ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 454 กลับเรือน
บทที่ 454 กลับเรือน
จูซานเสิ่นกับจูซื่อเสิ่นมองจูเหล่าโถว ในใจบังเกิดความรู้สึกที่ยากจะบรรยาย
ต่างก็เป็นพี่น้องกัน เพราะเหตุใดอีกฝ่ายกลับมีความเป็นอยู่ดีขึ้นเรื่อย ๆ พวกตนกลับได้แต่เป็นชาวนาไปชั่วชีวิตเล่า?
แต่เมื่อมองไปทางลูกชายตนเอง ทั้งคู่ก็เงียบขรึมลง ลูกชายตนเองไม่ได้โตมาฉลาดมีไหวพริบเหมือนลูกชายอีกฝ่าย แล้วจะทำอย่างไรได้?
พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจูทั้งปลื้มปีติและเป็นทุกข์ในคราเดียวกัน
พวกเขากลับมาดุด่าจูเหล่าโถวอีกครั้งว่าไม่เอาไหน รู้ทั้งรู้ว่าครอบครัวตนเองจะมีบัณฑิต มีโอกาสได้รับราชการ ยังมาทำเรื่องเสื่อมเสียแบบนี้อีกได้อย่างไร?
“เจ้าใหญ่ ข้าเตือนเจ้าไว้เลยนะ ถ้าเจ้ากล้าหน่วงเหนี่ยวการเรียนของจูชี ข้าจะตัดใจหักขาสุนัขของเจ้าเสีย แล้วค่อยไปขอขมาบรรพบุรุษในปรโลก”
“บัณฑิตแบบนี้ คนมากมายภาวนาขอจนชั่วชีวิตก็ยังไม่ได้มา เจ้ากลับไม่รู้จักทะนุถนอม มาทำตัวเป็นตัวถ่วงแบบนี้ได้อย่างไร?”
“เจ้าลูกไม่เอาไหน ยิ่งคิดข้าก็ยิ่งปวดใจ”
……
ทั้งโกรธและปวดใจโดยแท้จริง
โกรธที่ลูกชายไม่ได้เรื่อง แต่ก็ปวดใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังจะได้เผชิญในไม่ช้า
สุดท้ายพ่อเฒ่าจูกัดฟันกล่าวว่า “เอาล่ะ ข้ากลับไปพร้อมเจ้า อย่างมากข้าก็แค่เอาหน้าแก่ ๆ นี้ คุกเข่าขอร้องนางเสีย…”
วาจานี้ดังขึ้นพาให้คนทั้งครอบครัวต้องตกใจ “ท่านพ่อ?!”
“ท่านพ่อ เรื่องนี้จะถึงขั้นนั้นได้อย่างไร?”
“ท่านพ่อ ท่านไปไม่ได้เด็ดขาด ถ้าท่านคุกเข่าให้หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์ผู้นั้น ศักดิ์ศรีสกุลจูของพวกเราคงย่อยยับหมดแล้ว”
……
คงไม่ถึงขั้นต้องคุกเข่า แต่ไปพูดขอร้องขอความเห็นใจนั้นกลับอยู่ในขอบเขตที่สามารถทำได้
ด้านนี้กำลังหารือกันอยู่ อีกด้านหนึ่ง จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่หาบมัดต้นถั่วเหลืองกลับถึงเรือนแล้ว
ตอนที่พวกเขาก้าวข้ามประตูเรือนเข้าไปก็สามารถสัมผัสได้ว่าบรรยากาศภายในเรือนตนเองเงียบสงบกว่ายามปกติมากนัก
ภรรยาของพวกเขาต่างก็ส่งสายตาบอกให้พวกเขาทำตัวดี ๆ
จูซื่อวางสิ่งของลงก็ดึงตัวหลี่ซื่อที่ข่าวสารว่องไวที่สุดไปอีกด้านหนึ่งทันที “ท่านพ่อเล่า?”
“น้องห้าบอกเจ้าแล้ว?” หลี่ซื่อกล่าวพลางสังเกตไปรอบด้าน “ข้าไม่รู้ ตอนเที่ยงที่น้องห้ากลับมา ท่านพ่อก็ไม่ได้เข้าเรือนมาด้วย”
“น้องห้าบอกว่า พอเขาออกไปก็ไม่เจอท่านพ่อแล้ว เจ้าคิดว่าท่านแม่เป็นอย่างไรบ้าง อารมณ์ดีขึ้นหรือยัง?”
หลี่ซื่อส่ายหน้า “ดูไม่ออก สีหน้าเหมือนเดิมตลอด ข้าคิดว่าเรื่องนี้ออกจะสุ่มเสี่ยง เจ้าว่า ท่านพ่อคิดอย่างไรกันแน่นะ? ไม่เอาผู้หญิงดี ๆ อย่างท่านแม่ แต่กลับไปพัวพันกับแม่ม่าย นี่ไม่เท่ากับตบหน้าท่านแม่หรอกหรือ?”
“ชู่ว…” จูซื่อบอกให้นางลดเสียง “เจ้าช่วยข้าจับตาดูเอาไว้ ข้าจะให้เจ้าห้าออกไปตามหาสักหน่อย”
“ได้”
พี่น้องทั้งสี่ต่างก็ถามภรรยาของตัวเอง แต่กลับไม่มีใครเห็นบิดาของพวกเขาสักคน
ด้วยเหตุนี้ จูอู่จึงบอกให้พี่ชายทั้งสามช่วยกลบเกลื่อนให้ ส่วนตนเองออกไปตามหาคน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเขาโชคดีหรือเพราะเหตุใด เพิ่งออกจากเรือนมาได้ก็พบพ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจูพาจูเหล่าโถวกลับมาส่งด้วยตนเอง
“ท่านปู่ ท่านย่า พวกท่านก็มาด้วยหรือขอรับ?!” จูอู่พูดออกมาแล้วค่อยนึกออกว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
เขามองบิดาที่ไม่เคยจะได้เรื่อง รู้สึกไม่พอใจยิ่งกว่าเดิม
แล้วเกลี้ยกล่อมผู้เฒ่าทั้งสองว่าอย่าเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ให้ทั้งคู่กลับไปพักผ่อนเสีย
แต่พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจูจะวางใจได้อย่างไร
สะใภ้ใหญ่นิสัยอย่างไร พวกเขาสองคนจะไม่รู้เชียวหรือ?
หากปล่อยจูเหล่าโถวไปไม่ไยดีทั้งอย่างนี้ จูเหล่าโถวจะสามารถผ่านคืนนี้ไปโดยสวัสดิภาพหรือไม่?
พวกเขาพูดจาหว่านล้อม ขอให้จูอู่เห็นแก่หน้าแก่ ๆ ของพวกตน ช่วยพูดจาให้บิดาตนเองสักหลายคำ
แม้จะบอกว่าพวกเขาเองก็ทราบว่าเรื่องนี้จูเหล่าโถวทำไม่ถูก ไม่ควรทำเรื่องเช่นนี้ ทำให้เย่อวี๋หรานไม่พอใจ แต่ถึงจะพูดอย่างไร จูเหล่าโถวก็ยังเป็นบิดาของจูอู่
“เจ้าห้า ถือเสียว่าปู่กับย่าขอร้องเจ้าแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าต้องช่วยพ่อเจ้านะ”
“ใช่แล้ว เจ้าห้า เจ้ามีพ่อแค่คนเดียว ถ้าเขาเป็นอะไรไป ต่อไปเจ้าก็ไม่มีพ่อแล้วนะ”
“แม่เจ้าเป็นอย่างนั้น คนที่พอจะช่วยพูดได้ก็มีแต่พวกเจ้าที่เป็นลูกชายเท่านั้นแหละ ถ้าห้ามไว้ไม่ได้ก็จบสิ้นกันแล้ว”
……
จูอู่คิดไม่ถึงเลยว่าปู่กับย่าจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถูกผู้เฒ่าทั้งสองคะยั้นคะยอ ชั่วขณะนั้นจะรับปากก็ไม่ดี ไม่รับปากก็ใช่ที่
“แค่กแค่ก!” เสียงกระแอมเบา ๆ ดังมาจากข้างหลัง
จูอู่หันกลับไปก็ต้องตกใจ “ท่านแม่?! ท่าน…ท่านออกมาได้อย่างไร?!”
จูต้า จูเอ้อร์ และจูซื่อที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมีสีหน้าร้อนอกร้อนใจ เจ้าห้า พวกข้าเตือนเจ้าแล้วนะ เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้ยินเล่า?
พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าจูก็สะดุ้งตกใจเช่นกัน “มะ…เมียเจ้าใหญ่ เจ้าออกมาแล้วหรือ”
“หรานหราน…” จูเหล่าโถวพลันรู้สึกว่าขาอ่อนยวบ อยากคุกเข่าเสียเดี๋ยวนั้น
เย่อวี๋หรานมีสีหน้าเย็นชา กล่าวทักทายผู้เฒ่าทั้งสอง “ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ? เอาล่ะ เข้ามาเถอะ ในเมื่อมาแล้วก็เข้ามาเรือนมากินข้าวเที่ยงด้วยกันเถอะเจ้าค่ะ”
ประหนึ่งว่าคนที่ตัดบทคนอื่นพูดจาไม่ใช่นางกระนั้น ร้องเรียกจูอู่แล้วนำทุกคนเข้าไปในเรือน
“ขอรับ” จูอู่ไม่กล้าทำอะไรเกินจำเป็นแม้แต่น้อย ตามหลังเข้าเรือนมาด้วย
จูต้า จูเอ้อร์ และจูซื่อทักทายว่า ‘ท่านปู่’ ‘ท่านย่า’ ‘ท่านพ่อ’ จากนั้นก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรอีก
คนทั้งคณะเข้ามาในเรือนพร้อมกัน แล้วเย่อวี๋หรานก็บอกให้นำอาหารมาตั้งโต๊ะ
หลินซื่อยังคงพาเด็กน้อยสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนไปกินข้าวที่โต๊ะเล็กดุจเดิม
ส่วนเส้นมันเทศในถ้วยของจูเหล่าโถว เย่อวี๋หรานไม่ถามสักคำก็นำไปแบ่งให้พ่อเฒ่าและแม่เฒ่าจู “ท่านพ่อ ท่านแม่ วันนี้ลูกชายพวกท่านทำผิดมา เช่นนั้นมื้อเย็นวันนี้ ท่านก็กินแทนเขาเถอะเจ้าค่ะ”
พ่อเฒ่ากับแม่เฒ่าจูสบตากัน จากนั้นก็กล่าวขึ้นว่า “คือว่า…เมียเจ้าใหญ่ งั้น…ก็อดมื้อนี้ไปแล้วกัน เขาทำผิด เขายอมรับการลงโทษ”
ยังเกรงว่าลูกชายจะไม่รู้ความ แม่เฒ่าจูจึงเตะเขาไปทีหนึ่งจากใต้โต๊ะ
จูเหล่าโถวรีบกล่าวขอโทษทันที “ขอโทษด้วย ข้าเลอะเลือนไปชั่วขณะ ข้าไม่ได้คิดจะทำอะไรกับนาง…”
“แค่กแค่ก!” เย่อวี๋หรานกระแอมสองทีเพื่อตัดบทเขา แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา “เด็ก ๆ ก็อยู่ตรงนี้ด้วย พูดอะไรน่ะ? ให้เด็ก ๆ กินข้าวเสร็จกลับเข้าห้องไปแล้วค่อยพูด”
ขณะพูดอยู่ก็มองไปทางซานเป่าและซื่อเป่าที่อายุยังน้อย รวมถึงเด็กหญิงสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนบนโต๊ะเล็ก
“กินข้าวเสร็จค่อยพูด กินข้าวเสร็จค่อยพูด…” แม่เฒ่าจูตระหนักได้เช่นกันว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม จึงรีบยิ้มประจบทันที
สุดท้าย ทุกคนได้กินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศกันหมด ยกเว้นจูเหล่าโถวที่ไม่ได้กินสักคำ
เย่อวี๋หรานออกปากแล้ว ไม่มีใครกล้าตัดให้เขา
เขาได้แต่นั่งซดน้ำแกงอยู่บนโต๊ะ อย่างอื่นไม่ได้แตะเลยแม้แต่น้อย
ลูกชายลูกสะใภ้ล้วนก้มหน้ากินข้าวกันในความสงบ ทั้ง ๆ ที่ได้กินพริกบดที่โหยหาอยากกินในยามปกติแท้ ๆ แต่กลับไม่มีใครกล้าส่งเสียงสักแอะ
หลี่ซื่อรู้กาลเทศะยิ่งนัก นางกับจูซื่อช่วยกันป้อนอาหารให้ซานเป่ากับซื่อเป่า จากนั้นก็รีบพาเด็กทั้งสองล่าถอยจากไป
ทางด้านหลินซื่อก็นับว่ามองสถานการณ์ออก พาเด็กหญิงสกุลหลี่ว์ทั้งสามจากไปเช่นกัน
เดิมทีจูปาเม่ยไม่นึกอยากไป แต่เมื่อเย่อวี๋หรานกวาดสายตามองมาอย่างเย็นชาก็ได้แต่พาหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยจากไปด้วยท่าทางไม่พอใจ
ผ่านไปเพียงครู่หนึ่ง นอกจากลูกชายที่แต่งงานแล้วกับลูกสะใภ้สกุลจู ในเรือนก็หลงเหลือเพียงผู้เฒ่าทั้งสอง รวมถึงเย่อวี๋หรานและจูเหล่าโถว
เย่อวี๋หรานยกเก้าอี้มานั่งตรงกลางห้อง ข้างมือมีน้ำอุ่นชามหนึ่ง
นางกล่าวอย่างเย็นชา “ว่ามาเถอะ ตกลงเรื่องเป็นอย่างไรกันแน่”