ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 421 ข้าเหมือนคนโง่นักหรือ
บทที่ 421 ข้าเหมือนคนโง่นักหรือ
หลินซื่อร้องไห้ฟูมฟาย ทำเสียราวกับว่าคนรอบข้างบังคับให้นางไปเป็นโสเภณีก็ไม่ปาน[1]
หลิ่วซื่อ หลิวซื่อ และหลี่ซื่อปล่อยมือแล้วถอยไปอยู่ข้าง ๆ พลางลอบสังเกตสีหน้าของเย่อวี๋หราน
สีหน้าเย่อวี๋หรานไม่ค่อยดีนัก เห็นท่าทางของหลินซื่อแล้วก็รู้สึกปวดฟัน “ร้องร้องร้อง ร้องหาพระแสงอะไร? ข้าไม่ได้บังคับให้เจ้าเลี้ยงหลานสาวสามคนนี้เสียหน่อย ถ้าเจ้าไม่เต็มใจก็ส่งพวกนางกลับไปให้พี่สาวเจ้าโน่น ไม่อย่างนั้นก็ส่งพวกนางกลับไปให้พ่อพวกนาง เท่านี้ก็จบปัญหาได้แล้วไม่ใช่เรอะ?”
นางไม่คิดจะแบกหม้อดำใบนี้หรอกนะ
“ถ้าสามารถส่งกลับไปได้ ข้ายังจะไม่ส่งกลับไปอีกหรือเจ้าคะ?” หลินซื่อยังคงร้องไห้
“ทำไมจะส่งกลับไปไม่ได้? เสือร้ายยังไม่กินลูกตัวเอง พ่อแท้ ๆ ยังจะปล่อยปละลูกตัวเองไม่ไยดี ปล่อยให้พวกนางไปตายอยู่ข้างนอกหรือ? หลินเหลียนฮวา ข้าตามใจเจ้าเกินไปแล้วใช่ไหม? หลานสาวของเจ้า เจ้าไม่ให้พ่อแม่ของพวกนางเลี้ยง เจ้าเองก็ไม่คิดจะเลี้ยง เจ้าคิดจะให้ใครเลี้ยง? เจ้าคิดว่าข้าเหมือนคนโง่มากเลยใช่ไหม?”
“แต่…แต่ว่า ท่านก็เลี้ยงซานเม่ยซื่อเม่ยนี่นา?”
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่ถูกกล่าวถึงหดคอลงในฉับพลัน ไม่กล้ายืนอยู่ด้วยกันกับหลินซื่ออีก
ตลกแล้ว อยู่เรือนสกุลจูมานานขนาดนั้น จูต้าเหนียงมีนิสัยอย่างไร พวกนางยังจะไม่รู้อีกหรือ? ถ้านางเต็มใจทำเรื่องนี้ เช่นนั้นก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้านางไม่เต็มใจทำ ผู้ใดจะบังคับนางก็ไร้ประโยชน์
“เจ้าพูดแบบนี้หมายความว่าอย่างไร? ทำไมหรือ ข้าเลี้ยงหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยแล้ว ก็ต้องเลี้ยงหลานสาวอีกสามคนให้เจ้าด้วย? เจ้าคิดมากเกินไปหรือเปล่า? ที่นี่คือสกุลจู ไม่ใช่สกุลหลินหรือสกุลหลี่ว์ ถ้าเจ้าอยากหาคนโง่ที่ยอมเสียเปรียบก็ไปหาที่สกุลหลินโน่น” เย่อวี๋หรานชักสีหน้า กล่าวเตือนอย่างเย็นชา “สกุลจูของข้ามีเจ้าคนหนึ่งก็ไม่มาก ขาดเจ้าไปสักคนก็ไม่เป็นไร”
ข่มขู่คนบางคนไปตรง ๆ ว่าอย่าสำคัญตัวเองให้มากนัก สกุลจูหาได้ขาดแคลนลูกสะใภ้
คำกล่าวนี้เย่อวี๋หรานเคยพูดมาก่อนแล้ว แต่เห็นได้ชัดว่าหลินซื่อไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
“ฮือ ๆๆ…” หลินซื่อร้องห่มร้องไห้ คราวนี้นางไม่กล้าพูดอะไรพล่อย ๆ อีกแล้ว
เย่อวี๋หรานไม่ได้เกลี้ยกล่อมให้หลินซื่อเลิกร้องไห้อีก แต่ให้จูปาเม่ยเข้าห้องไปหยิบพู่กันและหมึกมาเขียน ‘สัญญา’ ฉบับหนึ่งเสียตรงนั้น แล้วให้หลินซื่อประทับลายมือ
“อย่าโทษว่าแม่สามีอย่างข้าใจร้ายเลย แม้แต่คนเป็นพี่น้องกัน เรื่องเงินทองก็ต้องคำนวณให้ชัดเจน นับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นเมียของเจ้าห้า บัญชีของเจ้ากับสะใภ้คนอื่นก็ต้องลงไว้ให้ชัดเจนเช่นกัน หลินซานเม่ยกับหลินซื่อเม่ยโตแล้ว พวกนางใช้แรงงานตัวเองแลกเงิน เลี้ยงดูตัวเองได้ เช่นนั้นก็แล้วไปเถอะ แต่หลานสาวสามคนของเจ้าไม่เหมือนกัน พวกนางยังเล็ก ทำงานหนักไม่ไหว ถ้าอยากกินข้าวก็ต้องจ่าย ‘ค่าเลี้ยงดู’
“พวกข้าคิดตามราคาปัจจุบัน ขายให้คนอื่นเท่าไหร่ก็คิดเงินหลานสาวสามคนของเจ้าเท่านั้น
“ถ้าเจ้ามีเงินไม่พอ ยังรวบรวมมาในทันทีไม่ได้ก็ไม่เป็นไร สามารถค้างชำระไว้ก่อน ถึงตอนนั้นข้าจะให้หลี่ซื่อลงบัญชีของเจ้าเอาไว้ เจ้ามีเงินแล้วค่อยใช้คืนให้ครบ”
……
เย่อวี๋หรานยังเตือนหลินซื่อว่าถ้าอยากเลี้ยงหลานสาวสามคนนั้น นอกจากต้องคิดบัญชีกับสกุลจูให้ชัดเจนแล้ว ยังต้องไปคิดบัญชีกับสกุลหลี่ว์ให้ชัดเจนด้วย
อย่างไรเสีย ตอนแรกที่สกุลหลี่ว์ยอมปล่อยคนไปก็เพราะหลินต้าเม่ยรับปากว่านางจะเลี้ยงดูลูกสาวทั้งสามคน
ตอนนี้หลินต้าเม่ยหนีไปแล้ว แต่เด็กสามคนนี้ถึงอย่างไรก็ยังเป็นเด็กสกุลหลี่ว์ คนสกุลหลี่ว์จะยอมปล่อยมือหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง ถ้าสกุลหลี่ว์ไม่ยอมปล่อยคน ถึงแม้หลินซื่ออยากเลี้ยงดูก็ไม่แน่ว่าจะทำได้
“ท่านแม่?!” หลินซื่อตกตะลึงไปอีกครั้ง “ท่านยังจะให้ข้าไปหมู่บ้านสกุลหลี่ว์? ท่านแม่ เรื่องนี้จะให้ทำอย่างไร? พวกเขาต้องไม่ยอมปล่อยคนไปอยู่แล้ว ต่อให้เป็นลูกสาวสามคนก็ยังเอาไปแลกข้าวได้นะเจ้าคะ…”
เพียงนึกถึงนิสัยใจคอของคนสกุลหลี่ว์ นางก็สามารถจินตนาการได้เลยว่าคนบ้านนั้นจะทำเรื่องแบบไหนออกมาได้บ้าง
เย่อวี๋หรานกล่าวว่า “เช่นนั้นเจ้าก็เอาเสบียงอาหารไปแลกกับสกุลหลี่ว์เสียสิ เขียนสัญญาขายขาดไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วให้สองฝ่ายประทับลายมือ ต่อไปลูกสาวสามคนของพี่เจ้าก็จะอยู่ในอุปการะของเจ้าแล้ว จะเป็นจะตาย จะดีจะร้าย ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับสกุลหลี่ว์อีก ถ้าเจ้าไม่เขียนสัญญา ต่อให้ตอนนี้สกุลหลี่ว์ตกลงให้เจ้าเลี้ยงดู พวกเขาก็อาจมาพาพวกนางกลับไปเมื่อไหร่ก็ได้ จะขายหรือให้ออกเรือนไปก็ขึ้นอยู่กับความปรารถนาของพวกเขา”
คนสกุลจูทั้งหมดคิดไม่ถึงเลยว่าครานี้เย่อวี๋หรานจะมีท่าทีเย็นชาเช่นนี้
ในอดีตนั้นเวลาที่ทุกคนประสบปัญหาอะไร นางก็จะออกหน้าจัดการให้เสมอ
เมื่อคนอื่นได้ยินชื่อ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ ย่อมมีเพียงไม่กี่คนที่กล้าโวยวาย เรื่องต่าง ๆ ก็จัดการได้อย่างค่อนข้างราบรื่น
แต่คราวนี้เย่อวี๋หรานกลับจะให้หลินซื่อไป ‘จัดการ’ ด้วยตัวเอง?!
นางเป็นเพียงเด็กสาวที่ออกเรือนแล้วคนหนึ่ง หน้าบางขนาดนั้น หากตรงไปจัดการเรื่องราวที่หมู่บ้านสกุลหลี่ว์ คนฝั่งนั้นจะไว้หน้านางหรือ?
ไม่รอให้ทุกคนใคร่ครวญจนกระจ่าง เย่อวี๋หรานก็บอกให้หลี่ซื่อลงบัญชีเอาไว้ หาโจ๊กมาให้เด็กสามคนนั้นกินเสียก่อน ยามเช้าตรู่เช่นนี้ ครอบครัวตนเองยังไม่ได้กินข้าว นางหิวมาตั้งนานแล้ว
แล้วบอกให้หลิ่วซื่อที่มีหน้าที่ทำอาหารเร่งมือสักหน่อย รีบเตรียมอาหารเช้าให้เรียบร้อยโดยเร็ว
คนอื่น ๆ ควรทำสิ่งใดก็ไปทำสิ่งนั้น
เพียงชั่วพริบตาเดียว ทั่วลานเรือนก็พลันว่างเปล่า เหลือเพียงหลินซื่อ หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยาและหลี่ว์ซานยาที่ยังคุกเข่าอยู่ตรงนั้น รวมถึงหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยที่รั้งอยู่ด้วยความเป็นห่วง
“พี่รอง…” หลินซานเม่ยเข้าไปประคอง “ขาท่านเป็นอย่างไรบ้าง เจ็บไหมเจ้าคะ?”
“ไม่เจ็บ แค่ชานิดหน่อย” หลินซื่อจับมืออีกฝ่าย คิดจะยืนขึ้นมาแต่กลับพบว่าตนเองไร้เรี่ยวแรง
และเพราะอับจนปัญญา นางจึงได้แต่นั่งอยู่ที่พื้น… หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจึงเข้ามานวดขาให้
หลินซื่อทอดถอนใจ เห็นหลานสาวสามคนมองมาด้วยท่าทางขลาดเขลา ราวกับกลัวว่าจะถูกทิ้ง นางจึงกวักมือเบา ๆ “มานี่สิ”
“ขอโทษเจ้าค่ะ น้ารอง พวกข้าสร้างปัญหาให้ท่าน…” หลี่ว์ต้ายาที่อายุมากที่สุดรู้ประสาบ้างแล้ว นางจูงมือน้องสาวสองคนเข้ามา ขอขมาหลินซื่อพร้อมตาแดงก่ำ
“ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า เด็กดี น้ารองจะหาวิธี น้ารองไม่มีทางส่งพวกเจ้ากลับไปหรอก…” หลินซื่อสัญญา
นางคิดถึงคราวก่อนตอนที่นางและจูอู่ถูกคนสกุลหลี่ว์จับไปขังไว้ในเล้าหมู พี่สาวแท้ ๆ ยังไม่สนใจนางกับจูอู่ แต่หลานสาวสามคนนี้กลับแอบเอาน้ำมาส่งให้พวกนาง
เด็กดีแบบนี้ ไฉนจะไม่เอาแล้วเล่า?
ถ้าเป็นลูกสาวของนาง นางคงทะนุถนอมปานดวงใจแน่นอน
หลี่ว์ต้ายาน้ำตาร่วงเผาะ นางร้องไห้พลางกล่าวว่า “น้ารอง พวกข้าไม่กลัว ถ้าท่านไร้หนทางจริง ๆ ก็ส่งพวกข้ากลับไปเถอะเจ้าค่ะ พวกข้ารู้ พวกข้าชะตาอาภัพเอง พวกข้าไม่โทษท่าน…”
หลินซื่อกอดเด็กสามคนนั้นร้องไห้โฮขึ้นมาอีกครั้ง
หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยมองหน้ากันแล้วกัดฟันเอ่ยว่า “พี่รอง ท่านวางใจได้ พวกข้าจะช่วยท่านเลี้ยงเองเจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว พวกข้าจะช่วยท่านเลี้ยง ก็แค่กับข้าวถ้วยเดียว พวกข้าประหยัดสักหลายเหรียญก็หาคืนมาได้แล้ว”
[1] มาจากสำนวนว่า บังคับให้คนดีไปค้าประเวณี 逼良为娼 อุปมาว่าบังคับให้คนดีทำเรื่องชั่วช้า