ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 436 เกรงว่านางจะก่อเรื่องขึ้นมา
บทที่ 436 เกรงว่านางจะก่อเรื่องขึ้นมา
แม้ว่าเรื่องทำไร่ทำนาจะไม่จำเป็นต้องให้เย่อวี๋หรานลงมือเอง แต่นางก็ยังแวะมาเดินดูรอบ ๆ เป็นครั้งคราวเพื่อสังเกตสถานการณ์
เมื่อเห็นว่าพวกจูต้าทำงานอย่างหนักมาโดยตลอด นางก็เริ่มขี้เกียจสักหน่อย หากรู้สึกเหนื่อยก็พักสักหน่อย แย่สุดก็ยังสามารถแบ่งงานของหนึ่งวันแยกทำเป็นสองวันได้
“ท่านแม่ ไม่เป็นไรขอรับ ใกล้จะพลิกดินแล้ว รอจนปลูกมันเทศฤดูหนาว จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วก็มีเวลาพักอีกมากขอรับ”
พวกจูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่กลับไม่มีใครรู้สึกเหนื่อย
ตราบใดที่สามารถปลูกอะไรกินได้ ลำบากสักหน่อยจะเป็นอะไรไปเล่า
ในอดีตจูซื่อและจูอู่เป็นคนที่ขี้เกียจที่สุดในครอบครัว เย่อวี๋หรานแปลกใจอยู่บ้าง คาดไม่ถึงว่าในปีนี้จะกลายเป็นคนที่ ‘ขยันขันแข็ง’ ถึงเพียงนี้
แต่ไม่นานนางก็คิดออก ปีก่อน ๆ มีพื้นที่เพาะปลูกเพียงน้อยนิด ปลูกอย่างไรสุดท้ายผลลัพธ์ก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงนัก
ทั้งสองคนจะขี้เกียจก็เป็นเรื่องปกติ
แต่ปีนี้มันต่างออกไป หากปลูกให้ดีการเก็บเกี่ยวก็จะเพิ่มขึ้นด้วย ของที่เก็บมาก็จะสามารถทำให้พวกเขาได้ ‘รายได้’ จำนวนมากอีกด้วย
ข้าวเป็นอาหารหลักในบ้าน ไม่สามารถเอาไปขายได้ แต่ไม่ใช่ว่ายังมีมันเทศหรือ?
หลังจากเอามันเทศไปตากจนแห้งแล้ว ยังสามารถเอาไปบดเป็นผง ลวกเป็นเส้นมันเทศ หรือทำเป็นขนมเปี๊ยะมันเทศ ล้วนสามารถนำไปทำการค้าได้
ผู้ชายสกุลจูไม่สามารถทำการค้าได้ แต่พวกเขาสามารถปลูกบางสิ่งแล้วเอาไปให้คนอื่น ‘ขาย’ ได้
ดังนั้นพวกลูกสะใภ้สกุลจูที่มีหน้าที่ทำการค้าจะ ‘รับซื้อ’ มันเทศจากพวกผู้ชาย และทำเป็นอาหารชนิดต่าง ๆ เอาไปขายให้คนอื่น
แม้ว่าราคาวัตถุดิบจะไม่ได้ดีเท่า ‘ราคาของสินค้าแปรรูป’ ของพวกลูกสะใภ้สกุลจู แต่สำหรับผู้ชายที่ไม่มีรายได้ตลอดทั้งปีก็ยังเก็บเล็กผสมน้อยกลายเป็นรายได้ที่ค่อนข้างมาก
ได้กำไรมากกว่าค่า ‘สอนทำปุ๋ยหมัก’ ที่พวกเขาได้เสียอีก
หลังกลับจากไร่ เย่อวี๋หรานก็พบกานอี้เซียนที่รออยู่ข้างทางมานานแล้ว
หลังจากจับได้ว่าจูเหล่าโถว ‘มีชู้’ เมื่อคราวก่อน นางก็ไม่เจอเขามาช่วงหนึ่ง ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เย่อวี๋หรานจึงมองไปรอบตัวเพื่อดูว่ามีคนอื่นหรือไม่
“จูต้าเหนียง……” รอยยิ้มบนใบหน้าของกานอี้เซียนมีความเอาอกเอาใจอยู่ด้วย
“ไม่มีธุระไม่มาวัด[1] คราวนี้มีเรื่องอะไรหรือ? ไม่ใช่ว่ากิน ‘เสบียง’ หมดแล้วจึงอยากมาแลกเปลี่ยนอาหารกับครอบครัวพวกข้ากระมัง?” ท้ายประโยคเย่อวี๋หรานก็ยังพูดติดตลกไปด้วย
คุณชายที่ออกตรวจตรานอกเครื่องแบบอย่างลับ ๆ จะอาหารไม่พอกินได้อย่างไร?
กานอี้เซียนถูจมูก ไม่สบายใจเป็นอย่างมาก “ไม่มีอะไร แค่มาดูเท่านั้น ไม่ใช่ว่าระยะนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงหรือ ได้ยินว่าบ้านจูต้าเหนียงปีนี้เก็บเกี่ยวได้มากทีเดียว จึงอยากมาแสดงความยินดีกับเจ้าสักหน่อย”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “ก็ไม่ถึงกับเก็บเกี่ยวได้มาก ที่ดินบางส่วนถูกแบ่งไปปลูกมันเทศ การเก็บเกี่ยวข้าวก็มากพอ ๆ กับปีก่อน ๆ ไม่ได้มากมายอะไร”
“ข้าได้ยินมาแล้วว่าผลผลิตโดยรวมก็ไม่ได้ต่างจากปีก่อนมากนัก แต่นั่นไม่ใช่เพราะพื้นที่เพาะปลูกข้าวมีน้อยกว่าปีก่อนมากหรือ? รวมกับจำนวนผลผลิตของมันเทศ ปีนี้ก็ถือว่าเก็บเกี่ยวได้ผลผลิตอย่างอุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่ว่ามากแล้วหรือ?” ครั้นกานอี้เซียนพูดถึงการเก็บเกี่ยว ดวงตาทั้งสองข้างก็เปล่งประกาย เพราะสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับ ‘การประเมินผลการปฏิบัติงาน’ ของเขาด้วย
ในฐานะเทพ ชีวิตก็ไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
โดยเฉพาะเทพอารักษ์อย่างเขา การประเมินขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของการเก็บเกี่ยวในอาณาเขต
หากสภาพอากาศดี การเก็บเกี่ยวก็ย่อมดี เช่นนั้นเขาก็จะได้รับการประเมินที่ ‘ยอดเยี่ยม’ และมีแนวโน้มที่จะได้เลื่อนตำแหน่ง หากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติบ่อยครั้งจนผู้คนไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ เช่นนั้นบนหนังสือผลงานของเขาจะถูกทำเครื่องหมาย ‘กากบาทอันใหญ่’ ไว้ และชีวิตในอนาคตก็ไม่ง่ายแล้ว
“นอกจากนี้ พวกเจ้าไม่ใช่ว่ายังเตรียมตัวปลูกมันเทศฤดูหนาวด้วยหรือ เมื่อถึงเวลานั้นแน่นอนว่ายังมีการเก็บเกี่ยวครั้งใหญ่ด้วย”
คนอื่นไม่กล้าพูดเช่นนี้ แต่กานอี้เซียนเป็นใคร เขาเป็นเทพอารักษ์ของเชิงเขาไท่ตัง แม้ว่าขอบเขตอำนาจในตอนนี้จะเป็นเพียงสถานที่ขนาดใหญ่อยู่บ้างอย่างหมู่บ้านสกุลจู แต่จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ดีหรือไม่ เขาก็ยังสามารถคาดการณ์ได้
ปีนี้แดดออก น้ำฝนพอประมาณ ทั้งยังไม่มีภัยธรรมชาติ
ตราบใดที่พวกเย่อวี๋หรานปลูกตามประสบการณ์ก่อนหน้านี้ การปลูกมันเทศย่อมได้ผลผลิตที่ดี แม้ว่าการเก็บเกี่ยวจะไม่ดีเท่ารอบก่อน แต่ก็ยังถือว่าไม่เลว
“อวยพรให้เช่นนี้ ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น” เย่อวี๋หรานไม่คิดจะทำให้เขาลำบากใจ
ท้ายที่สุดแล้วคนก็จิตใจดี เรื่องก่อนหน้านี้ของจูเหลาโถวจะตำหนิเขาก็ไม่ได้ อีกทั้งยังไม่ใช่เขาที่ให้จูเหล่าโถวไป ‘นอกใจ’
เขาอยากจะ ‘หยุด’ แต่เกรงว่านางจะก่อเรื่อง ที่จริงแล้วก็เพื่อประโยชน์ของนาง
“คำพูดที่จูต้าเหนียงพูดก่อนหน้านี้ข้าล้วนจำใส่ใจ เจ้าวางใจ ข้าจะไม่สอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องเพาะปลูกของพวกเจ้า และจะไม่ขอให้เจ้าส่งต่อเคล็ดลับนี้ให้ผู้อื่น สิ่งที่เจ้าทำมันดีกว่าที่ข้าคิดไว้จริง ๆ…” กานอี้เซียนกล่าวจากใจจริง “ถ้าทำตามวิธีเดิมของข้า คาดว่าพวกเขาคงจะไม่เชื่อเป็นแน่ แต่หลังจากที่ลองใช้วิธีของเจ้า พวกเขาล้วนเชื่อกันหมด”
“ตราบใดที่ท่านไม่คิดว่าชาวนาเหล่านี้ที่ทำงานหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินเป็นพวกโง่เขลาก็จะเข้าใจได้เอง ไม่มีใครที่โง่เขลา เชื่อว่าจะมีผลประโยชน์หล่นลงมาจากฟ้า หากท่านผลีผลามบอกสิ่งที่เป็นประโยชน์กับคนอื่นไป แล้วสิ่งนั้นเป็นประโยชน์ก็ไม่แปลกที่คนอื่นจะสนใจท่าน” เย่อวี๋หรานพยักหน้าและพูดต่อ “เชื่อสิ่งที่ตาเห็น เชื่อสิ่งที่หูได้ยิน ต่อให้ท่านพูดมากแค่ไหนก็ไม่สู้ลงมือทำก่อน และให้คนรอบข้างเห็นผลลัพธ์กับตา หลังจากนั้นคนก็จะทำตามเอง ต่อให้ไม่ต้องเรียก แต่คนก็จะทำกับท่านด้วย”
“มิน่าเล่าเจ้าถึงแอบทำเองก่อนตลอด เมื่อทำสำเร็จแล้วถึงค่อยให้ทุกคนรู้ ส่วนต้นกล้ามันเทศนี้ยังไม่ทันเริ่มปลูกก็เป็นที่ต้องการมากแล้ว ข้าได้ยินว่ามีคนมาถามไถ่อยู่มากทีเดียว แต่น่าเสียดายที่เจ้าเตรียมต้นกล้าไว้น้อยไปสักหน่อย จึงมีไม่พอแบ่ง…” เป็นธรรมดาที่กานอี้เซียนจะเข้าใจว่า ขอเพียงแค่ต้องการต้นกล้ามันเทศมากสักหน่อยก็มีหลายวิธีที่ทำได้
แต่เย่อวี๋หรานไม่ใช่ นางยืนยันว่าทุกครอบครัวจะได้เพียงเล็กน้อย ซึ่ง ‘เป็นข้อจำกัด’ ของทุกคน
นางมองลึกเข้าไปในดวงตาของเขา แล้วพูดว่า “นี่เรียกว่า ‘กลยุทธ์กระตุ้นความอยากด้วยข้อจำกัด’”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“มอบข้าวหนึ่งถุงนับเป็นบุญคุณ แต่เพิ่มข้าวเป็นหนึ่งกระสอบกลับได้คืนเป็นความแค้น ท่านเข้าใจหรือไม่? คนกินข้าวสามชามก็อิ่มแล้ว แต่หากข้าให้สิบชามพร้อมกันในคราวเดียวเล่า เขายังจะรู้คุณค่าของมันหรือไม่? แน่นอนว่าไม่แล้ว ได้วันละสิบชามทุกวัน เขาล้วนกินไม่หมด เมื่อนานไปแน่นอนว่าย่อมเสียเปล่า แต่หากข้าให้เพียงชามเดียว และไม่ได้ให้เปล่า ยังให้เขาแลกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง สิ่งที่เขาทำงานหนักเพื่อแลกมา แต่ยังได้กลับมาเพียงเล็กน้อย กินยังไม่พออิ่ม ก็จะดูได้มายากมาก ท่านคิดว่าเขาจะหวงแหนมันหรือไม่?”
กานอี้เซียนครุ่นคิด “ที่จูต้าเหนียงไม่ให้หลี่ว์ต้ายา หลี่ว์เอ้อร์ยา และหลี่ว์ซานยากินข้าวอิ่มท้องเป็นพิเศษเพราะสาเหตุนี้ใช่หรือไม่?”
เย่อวี๋หรานเลิกคิ้ว “เรื่องของพวกเราสกุลจู ท่านค่อนข้างรู้ดีทีเดียว”
กานอี้เซียนตระหนักได้ว่าตัวเองพลั้งปากไป สีหน้าก็กระอักกระอ่วนขึ้นมา “เฮอเฮอเฮอเฮอ…ได้ยินมา แค่ได้ยินมา…”
เย่อวี๋หรานพูดไม่ออก : ล้อกันเล่นหรือ ในเวลานี้เรื่องนี้มีเพียงคนในสกุลเท่านั้นที่รู้ ไม่มีใครแพร่งพรายเรื่องนี้ แล้วเขาจะไป ‘ได้ยิน’ มาจากที่ไหนเล่า?
“ไม่อยากบอกความจริง เช่นนั้นไม่ต้องพูดก็ได้ หากโกหกคนอื่นจะไม่เชื่อถือเอาได้” เมื่อพูดไปตามตรงแล้ว เย่อวี๋หรานก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เรื่องวิธีการเพาะปลูก ครอบครัวข้าไม่คิดปิดบัง เมื่อถึงเวลาจะพาทุกคนไปปลูกมันเทศฤดูหนาวด้วย ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็ปลูกข้าว หากคนยอมทำตามก็จะสอนให้พวกเขาโดยไม่ต้องมีสิ่งตอบแทน……เรื่องนี้วางใจได้ ตราบใดที่พวกเขาได้ลิ้มลองความหอมหวานนี้แล้ว ในระยะเวลาสามปีห้าปี วิธีการเพาะปลูกแบบใหม่ก็น่าจะแพร่หลายไปทั่วแล้ว เมื่อถึงครานั้นท่านเพียงแค่ต้องหาเหตุผลเล็กน้อยแล้วกระจายวิธีการนี้ออกไป……”
[1] ไม่มีธุระไม่มาวัด หมายถึง หากไม่มีธุระย่อมไม่มา