ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 437 จูชีไม่ใช่คนทึ่ม
บทที่ 437 จูชีไม่ใช่คนทึ่ม
นางสารภาพตามตรงว่าตัวเองไม่ได้ต้องการ ‘ปิดบัง’ เรื่องวิธีการเพาะปลูก
นางหวังว่ายิ่งผู้คนได้เรียนวิธีเพาะปลูกแบบใหม่มาก ก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้น
จากประสบการณ์ของนางในชีวิตก่อน ผู้คนมีปัญหาแค่เรื่องการเติมท้องให้อิ่ม ได้กินของดี ๆ กับแต่งตัวดี ๆ เท่านั้น
ถึงครานั้นการค้าของสกุลจูจะได้เริ่มต้นอย่างแท้จริง
เรื่องที่จูชีต้องไปเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ในปีหน้า เย่อวี๋หรานยังกล่าวขึ้นมาคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ
นางไม่ได้คาดหวังว่ากานอี้เซียนจะให้ความช่วยเหลือมากนัก หวังเพียงแค่เมื่อถึงเวลานั้น อีกฝ่ายจะช่วย ‘ดูแล’ สักหน่อย ไม่ให้จูชีต้องลำบากเกินไป
คนอื่นไม่รู้สถานการณ์ของจูชี แต่นางจะไม่รู้หรือ?
อย่ามองว่านางพูดว่า ‘จูชีไม่ใช่คนทึ่ม’ แต่ความฉลาดทางสติปัญญาของจูชีนั้นต่างจากคนทั่วไป เรื่องทางโลกนั้นเขาล้วนไม่รู้โดยสิ้นเชิง จะกี่มากน้อยก็ยังทำให้นางเป็นห่วงอยู่บ้าง
คนเช่นนี้หากมีเบื้องหลัง มีคนสนับสนุน ก็ยังสามารถเป็น ‘บัณฑิต’ ได้ แต่หากไม่มี ก็คงมีชะตาชีวิตที่ได้แต่ถูกคนรังแกจนตายเท่านั้น
กานอี้เซียนไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับคำพูดของเย่อวี๋หราน ชมว่าจูชีฉลาดมากอย่างพยายามเอาใจใครบางคน
เย่อวี๋หรานได้ยินคำพูดของเขาก็คิดว่าความหมายของเขาคือ ‘สัญญา’ จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
ที่ดินของสกุลจูเป็นสิ่งแรกที่ต้องจัดการให้เรียบร้อย ก่อนอื่นใช้คันไถนาก้านโค้ง พรวนดินลึกลงไป ทำลายก้อนดิน จัดการเศษเล็กเศษน้อยเช่นหิน ปรับหน้าดินให้ละเอียดและราบเรียบ ก่อนจะลงมือเพาะปลูก
หากต้องการผลผลิตสูง มันเทศจะต้องได้รับปุ๋ยที่เพียงพอ
ในยุคนี้ไม่มีของจำพวกยูเรีย หรือแคลเซียม ฟอสเฟต จึงนึกถึงวิธีเก่าคือใช้พวกมูลวัว มูลไก่ และอื่น ๆ ที่เตรียมไว้ล่วงหน้า
ปีนี้มูลวัวหายากมาก บ้านไหนที่เลี้ยงวัว เมื่อพบว่าวัวออกไปข้างนอกก็ล้วนคิดหาวิธีเอากลับมา นี่เป็น ‘ก้อนทอง’ ตามธรรมชาติที่ไม่มีใครตัดใจทิ้งได้
ที่บ้านมูลไก่นั้นยังหาได้ง่าย
ตั้งแต่ที่พบว่าเศษหอยโข่งผสมกับผักที่เป็นอาหารไก่หรืออาหารหมู หลังจากนำไปปรุงสุกแล้วค่อยเอาไปเป็นอาหารสัตว์จะยิ่งได้ผลลัพธ์ที่ดี พวกสะใภ้สกุลจูก็ไม่มีใครเกียจคร้านที่จะทำสิ่งเหล่านี้ทุกวันอีกเลย
นอกจากใช้เองแล้ว พวกนางยังแอบบอกบ้านเดิมตัวเองด้วย เพราะคนรู้ไม่มาก จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีการ ‘แก่งแย่ง’ ไปอีกสักพักหนึ่ง แต่เป็นการที่เจ้าส่งต่อให้ข้า ข้าส่งต่อให้เจ้า แต่คาดว่าวันนั้นคงอยู่ไม่ไกลแล้ว
เย่อวี๋หรานเน้นว่า “เมื่อใส่ปุ๋ยแล้ว ต้องคลุมดินด้วยร่องน้ำ ด้วยวิธีนี้จะสามารถป้องกันการสูญเสียสารอาหารได้ และจะไม่ทำร้ายรากของต้นมันเทศ”
หลังจากทุกอย่างเตรียมพร้อมแล้ว ก็ตัดต้นกล้ามันเทศได้
เพราะต้องการสอนวิธีทำให้ทุกคน เย่อวี๋หรานจึงสั่งให้พวกจูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ว่า ยามที่ทำก็ให้ไปบอกเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสด้วย ดูว่าทางนั้นสามารถแบ่งคนที่มีฝีมือมาศึกษาในไร่ได้หรือไม่
นอกจากนี้ เมื่อถึงเวลาที่ครอบครัวใดจะปลูก ก็จะให้ลูกชายหรือลูกสะใภ้ในบ้านไปคอย ‘ชี้แนะ’ เพื่อช่วยเหลือด้วย
เมื่อมาเรียนรู้ในไร่ก็จะได้ช่วยคนสกุลจูดึงเส้นแบ่งพื้นที่ ปักต้นกล้ามันเทศลงไปสองสามต้น เช่นนั้นก็เรียบร้อยแล้ว ไม่เช่นนั้นในขณะที่คนกำลังยุ่งกับการทำงาน เจ้าจะยืนมองอยู่เฉย ๆ หรือ?
เช่นนั้นคงไม่เข้าท่านัก
ยิ่งไปกว่านั้น เย่อวี๋หรานยังอยู่ข้างไร่ แม้จะเพียงแค่แสดงแผนให้เห็นอย่างเรียบง่าย แต่ก็ยังลงมือช่วยอยู่บ้าง
เพราะต้นกล้ามันเทศมีจำนวนจำกัด ปริมาณการปลูกในครั้งนี้จึงไม่สู้ครั้งก่อน เพียงวันสองวันก็ทำงานเสร็จแล้ว
แน่นอนว่า ‘คนยิ่งเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันก็ยิ่งมีพลัง’ จึงลงมือเร็วยิ่งขึ้น
ทักษะในการตีเส้นแบ่งพื้นที่ ทักษะการขุดหลุม และทักษะการฝังดินนั้นแตกต่างกัน ทุกคนล้วนรู้สึกว่าตัวเองต้องจริงจังให้มาก เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำอะไรพลาดไป เมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วผลผลิตจะออกมาไม่ดี
หลังเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็เป็นการปลูกมันเทศ ทั้งหมู่บ้านสกุลจูก็ยุ่งอยู่กับงาน
ระหว่างนั้น หลังสิ้นสุดช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ร่วงที่แสนวุ่นวาย จูชีก็พาต้าเป่าและเอ้อร์เป่าไปขอลาหยุดกลับมาครั้งหนึ่ง
ใช้คำพูดของเย่อวี๋หรานว่า “ในฐานะชาวนาจะไม่รู้วิธีเพาะปลูกได้อย่างไร? ช่วงที่ครอบครัวกำลังยุ่งกับการเพาะปลูก นั่นก็เป็นช่วงเวลาที่จะได้กลับมาเรียนรู้งานเพาะปลูก”
นางไม่รู้ว่าพวกเขาจะสามารถเดินไปได้ไกลเพียงใด จึงเป็นธรรมดาที่จะอยากให้พวกเขามาเรียนรู้ให้มาก ไม่แน่ว่าบางทีอาจมีประโยชน์ในอนาคตก็เป็นได้
เรื่องที่สกุลจูลาหยุดบ่อยครั้งอาจารย์เสินไม่ได้มีความคิดเห็นมากนัก สุดท้ายแล้วจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าก็ซื่อตรงอย่างถึงที่สุด ตราบใดที่ทำการบ้านที่ได้รับมอบหมาย แม้จะกลับบ้านแต่ก็ทำงานเสร็จทันเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น การเรียนรู้ของจูชีหลัก ๆ แล้วก็ไม่ได้เรียนในห้องเรียน เป็นความจริงที่เขาใช้เวลาในการท่องจำและเรียนรู้ในที่ส่วนตัวมากกว่า
“ท่านแม่ ยังมีแป้งมันเทศอยู่หรือไม่ขอรับ?” จูซานที่กลับมาด้วยเช่นกันถามเย่อวี๋หราน
“มี ทำไมหรือ?”
“อย่างนี้ขอรับท่านแม่ ก่อนหน้านี้ข้าเอาแป้งมันเทศไปให้เพื่อนร่วมสถานศึกษาของเจ้าเจ็ด หลังจากที่พวกเขากินก็บอกว่าอร่อยมาก จึงอยากจะซื้อกลับไปให้ครอบครัวลองกินสักหน่อยขอรับ”
เมื่อได้ยินเรื่องนี้ เย่อวี๋หรานก็ถามว่า “เจ้าได้ไปบอกเสินต้าเหนียงหรือยัง? เจ้าไปเรียนเป็นเพื่อน เอาเรื่องการค้าเข้าไปในสถานศึกษาของคนอื่น ถึงครานั้นพวกเขาคงไม่พอใจนัก”
“ข้ากำลังจะบอกท่านแม่เลยขอรับ” จูซานกล่าวว่า “ข้าบอกเสินต้าเหนียงแล้วขอรับ บอกว่าเพื่อนร่วมสถานศึกษาของเจ้าเจ็ดดูเหมือนจะชอบแป้งมันเทศ ทำการค้าในสถานที่ของพวกเขาเกรงว่าจะไม่ดีนัก อยากเข้าไปขายในโรงอาหาร เมื่อถึงเวลาทางโรงอาหารก็จะขายให้นักเรียน เสินต้าเหนียงเห็นด้วย บอกว่านางกำลังคิดจะบอกเรื่องนี้กับครอบครัวของพวกเรา ไม่ใช่แค่นักเรียนเท่านั้นที่อยากกิน แต่ครอบครัวของพวกเขาก็อยากกินด้วยเป็นครั้งคราว จะเป็นอาหารเช้า หรือเติมท้องในช่วงกลางวันก็ล้วนดีทั้งนั้นขอรับ”
“ได้ ตราบใดที่เสินต้าเหนียงเห็นด้วย เช่นนั้นก็ไม่เป็นไร”
จูซานดูเหมือนจะเห็นโอกาสทางการค้าบางอย่าง เขาพูดต่อไปว่า “ท่านแม่ ท่านมีความคิดอยากขายแป้งมันเทศในตำบลหรือไม่ขอรับ? ข้าลองดูการค้านี้แล้ว ของสิ่งนี้ในตำบลไม่มีขาย ถ้าเอาไปทำการค้าขายน่าจะไม่เลวทีเดียวขอรับ”
“ข้าก็กำลังคิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน” เย่อวี๋หรานพูด “แต่ยังคิดไม่ออกว่าจะทำอย่างไร เจ้าเจ็ดต้องเรียนหนังสือ ผู้ชายในครอบครัวของพวกเราจึงไม่สามารถข้องเกี่ยวกับการค้าได้เด็ดขาด ข้าต้องคิดวิธีที่ไม่ให้ครอบครัวพวกเราเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ และยังสามารถหาเงินได้โดยไม่กระทบต่อชื่อเสียงและตำแหน่งของลูกหลานสกุลจู”
“ก็จริงขอรับ” จูซานก็ลังเลเช่นกัน “ระหว่างทำการค้าในครอบครัวตัวเอง กับไปทำการค้าในตำบล ทั้งสองอย่างต่างกันอย่างสิ้นเชิง อยู่บ้านตัวเองพวกน้องสาวพวกสะใภ้ก็ไม่ต้องออกจากบ้าน หากต้องออกไปข้างนอกก็ยังมีผู้ชายไปด้วย…หรือจะทำเหมือนก่อนหน้านี้ดีขอรับ ส่งต่อธุรกิจให้คนอื่น แล้วพวกเราก็ขายส่งเพียงเท่านั้น รายได้จากการขายส่งถึงไม่ต้องไปขายในตำบลเองก็ยังได้เงิน”
“เรื่องนั้นข้ากำลังคิดว่าควรหาคู่ค้าดีหรือไม่”
“หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
เย่อวี๋หรานแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา
เดิมทีนางก็มองออกนานแล้วว่าหากทำเพียงธุรกิจค้าส่ง แน่นอนว่าจะไม่สามารถทำเงินจากธุรกิจค้าปลีกเบื้องหลังได้
แต่นางไม่สามารถพยักหน้าแล้วให้พวกลูกชายสกุลจูออกไปทำการค้าได้ เมื่อสกุลจูได้คำว่า
‘พ่อค้า’ สองพยางค์นี้มาแล้ว ในหลายชั่วอายุคนก็จะไม่สามารถเข้าสอบคัดเลือกข้าราชการเคอจวี่ได้
นางส่งจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่าไปที่สถานศึกษาแล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถปล่อยให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้
หากเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถหาเงินได้ แต่หากไม่มีเงินก็ไม่สามารถเรียนหนังสือได้