแล้วจริง ๆ ฮือ ๆๆ…ข้าขอร้องเจ้าแล้ว เห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาของพวกเรา ขอร้องเจ้าอย่าทำร้ายพวกนางเลยนะ…”
“ข้าทำร้ายพวกนาง?!” จูอู่เกรงว่าจะทำร้ายหลินซื่อ จึงไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน เขาชี้หน้าตัวเองพลางถามว่า “พวกนางเป็นแบบนี้ ข้าเป็นคนทำงั้นหรือ? ข้าไม่ได้บอกให้หลี่ว์ต้าซุ่นไปคบชู้กับเมียชาวบ้าน ไม่ได้บอกให้พี่เจ้าเอาพวกนางมาทิ้งไว้ที่นี่เสียหน่อย ทำไมข้าถึงกลายเป็นคนทำร้ายพวกนางไปได้?”
เขาล่ะนับถือภรรยาผู้นี้จริง ๆ
เมื่อก่อนยังคิดว่านางไม่ได้โง่เท่าพี่สะใภ้รอง อย่างน้อยยังนับว่าดีอยู่ แต่พอเป็นเรื่องบ้านเดิม…
จูอู่เริ่มมีโทสะ ไม่เข้าใจเลยว่าตอนนั้นตัวเองคิดอย่างไรกันแน่ถึงได้เลือกภรรยาผู้นี้
หลิวซื่อและหลี่ซื่อคิดในใจ ‘เอ่อ เพื่อเรื่องนี้แล้ว ถึงขั้นเอาความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยามาข่มขู่สามีตัวเอง จะโง่ไปหน่อยไหม?
ปกตินางก็ออกจะฉลาดนี่นา?
แม้กระทั่งหลิวซื่อที่มักทำเรื่องโง่เขลาอยู่เป็นประจำยังทนมองไม่ได้
“ฮือ ๆๆ…ใครจะอยากได้ลูกสาว? ถ้าคนเขาจะรับเลี้ยงก็คงรับแค่ลูกชาย มีใครอยากได้ลูกสาวบ้าง? เลี้ยงลูกสาวจนโตแล้วยังต้องหาสินเดิมให้อีก…เป็นสินค้าขาดทุนชัด ๆ ใครยังจะเอา?” หลินซื่อร้องไห้ไปพูดไป “ตอนนี้ถ้าเจ้าไปหาเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส ให้พวกเขาหาคนรับเลี้ยงต้ายา เอ้อร์ยา ซานยา ถ้าไม่ใช่ว่าทำร้ายพวกนางแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก?”
“นั่นเป็นชะตาชีวิตของพวกนาง ใครใช้ให้พวกนางไม่รู้จักเลือกเกิด ดันมาเกิดในท้องพี่สาวเจ้า? ผู้ชายที่แต่งด้วยเป็นพวกไม่ได้เรื่อง พี่เจ้าก็เป็นคนไม่เอาไหน ผัวเมียสักแต่ว่ามีลูก แต่กลับไม่ยอมเลี้ยง สมควรแล้วที่จะไม่มีลูกชายไปทั้งชาติ” จูอู่ย่อมไม่ปล่อยตามใจหลินซื่อ แค่ไม่ลงไม้ลงมือกับนางก็นับว่าไว้หน้านางมากแล้ว คำพูดที่ออกมาจากปากจึงไม่มีความเกรงใจสักนิด
เขาต่อว่าหลินซื่อ ในเมื่อไม่ให้ส่งกลับไป ไม่อยากเลี้ยงเอง ทั้งยังไม่ยอมให้คนอื่นเลี้ยง แล้วนางต้องการอย่างไรกันแน่?
นางคิดว่าคนทั้งครอบครัวเป็นคนโง่หรือ?
ไม่เห็นหรือว่ามารดาเขาเพิ่งพูดเรื่อง ‘แยกเรือน’ ไปหยก ๆ? ถ้านางยังกล้าสร้างปัญหาอีก เขาก็จะพาแยกเรือนออกไปเสียให้รู้แล้วรู้รอด นางใคร่ทำอะไรก็ทำ
“เจ้าคิดว่าครอบครัวข้าติดค้างครอบครัวเจ้ากระมัง? ก่อนหน้านี้เลี้ยงน้องสาวสองคนให้เจ้าแล้ว ตอนนี้ยังต้องเลี้ยงหลานสาวสามคนของเจ้าอีก งั้นก็เอาคนสกุลหลินของพวกเจ้าทั้งบ้านมาให้ครอบครัวข้าเลี้ยงเสียเลยสิ”
หลินซื่อถูกด่าจนน้ำตาอาบหน้า นางสั่นศีรษะ “เปล่านะ ข้าเปล่า…ทำไมเจ้าถึงคิดเหมือนพี่สะใภ้รองเลยเล่า? ข้าไม่ได้คิดอย่างนั้น ซานเม่ยกับซื่อเม่ยล้วนเป็นเพราะไม่มีทางเลือก ถ้าสกุลจูไม่เลี้ยงพวกนาง พวกนางก็จะถูกย่าของข้าขายทิ้ง ส่วนต้ายา เอ้อร์ยา ซานยายังเล็ก รอจนพวกนางโตแล้วจะต้องตอบแทนสกุลจูแน่นอน…”
อีกอย่าง นางคิดว่าสกุลจูก็ไม่ได้ไร้กำลังจะชุบเลี้ยงพวกนางเสียหน่อย
มันเทศเต็มเรือนเหล่านั้น เพียงเจียดออกมาเล็กน้อยก็พอให้เลี้ยงเด็กสาวสามคนนี้ได้แล้ว
นางยังพูดว่าต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาสามารถทำงานได้แล้ว พวกนางจะต้องทำงานเก่งเหมือนหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยแน่นอน ขอเพียงมีอะไรให้พวกนางกิน พวกนางล้วนทำได้ทุกอย่าง
เย่อวี๋หรานเห็นอีกฝ่ายขอร้องจูอู่ทั้งน้ำตาเพื่อหลานสาวสามคนแล้วก็รู้สึกปวดเศียร
ทำเรื่องเลอะเลือนซ้ำซาก ถ้าอีกฝ่ายยังเป็นแบบนี้ต่อไป วันหน้ายังอยากใช้ชีวิตร่วมกับจูอู่ต่อไปหรือไม่? ความรู้สึกฉันสามีภรรยาอันน้อยนิดระหว่างอีกฝ่ายและจูอู่ ไม่ช้าก็เร็วคงถูกทำลายไปจนสิ้น
จูอู่ไม่ใช่จูเอ้อร์ เขาไม่ได้เจ้าชู้ ทั้งยังฉลาดมีไหวพริบ หรือก็หมายความว่า สิ่งที่เขาต้องการนั้นอาจมากกว่าคนอื่น
ถ้าภรรยาของเขาไม่อาจทำให้เขาพึงใจได้ เช่นนั้น…
“เอาล่ะ หยุดร้องได้แล้ว” เย่อวี๋หรานไม่ต้องการให้เกิดเรื่องแบบนั้นเร็วเกินไป จึงตีหน้าเย็นชาตัดบทอีกฝ่าย “หลินเหลียนฮวา เจ้ามีตัวเลือกเพียงสองข้อ ถ้าเจ้าไม่เลี้ยงเอง ก็ต้องส่งเด็กสามคนนั้นออกไป ข้านับสามครั้ง เจ้าเป็นคนเลือก”
นางเริ่มนับทันทีโดยไม่รอให้หลินซื่อเอ่ยปาก
“สาม”
หลินซื่อเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ “ท่านแม่”
ฝั่งตรงข้าม เย่อวี๋หรานชูสามนิ้ว แล้วเก็บหนึ่งนิ้วลงไปด้วยสีหน้าเย็นชา “สอง”
“ท่านแม่!” หลินซื่อร้องลั่น
“หนึ่ง” เย่อวี๋หรานนับเสร็จก็พูดว่า “เมียเจ้าใหญ่ เมียเจ้ารอง เมียเจ้าสี่ พวกเจ้าสามคนคุมตัวหลินซื่อเอาไว้”
“เจ้าค่ะ” หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อที่ถูกเรียกชื่อขานรับ แล้ววิ่งเข้ามาจับแขนและกอดร่างของหลินซื่อทันที ไม่ยอมให้นางรั้งจูอู่เอาไว้ได้
“ไม่ ไม่นะ!”
“เจ้าห้า ไปเชิญเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโสมา…”
สิ้นเสียงเย่อวี๋หราน หลินซื่อที่ถูกบีบคั้นกระทั่งจนตรอกก็หลับตาร้องขึ้นว่า “ข้าเลี้ยง!”
น้ำตาไหลรินลงมาจากหางตาของนาง
นางเอ่ยกลั้วเสียงสะอื้น “ข้าเลี้ยง ข้าเลี้ยงยังไม่ได้อีกหรือ? หลานสาวของข้า ข้าเลี้ยงเอง”
“ฮือ ๆๆ…พวกท่านบังคับข้า พวกท่านบังคับข้า พวกท่านบังคับข้าชัด ๆ”
“ข้าเลี้ยง ข้าจะเลี้ยงเอง”
……