ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 453 เจ้าหนีไปดีกว่า
บทที่ 453 เจ้าหนีไปดีกว่า
จูต้าและจูเอ้อร์งงงัน “เจ้าสี่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ต่อให้ระหว่างท่านพ่อกับแม่ม่ายฉินมีอะไรกัน ท่านแม่ก็คงไม่ถึงขั้นปลดท่านพ่อหรอกกระมัง?”
……
ตอนพูดคำว่า ‘ปลด’ ออกมา อย่าว่าแต่คนพูดชะงักไปเล็กน้อย กระทั่งสามคนที่เหลือก็ชะงักไปเช่นกัน
แต่ไหนแต่ไรมามีเพียงสามีที่ปลดภรรยา เคยมีภรรยาปลดสามีที่ไหนกัน?
แต่ครั้นลองมานึกดู แต่ไหนมาก็เป็นมารดาของพวกเขาที่เป็นใหญ่ที่สุดในครอบครัว ตอนนี้บิดาทำผิด มารดาจะปลดบิดา ก็ดูคล้ายจะเป็นเรื่องที่มารดาของพวกเขาทำออกมาได้จริง ๆ
ชั่วขณะนั้น พวกเขาพลันเงียบงันไป
ถ้ามารดาของพวกเขาต้องการจะปลดบิดาจริง ๆ พวกเขาควรทำอย่างไรเล่า?
แม้จะเป็นเรื่องที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าหากบิดามารดาหย่าร้างกัน พวกเขาจะต้องเลือกมารดาเป็นแน่แท้ แต่ถ้าไม่ใช่การหย่าโดยเต็มใจทั้งสองฝ่าย แต่เป็นการปลดเล่า?
“อย่ากังวลล่วงหน้าไปเลย พวกเรายังไม่รู้เลยว่าท่านแม่จะตัดสินใจอย่างไร” จูซื่อกล่าวอย่างไร้ชีวิตชีวา
จูต้ากล่าวอย่างเคร่งขรึม “ทำงานต่อเถอะ พวกเราต้องเก็บต้นถั่วเหลืองพวกนี้ให้เสร็จก่อนฟ้ามืด”
“ใช่ ทำงานก่อนดีกว่า ถึงตอนนั้น…” จูเอ้อร์หยุดไปเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวว่า “แต่ไหนมา คนที่ใหญ่ที่สุดในครอบครัวพวกเราก็คือท่านแม่ ท่านแม่จะทำอะไรมีใครขวางได้ด้วยหรือ”
บรรยากาศเงียบงันไปอีกครั้ง
พวกเขาหยิบเคียวขึ้นมาก้มหน้าก้มตาทำงานกันต่อ
เพราะอารมณ์ไม่ดีจึงระบายความอัดอั้นในใจใส่ต้นถั่วเหลือง ตวัดเคียวฉับ ๆ เด็ดขาดฉับไวยิ่งนัก
ไม่ได้ทำงานไปพลางพูดคุยหัวเราะกันเหมือนตอนก่อนหน้านี้อีกแล้ว
นี่คงเป็นการทำงานที่น่าอึดอัดมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของพวกเขาแล้ว
สุดท้ายแล้วยามสนธยาก็มาถึง
แม้สถานการณ์จะไม่สู้ดี เมื่อยามพลบค่ำมาถึง จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็ยังคงต้องแบกต้นถั่วเหลืองไว้บนไหล่แล้วเดินทางลงมาจากบนเขา
ขณะเดียวกัน จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นเห็นสีท้องฟ้าแล้วก็ยิ่งกระวนกระวายใจ
“ท่านพ่อ ท่านแม่ ฟ้าจะมืดแล้วนะเจ้าคะ…” พวกนางเอ่ยเตือนพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
ตลอดทั้งบ่ายนี้ ครอบครัวพวกนางไม่ได้ทำอันใดทั้งสิ้น เพียงรวมตัวกันนั่งอยู่ในเรือนช่วยออกความคิดให้จูเหล่าโถว
แต่ช่วยกันคิดจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีความคิดใดที่พอจะสามารถนำไปใช้ได้เลย
“ทำไมฟ้ามืดไวเช่นนี้?!” จูเหล่าโถวเงยหน้ามองแล้วก็ต้องกลัดกลุ้ม
“เข้าฤดูใบไม้ร่วงแล้ว ฟ้าก็จะมืดเร็วขึ้นเรื่อย ๆ น่ะสิ…” จูเหล่าซื่อกล่าวเป็นเชิงสะท้อนใจ
“แต่เจ้าใหญ่ยังไม่มีแผนรับมือเลยนะ” แม่เฒ่าจูกล่าว “เจ้าใหญ่จะทำอย่างไรเล่า? พอฟ้ามืด เขาก็ต้องกลับไปแล้ว”
“หดหัวก็หนึ่งมีด โผล่หัวก็หนึ่งมีด แล้วจะทำอย่างไร?” ใบหน้าจูเหล่าซานฉายแววลำบากใจ “พี่ใหญ่ทำเรื่องแบบนี้เอง พวกเราคิดหาวิธีการไปก็ไร้ประโยชน์ พี่สะใภ้เป็นคนแบบนั้น พวกเราทั้งบ้านไม่มีใครรับมือนางได้หรอก”
ทันใดนั้น ทุกคนก็พลันเงียบงันไป
เพราะเขาพูดไม่ผิด ถ้าเย่อวี๋หรานระเบิดขึ้นมาจริง ๆ ต้องการจะจัดการจูเหล่าโถว ก็ไม่มีใครสามารถขวางได้
จูเหล่าโถวตาแดงขึ้นมาอีกครั้ง คุกเข่าลงโขกศีรษะคำนับพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูสามครา “ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญู ต่อไปอาจไม่มีโอกาสได้แสดงความกตัญญูต่อพวกท่านอีกแล้ว”
“เจ้าพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร?” แม่เฒ่าจูปวดใจ ยื่นมือออกไปกุมมือของจูเหล่าโถวเอาไว้ ถึงอย่างไรก็ยอมรับไม่ได้ “จะถึงขั้นนี้ได้อย่างไร? เจ้าใหญ่ ไม่อย่างนั้นเจ้าก็หนีไปเสียเถอะ…หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์นั่นร้ายกาจเกินไป ถ้าเจ้ากลับไปก็คงไม่รอดแล้ว ไม่สู้หนีไปดีกว่า หนีไปให้ไกล ถึงจะลำบากไปสักหน่อย แต่ถึงอย่างไรก็ดีกว่าเอาชีวิตไปทิ้ง…”
“ข้าจะหนีไปไหนได้?” จูเหล่าโถวกล่าวพลางร่ำไห้ “ท่านแม่ ข้าอายุปูนนี้แล้ว ทำงานรับจ้างชั่วคราวยังไม่มีใครเอา ทั้งยังไม่มีแรงไปทำอะไรแบบนั้นอีกแล้ว ข้ายังจะหนีไปที่ใดได้?”
ยามนั้น จูซานเสิ่นพลันนึกอะไรขึ้นมาได้ “ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องหนีไปไกล ไปอยู่ในตำบลเถอะ”
“ในตำบล?”
“เจ้าสามบ้านท่านอยู่ที่ตำบลไม่ใช่หรือ?” จูซานเสิ่นกระตุ้นเตือน “ท่านหนีเข้าตำบลไป เจ้าเจ็ดเรียนหนังสืออยู่ที่นั่น นางคงไม่กล้าไปอาละวาด ตราบใดที่นางไม่กล้าอาละวาด ท่านก็จะรักษาชีวิตเอาไว้ได้”
“จริงด้วย” แม่เฒ่าจูก็เพิ่งนึกออก “เจ้าใหญ่ เจ้าเข้าตำบบลไปเถอะ ตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้ว คงไม่มีวิธีอื่นอีกแล้ว”
“แต่ว่า…แต่ถ้ากระทบการเรียนของเจ้าเจ็ด…” จูเหล่าโถวลังเล
ถึงจะพูดอย่างไร จูชีก็เป็นลูกชายของเขา เขารู้ว่าอีกฝ่ายเรียนหนังสือก็เพื่อเป็นเกียรติต่อบรรพบุรุษ ถ้าเรื่องของเขากระทบต่อการเรียนของจูชี เช่นนั้นเขาจะไม่ต้องกลายเป็นคนบาปของวงศ์สกุลไปหรอกหรือ?
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านคงยังไม่ทราบ ต้นฤดูใบไม้ผลิปีหน้าเจ้าเจ็ดจะเข้าร่วมการสอบแล้วขอรับ”
เนื่องจากจูชีเพิ่งเข้าไปเรียนในสำนักศึกษาได้ไม่นานนัก พวกเขาเองก็ยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร เพื่อจะได้ไม่กระทบต่อจูชี เย่อวี๋หรานจึงสั่งให้ทุกคนปิดปากเงียบ…ใครก็ไม่อาจพูดถึงเรื่องที่จูชีจะเข้าร่วมการสอบในปีหน้า
ถ้าสอบผ่านแล้วค่อยพูดออกไปก็นับว่าเป็นเรื่องดีงาม แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็จะไม่พูดถึงอีก เรื่องนี้ให้ผ่านไปทั้งอย่างนี้ จะได้ไม่มีใครมาเยาะเย้ยจูชี
“อะไรนะ?! เขาจะสอบปีหน้า?!” พ่อเฒ่าจูตะลึงพรึงเพริด “เขาเพิ่งจะ…เพิ่งจะเข้าเรียนไม่ใช่หรือ? จะรีบร้อนไปหน่อยหรือไม่? พวกเจ้าสองคนคิดอย่างไรกันแน่? สถานการณ์ของเจ้าเจ็ดเป็นอย่างไร พวกเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่รู้นี่นา ต่อให้เขาฉลาดเพียงใด พวกเจ้าสองคนอยากประหยัดเงินแค่ไหน ก็ไม่อาจไปบังคับเขา…”
จากเด็กทึ่มมาเป็นเด็กเทพ ความเปลี่ยนแปลงสุดขั้วเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ๆ พ่อเฒ่าจูยังคงปรับตัวไม่ทัน
หลานชายคนที่เจ็ดคนนี้ของเขา ตกลงแล้วเป็นคนสมองทึ่มหรือเป็นอัจฉริยะกันแน่?
หือ?
“พวกข้าไม่ได้บังคับเขา อาจารย์ของเขาเป็นคนพูด” จูเหล่าโถวรีบอธิบาย “อาจารย์ให้ความสำคัญกับเจ้าเจ็ดยิ่งนัก เรื่องนี้เพิ่งตัดสินใจกันช่วงเก็บเกี่ยวนี่เอง พวกข้ากังวลว่าเจ้าเจ็ดเพิ่งเรียนได้ไม่นาน อาจสอบไม่ผ่าน แล้วจะผิดต่อความคาดหวังของอาจารย์ จึงไม่ได้บอกให้ทุกคนรับรู้ แม่เจ้าเจ็ดบอกว่าถ้าเขาสอบผ่านค่อยพูดออกไป ทุกคนก็เห็นด้วย แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ไม่ต้องพูด เช่นนั้นทุกคนก็จะไม่ได้รู้เรื่องแล้ว…”
ครั้นทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็เข้าใจ
แต่เรื่องนี้ก็จัดการยากแล้ว
เดิมทีแม่เฒ่าจูบังเกิดไหวพริบ เสนอให้จูเหล่าโถวหนีไปเสีย
คนอื่น ๆ ก็คิดว่าจูซานคือทางออก แต่ถ้าปีหน้าจูชีจะเข้าร่วมการสอบ ถ้าจูเหล่าโถวหนีไปที่นั่นเวลานี้จะต้องส่งผลกระทบต่อทางนั้นแน่นอน
เรื่องนี้ใหญ่หลวงเกินไป ผู้ใดก็ไม่กล้าตัดสินใจ
“จะเข้าร่วมการสอบก็คงต้องใช้เงินกระมัง?” จูซื่อเสิ่นเอ่ยเสียงเบา “ข้าได้ยินมาว่าจะสอบก็ต้องใช้เงิน ต้องให้ใครสักคนรับรองให้…”
จูเหล่าโถวไม่ได้ปิดบัง เล่าทุกอย่างออกมาตามความจริง
“แล้วถ้าสอบไม่ผ่าน มิเท่ากับว่าต้องเสียเงินเปล่างั้นรึ?” จูซื่อเสิ่นถามต่อ
จูเหล่าโถวกล่าวว่า “ก็ไม่ถือว่าเสียเปล่า ถ้าสอบผ่านก็จะประหยัดค่าเล่าเรียนไปได้หลายปี แต่ถ้าสอบไม่ผ่านก็ยังคุ้มค่า ถ้าคราวหน้าไปสอบอีกก็ถือว่ามีประสบการณ์แล้ว อาจารย์เป็นผู้เสนอขึ้นมาเอง แสดงว่าเขาต้องมีความเชื่อมั่นต่อเจ้าเจ็ด เขามั่นใจอย่างนี้ พวกเราไม่อาจทำให้อาจารย์ต้องเสียหน้า เพราะต่อไปต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังต้องเข้าเรียนที่นั่น”
ทุกคนจึงระลึกขึ้นมาได้ จริงด้วย เจ้าเจ็ดเป็นเพียงคนนำร่อง ต่อไปยังมีต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอีกนะ
ความทะเยอะทะยานของหญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ไม่ใช่ธรรมดาเลยจริง ๆ
ผู้อื่นส่งลูกหลานไปเรียนคนเดียวก็นับว่าใจป้ำมากแล้ว แต่นางยังคิดจะส่งหลานอีกสองคนไปเรียนด้วย!
ครอบครัวพี่ใหญ่คงไม่ใช่ว่าได้ลาภลอยมาหรอกนะ ถึงได้มือเติบเพียงนี้?!