ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 419 ทิ้งลูกแล้วหนีไป
บทที่ 419 ทิ้งลูกแล้วหนีไป
พวกเขาเข้าใจเสียทีว่าเพราะเหตุใดหลังจากที่เย่อวี๋หรานสร้างเรือนหลังใหม่แล้วก็ไม่ยอมให้ลูกชายและลูกสะใภ้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วยโดยเด็ดขาด แต่กลับมีเพียงจูปาเม่ยและหลานชายรุ่นเยาว์ที่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ด้วย
เห็นได้ชัดว่าวางแผนมาแต่แรกแล้ว
ทุกคนต่างคิดคำนวณอยู่ในใจ
จูเหล่าโถว “…”
เรื่องเงินนี้ครอบครัวลูกชายแต่ละคนล้วนหากันเอง แล้วเขาเล่าจะทำอย่างไร?
เขาแก่แล้ว ในอนาคตคงทำงานไม่ไหว
เย่อวี๋หรานกุม ‘ส่วนกลาง’ เอาไว้ได้ จูเหล่าโถวยิ่งขาดความมั่นใจกว่าเดิม เพราะเขาทราบชัดว่าเมื่อไปอยู่ในมือของภรรยาแล้ว ยังจะมีส่วนของเขาอีกหรือ?
ถึงตอนนั้นเขายังจะเป็นหัวหน้าครอบครัวอยู่ได้อย่างไร?
“เมียเฒ่า เรื่องนี้…เกรงว่าไม่ค่อยดีกระมัง?” จูเหล่าโถวพยายามเรียบเรียงคำพูดอยู่ในหัว ต้องการจะขัดขวางเรื่องนี้ “ครอบครัวไหนทำกันแบบนี้บ้าง? ถ้าเรื่องนี้ลือกันออกไป สกุลจูคงขายหน้ากันหมดพอดี”
เย่อวี๋หรานสังเกตสีหน้าของพวกเขาทุกคน แล้วหันไปหาจูเหล่าโถว นางกล่าวโดยปราศจากความหวั่นไหว “สกุลจูเคยมีหน้ามีตาด้วยหรือ?”
จูเหล่าโถวตะลึง “สกุลจูเคยไม่มีหน้ามีตาตอนไหนกัน?”
เย่อวี๋หรานกล่าวนิ่ง ๆ ว่า “ปีนั้นที่ข้าแต่งกับเจ้าแล้วยืนกรานจะแยกเรือนจากพ่อแม่เจ้าให้ได้ ตอนนั้นทุกคนพูดอะไรกันบ้าง?”
จูเหล่าโถวสะอึก
“ตอนนั้นข้ายังไม่กลัว ตอนนี้ข้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ในครอบครัวแล้ว ข้ายังจะกลัวอีกหรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ข้าเลี้ยงลูกหลายคนจนโตมาได้ แต่ละคนยังสร้างเรือนหลังใหม่และซื้อที่นาของตัวเองได้อีก ทุกคนล้วนเก่งกาจมีความสามารถ เรื่องนี้ถ้าลือออกไป พวกเขาก็มีแต่จะอิจฉา อีกอย่าง หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์อย่างข้าเป็นใคร ในหมู่บ้านละแวกนี้มีใครไม่รู้จักบ้าง ผู้ใดยังจะกล้ามาว่าข้า?”
คราวนี้จูเหล่าโถวพูดอะไรต่อไม่ได้แล้ว
ภรรยาของเขากล้าอาละวาดในปีนั้น พอแก่ตัวแล้ว ยังจะกลัวเสียหน้าอีกหรือ?
คิดมากไปแล้ว
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลเรื่องอะไร เจ้ากลัวว่าถ้าพวกเขาออกไปอยู่กันเองหมดแล้ว พอข้ากับเจ้าแก่ตัวไปอาจไม่มีใครมาดูแลกระมัง?” เย่อวี๋หรานมีสีหน้าประมาณว่า ‘ข้าดูออกมาแต่แรกแล้ว’ นางกล่าวว่า “เรื่องนี้เจ้าวางใจได้ ครอบครัวลูกชายต่างฝ่ายต่างหาเงิน ข้าไม่ยุ่ง แต่ของที่ควรส่งให้ส่วนกลาง ใครกล้าขาดไปแม้แต่อีแปะเดียว ข้าก็จะทุบหม้อข้าวของคนผู้นั้น”
“ท่านแม่ จะเป็นไปได้อย่างไรขอรับ?” จูซื่อได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นทันที “อย่าว่าแต่ตอนนี้ยังไม่แยกเรือนออกไป ต่อให้ได้แยกเรือนออกไปแล้วจริง ๆ พวกข้าก็ไม่มีทางฮุบของส่วนกลางเอาไว้อยู่แล้ว”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านสบายใจได้ กฎเกณฑ์ที่พึงมีถึงอย่างไรก็ต้องรักษาเอาไว้ พวกข้าไม่ละเมิดกฎแน่นอน” หลี่ซื่อนั้นยากที่จะระงับความฮึกเหิม นางกล่าวว่า “อีกอย่าง นี่ก็ยังไม่ใช่เรื่องของตอนนี้เสียหน่อย ต้องรอหลังจากนี้ไปอีก…ตอนนี้พวกข้ามีเงินอยู่เท่าไหร่กัน ยังอีกนานกว่าจะได้สร้างเรือนของตัวเองนะเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกข้ามีเงินอยู่ไม่เท่าไหร่ นี่เป็นเรื่องของอีกหลายปีหลังจากนี้ ยังไม่รีบเจ้าค่ะ” หลิวซื่อลอบระบายลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ถึงนางจะรอคอยให้ได้แยกเรือน แต่นางไม่ได้โง่
เมื่อมีแม่สามีอยู่ด้วย ทุกคนยังสามารถหาเงินด้วยกัน แต่ถ้าแยกเรือนออกไปแล้ว เรื่องหาเงินยังจะเวียนมาถึงนางอีกหรือ?
นางลอบหรี่ตามองไปทางหลี่ซื่อ
เฮอะ! น้องสะใภ้สี่ พอได้ยินว่าแยกเรือนคงดีใจเสียเต็มประดาเลยล่ะสิ!
ในครอบครัวนี้ ผู้ใดยังไม่รู้อีกว่าเงินอยู่ในมือใคร?
หลิวซื่ออยากเก็บเงินให้มากพอจะสร้างเรือนหลังใหม่และย้ายออกไปในเร็ววันใจจะขาด เช่นนี้นางก็สามารถจัดการเรื่องค้าขายเองได้แล้ว ไม่ต้องขายของผ่านทางหลี่ซื่ออีก
เมื่อขายของผ่านหลี่ซื่อ ขายได้หนึ่งชิ้นไม่รู้ว่านาง ‘เสียเปรียบ’ ไปแล้วเท่าไหร่ เพราะนอกจากต้องหักให้ส่วนกลางแล้ว ยังต้องมอบส่วนหนึ่งให้หลี่ซื่อเป็น ‘ค่าเหนื่อย’ อีกต่างหาก
หลิวซื่อไม่คิดว่าของที่หลี่ซื่อขายได้นั้นตนเองจะขายบ้างไม่ได้
หลิ่วซื่อไม่ได้มีปฏิกิริยาตอบสนองอะไรมากนัก ความคิดของนางเรียบง่ายยิ่งนัก แม่สามีว่าอย่างไร นางก็ทำเช่นนั้น
ในบรรดาคนทั้งหลาย หลินซื่อคือคนที่ไม่อยากแยกเรือนออกไปมากที่สุด เพราะนางเป็นคนที่เก็บเงินได้น้อยที่สุดแล้วในบรรดาลูกสะใภ้
ทำอย่างไรได้ ต้องเลี้ยงดูน้องสาวสองคน ตอนนี้ยังมีหลานสาวมาเพิ่มอีกสามคน ถ้าแยกเรือนกัน คนที่เสียผลประโยชน์ก็คือนางแน่นอน นางอยากอยู่เรือนหลังเก่าต่อไปนาน ๆ เพราะไม่ต้องจ่ายค่ากินค่าใช้ ประหยัดเงินได้
“ในเมื่อเป็นเรื่องของอนาคต เช่นนั้นก็ไม่พูดแล้ว วันหน้าค่อยพูด ถึงตอนนั้นสถานการณ์จะเป็นอย่างไรก็ยังไม่แน่นอน…มาพูดตอนนี้ก็ออกจะเร็วไปหน่อยจริง ๆ” นางไม่สบายใจอยู่บ้าง เหลียวซ้ายแลขวา พิจารณาสีหน้าทุกคน
เป้าหมายในวันนี้ของเย่อวี๋หรานไม่ใช่เรื่องการแยกเรือน แต่เป็นการพูดสิ่งที่ควรพูดเอาไว้ก่อน ตั้งกฎที่พึงตั้งเอาไว้ ประการแรกคือเพื่อปูทางสำหรับอนาคต อีกประการก็คือเพื่อสะสางเรื่องของหลินซื่อ
นางทราบว่าเรื่องหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยกลายเป็นกรณีตัวอย่าง นางรับปากง่ายดายเกินไป เป็นเหตุให้หลินซื่อเข้าใจไปว่า สกุลจูสามารถเลี้ยงดูหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ย ก็ย่อมสามารถเลี้ยงดูต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาได้ด้วยเช่นกัน
แต่หลินซื่อมีสิทธิ์อะไร?
นางเหมือนคนที่ชอบรับของเหลือใช้นักหรือ? มาแล้วหนหนึ่ง นางก็ต้องรับไว้อีกครั้ง?
ไม่ถามไถ่นางสักคำก็ทะเลาะกันกับหลิวซื่อ ราวกับมั่นใจนักหนาว่านางจะต้องยอมรับต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาเอาไว้แน่นอน ทำให้นางรู้สึกไม่สบอารมณ์แล้ว
“ท่านแม่…” ครั้นหลินซื่อสังเกตเห็นสายตาของเย่อวี๋หรานก็ยิ่งกระวนกระวายใจ
นางแต่งเข้าสกุลจูมาได้พักใหญ่แล้ว ย่อมพอทราบไม่มากก็น้อยว่าสายตาเช่นนั้นของแม่สามีหมายความว่าอย่างไร สีหน้าปราศจากอารมณ์เช่นนี้ เห็นได้ชัดว่า ‘ไม่พอใจ’ เสียแล้ว
เมื่อแม่สามีไม่พอใจ ก็หมายความว่าคงแย่แล้ว
หลินซื่อดวงตาแดงก่ำ ดึงตัวต้ายา เอ้อร์ยา และซานยาเข้ามาโขกศีรษะให้เย่อวี๋หรานโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ต่อหน้าแม่สามี คำแก้ตัวใด ๆ ล้วนไร้ผล มีเพียงแม่สามีตอบตกลงเท่านั้น พวกนางสามคนจึงจะมีทางรอด
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ลูกสะใภ้ไม่กล้า จึงขอให้ท่านแม่ช่วยตัดสินใจ” หลินซื่อไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย เพราะนางกลัวว่าเมื่อเงยหน้าขึ้นมองแล้วก็จะไม่มีความกล้าพูดต่อไปอีก
“สามคนนี้ เจ้าคิดว่าจะทำอย่างไร?” เย่อวี๋หรานย่อมไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายทำเป็นเลอะเลือนผ่านไปเช่นนี้ จึงถามไปตรง ๆ
หลินซื่อชะงักนิ่ง กัดริมฝีปากแน่น ไม่ปริปาก
ตามความคิดของนาง ในเมื่อพี่สาวของนางจำเพาะเอาลูกมาส่งถึงที่นี่ แสดงว่าคงจนปัญญาแน่แล้ว
แม่ม่ายลูกกำพร้า การเลี้ยงลูกไม่ใช่เรื่องง่าย
พี่สาวสามารถพบผู้ชายคนหนึ่งที่เต็มใจเลี้ยงดูนางแล้ว นางคง…
“เจ้าคงไม่ได้คิดจะเลี้ยงพวกนางให้พี่สาวเจ้าหรอกนะ?” เย่อวี๋หรานกล่าวต่อไปว่า “เจ้าต้องคิดให้ดี ตอนนี้เจ้ายังไม่มีลูก ตอนนี้กลับต้องเลี้ยงหลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยแล้ว ถ้ามีเด็กสามคนนี้เพิ่มขึ้นมา เจ้าคิดว่าเจ้าเลี้ยงไหวหรือ?”
หลินซื่อลนลาน “ท่านแม่…ถ้าข้าไม่ช่วย แล้วพวกนางจะทำอย่างไรเจ้าคะ? ข้าถามต้ายาแล้ว พี่ข้าพาพวกนางมาทิ้งไว้ที่นี่แล้วก็จากไปกับผู้ชายคนนั้นตั้งแต่ตอนกลางคืน ตอนนี้จะตามไปคงตามไม่ทันแน่เจ้าค่ะ…”
ความจริงแล้ว นางก็ไม่หวังให้ตามทัน
ครึ่งชีวิตหลังของผู้หญิงต้องพึ่งพาใครหรือ?
คนที่จะพึ่งพาได้ก็คือสามีและลูกชาย พี่สาวนางไม่มีทั้งสามีและลูกชาย นี่ยังไม่น่าเวทนามากพออีกหรือ?
“ยังไม่ตามเลย เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าตามไม่ทัน?” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ
หลินซื่อใจหายวาบ “จะ จะตามทันได้อย่างไรเจ้าคะ?”
เย่อวี๋หรานหรี่ตาลง “หลินเหลียนฮวา เจ้าบอกข้ามาตามตรง เจ้าคงไม่ได้รู้มาแต่แรกว่าพี่เจ้าจะเอาลูกมาทิ้งแล้วหนีไปหรอกใช่ไหม?”
หลินซื่อละล่ำละลักปฏิเสธ “เปล่าเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้…ถ้าข้ารู้ ข้าจะไม่ห้ามนางได้อย่างไร? กลางดึกกลางดื่นแบบนั้น นางบุกป่าฝ่าดงมากับผู้ชายคนเดียวก็คงไม่ปลอดภัย…”
นางยิ่งพูดก็ยิ่งร้อนใจ
แม้นางจะไม่รู้ว่าพี่สาวนางจะ ‘หนี’ ไปแบบนี้ แต่นางรู้เรื่องที่พี่สาวมีผู้ชายคนใหม่อย่างลับ ๆ ตอนนั้นนางคิดง่าย ๆ เพียงว่า แม่ม่ายลูกกำพร้านั้นไม่ง่าย มีผู้ชายคนหนึ่งคอยดูแลพี่สาวก็เป็นเรื่องดี
แต่นางคิดไม่ถึงว่า พี่สาวนางจะเอาลูกมาทิ้งให้แล้วหนีไปเช่นนี้