ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 463 การค้าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ
บทที่ 463 การค้าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศ
เมื่อเจี่ยงโหย่วเซิงปรากฏกายขึ้นหน้าประตูเรือนสกุลจูยามเช้าวันหนึ่ง การค้าก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศของสกุลจูก็ได้เริ่มเปิดฉากขึ้น
ก่อนเริ่มค้าขาย เย่อวี๋หรานก็ไปแจ้งเจ้าหน้าที่กับผู้อาวุโส บอกว่าเป็นการค้าที่นางไปเจรจาไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ตั้งใจว่าจะทดลองดูก่อนเพื่อหยั่งเชิงสถานการณ์
หากสามารถดำเนินการได้ ปีถัดไปก็จะเป็นอีกหนึ่งช่องทางหารายได้ของหมู่บ้าน
เจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสได้ยินเช่นนั้นย่อมปีติยินดี
ถึงจะค่อนข้างเสียดายที่งานวิ่งเต้นถูกเจ้าเด็กเจี่ยงโหย่วเซิงนั่นแย่งไปแล้ว แต่เมื่อพิจารณาว่าเขาเป็นคนของพี่เป้าก็เข้าใจได้
“มีพี่เป้าคอยคุ้มหลัง เจ้าก็สบายใจไปได้เปลาะหนึ่ง”
“จูต้าเหนียง เจ้าวางใจเถอะ พี่เป้าคนนี้พวกข้าเคยพบมาก่อน เป็นลูกผู้ชายมากน้ำใจคนหนึ่ง”
……
แม้จะมีคำรับรองของเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโส เย่อวี๋หรานก็ยังคงให้เจี่ยงโหย่วเซิงมาอย่างเงียบ ๆ ไม่ให้มาอย่างอึกทึกครึกโครมจนคนในหมู่บ้านได้ยิน
เนื่องจากเจี่ยงโหย่วเซิงเคยขโมยข้าวสาลีฤดูหนาวของสกุลจู ทั้งยังเคยพักอยู่ที่เรือนสกุลจูมาแล้วช่วงหนึ่ง หากยามเช้าตรู่ได้พบเขาระหว่างทาง ทุกคนก็ไม่รู้สึกแปลกใจ
“เจี่ยงโหย่วเซิง เจ้าแวะมาเรือนจูต้าเหนียงอีกแล้ว?”
เจี่ยงโหย่วเซิงแบกตะกร้าสะพายหลังมาด้วย หัวเราะแหะ ๆ สองครา “ไม่อย่างนั้น ข้าแวะไปเรือนเจ้าดีไหม? เรือนเจ้ามีข้าวให้กินหรือเปล่า? ข้าคนนี้ไม่มีความชอบอย่างอีก แค่ชอบกินข้าวในเรือนคนอื่นเท่านั้นแหละ”
คนผู้นั้นได้ยินวาจานี้ก็เร่งฝีเท้าหนีห่างทันที “อ๊ะ ข้ามีธุระ ไม่คุยกับเจ้าแล้ว คราวหน้าค่อยคุยกันใหม่นะ”
ครั้นมองตามเงาหลังที่ห่างออกไปของอีกฝ่าย เจี่ยงโหย่วเซิงก็ผิวปากทีหนึ่ง ชิ! คิดว่าข้าอยากไปนักรึ?
ในโลกนี้นอกจากพี่เป้าแล้วก็มีแต่จูต้าเหนียงที่เป็นห่วงข้าจริง ๆ ด้วย!
เนื่องจากปริมาณมันเทศมีจำกัด เย่อวี๋หรานจึงคำนวณไว้เรียบร้อยแล้วว่าแต่ละวันสามารถนำไปขายได้เท่าไหร่ มิฉะนั้นอาจมีไม่พอใช้ถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
แม้ว่าก่อนฤดูหนาวยังสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกรอบ แต่ผลผลิตครั้งนี้เทียบกับคราวก่อนหน้าไม่ได้เลย
นางยอมให้ทุกวันหาเงินได้น้อยลงเพื่อให้ค้าขายได้สม่ำเสมอ เช่นนี้ภายหลังจึงจะสามารถพัฒนาต่อไปได้
แน่นอนว่าเย่อวี๋หรานยังตั้งใจจะใช้กลยุทธ์การตลาดแบบกระตุ้นความอยากอีกด้วย[1]
แป้งมันเทศถูกนำมาลวกเอาไว้ล่วงหน้าหนึ่งวัน จากนั้นหั่นเป็นเส้นผึ่งเอาไว้บนราวไม้ไผ่ในลานเรือน ผ่านไปหนึ่งคืน เส้นเหล่านั้นเย็นตัวลงแล้วก็จะไม่แข็งจนเกินไป เมื่อถึงคราวเอาไปลวกก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลานาน
นอกจากเส้นมันเทศ สิ่งสำคัญอีกอย่างก็คือน้ำแกง หากน้ำแกงอร่อย ก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศก็จะอร่อยไปด้วย
เนื่องจากมีพริกไม่มาก เย่อวี๋หรานจึงไม่คิดจะทำให้มีรสเผ็ดเกินไป นางบอกเหล่าลูกสะใภ้ว่าเมื่อเก็บพริกสดมาแล้วให้นำไปตากให้แห้ง เอาเมล็ดพริกข้างในออกแล้วหั่นเปลือกพริกเป็นท่อน ๆ บดให้แหลก นำไปผสมกับวัตถุดิบอื่นเพื่อทำเป็นพริกบด
พริกสดไม่พอ ก็ใส่ขิงและกระเทียมเพิ่มลงไป ย่อมสามารถทำให้เกิดรสชาติเผ็ดร้อนออกมาได้เช่นกัน แต่อาจไม่ใช่รสต้นตำรับก็เท่านั้น
แต่คนยุคนี้เดิมทีก็ไม่เคยกินพริกมาก่อน เย่อวี๋หรานคิดว่าต่อให้ตนเองทำพริกบดปลอมออกมาสักรอบ คาดว่าคนอื่นก็ชิมรสชาติไม่ออกอยู่ดี
นางยังไม่ลืมใส่ผักดองลงไปเพื่อเพิ่มรสชาติอีกด้วย
ตอนที่เจี่ยงโหย่วเซิงมาถึง เส้นมันเทศก็เตรียมเสร็จแล้ว น้ำแกงก็ตักใส่โถเคลือบดินเผาใบใหญ่ใบหนึ่งไว้เรียบร้อยแล้วเช่นกัน ครั้นไปถึงตำบลก็สามารถเทใส่หม้อเติมน้ำแล้วต้มได้ทันที
ก่อนหน้านี้ ด้วยเกรงว่าพวกเขาอาจทำไม่ถูก เย่อวี๋หรานจึงเข้าตำบลไปด้วยตนเองหลายครั้งเพื่อสอนวิธีทำให้พวกเขา
“เห็นหรือยัง ต้องทำแบบนี้ ใส่น้ำแกงเท่านี้ต้องเติมน้ำเปล่าเท่านี้ ต้องระวังให้ดี…” เย่อวี๋หรานกล่าวพลางเทน้ำแกงใส่หม้อ
ขณะนั้น มีคนกำลังช่วยติดไฟให้
บนยานพาหนะขนาดเล็กคล้ายเกวียนเทียมวัวคันหนึ่ง มีหม้อขนาดใหญ่วางอยู่สองใบ ใบหนึ่งเอาไว้ต้มน้ำแกง อีกใบมีไว้สำหรับลวกเส้นมันเทศ
นอกจากมันเทศแล้ว เย่อวี๋หรานยังเตรียมของอย่างอื่นอีกด้วย เป็นต้นว่าลูกชิ้นกากเต้าหู้รสเนื้อของสกุลจู เสียบด้วยซี่ไม้ไผ่ สองลูกหนึ่งเหรียญ ห้าลูกสองเหรียญ ใช้เงินเท่ากับซื้อไข่ไก่หนึ่งฟองก็สามารถซื้ออาหารแปลกใหม่มาเพิ่มรสชาติให้คนในครอบครัวได้แล้ว
ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวเส้นมันเทศคู่กับลูกชิ้นกากเต้าหู้ก็ยิ่งเลิศรส ทั้งหอมเผ็ดและมีรสชาติของเนื้อสัตว์ เส้นก๋วยเตี๋ยวหนึ่งถ้วยลงท้องไป ตามด้วยน้ำแกงที่เหลือ สามารถช่วยให้อุ่นซ่านไปทั้งร่างเลยทีเดียว
ยามเช้าที่อากาศหนาวเย็น ได้มากินอาหารเช่นนี้ ช่วยให้รู้สึกสบายตัวได้มากจริง ๆ
“มา พวกเจ้าทำงานมานานแล้ว ทุกคนมากินกันคนละครึ่งถ้วยเล็กเถอะ” เย่อวี๋หรานยิ้ม “ข้าไม่กล้าให้พวกเจ้ามากกว่านี้ นี่เป็นวันวางแผงวันแรก ปริมาณมีจำกัด ทุกคนลองชิมดูก่อน วันหน้าถ้ามีวัตถุดิบมากกว่านี้ ข้าค่อยให้พวกเจ้าได้กินกันอย่างเต็มคราบ”
“ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว!” พี่เป้าหัวเราะร่าแล้วบอกพวกพี่น้องที่มาช่วยงานให้นั่งลง
เสี่ยวฝูจื่อก็อยู่ด้วยเช่นกัน เขานั่งลงข้างโต๊ะอย่างร่าเริง “ย่าบุญธรรมทำอาหารอร่อยยิ่งนัก ข้าชอบกินของที่ย่าบุญธรรมทำ”
“เจ้ายังเด็ก ยังกินเผ็ดมากไม่ได้ ย่าบุญธรรมเติมน้ำแกงเส้นให้เจ้านะ” น้ำแกงเส้นที่เย่อวี๋หรานกล่าวถึงก็คือน้ำร้อนที่ใช้ลวกเส้นมันเทศ
หลังต้มน้ำจนเดือด นำเส้นมันเทศลงไปลวกหลาย ๆ รอบ น้ำร้อนก็เริ่มมีรสชาติขึ้นมา
เย่อวี๋หรานจงใจเลือกถ้วยปากกว้าง คีบเส้นมันเทศที่กึ่งเทากึ่งโปร่งใสลงในถ้วย โรยหอมซอยลงไป ใช้ทัพพีอันใหญ่ตักน้ำแกงในหม้อข้าง ๆ ราดลงไป กลิ่นหอมฉุยก็ลอยออกมาทันที
“ฟุดฟิด…หอมมาก!” ผู้ชายตัวโตหลายคนประคองถ้วยก๋วยเตี๋ยว รู้สึกว่าทั้งแปลกใหม่และน่ารับประทานยิ่ง
ก่อนจะมาที่นี่ พวกเขาได้กินซาลาเปาไส้เนื้อไปแล้ว แต่ก็ยังถูกอาหารในถ้วยยั่วยวนจนหิวอีกอยู่ดี
“อย่าเพิ่งรีบร้อนกินเส้น ลองซดน้ำแกงช้า ๆ ชิมรสชาติดูก่อน ถ้ารสอ่อนไปก็เติมน้ำแกง แต่ถ้ารสจัดไป คราวหน้าก็ตักน้ำแกงน้อยลง เติมน้ำแกงเส้นลงไปแทน…” เย่อวี๋หรานแนะนำ
บางคนรอไม่ไหว เป่าให้เย็นพลางจิบชิมรส
ทันใดนั้น รสชาติเผ็ดร้อนขุมหนึ่งพลันแผ่ซ่านเต็มโพรงปาก ราวกับถูกจุดไฟขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น
“ฮัดเช้ย!” เขาจามออกมาอย่างอดไม่ไหว “ซี้ด…แสบ!”
“แสบ?!” คนข้าง ๆ มีสีหน้างุนงง
“แสบปากอย่างไรเล่า!” คนผู้นั้นกล่าว “เจ้าลองชิมสักคำก็รู้แล้ว ไม่เหมือนกับอะไรที่พวกเราเคยกินมาก่อนเลย แสบปากขึ้นจมูก แต่ก็ปลอดโปร่งสดชื่น เจ้ากินแล้วก็ยังอยากกินอีก”
คราวนี้เขาไม่ใจร้อนอีกแล้ว ทว่าจิบน้ำแกงอย่างใจเย็นทีละคำ ดื่มด่ำกับรสชาติเผ็ดร้อนในช่องปาก
คนข้าง ๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่ก็ลองชิมคำหนึ่ง แล้วก็ต้องตกใจ “พี่เป้า จริง ๆ ด้วย รสชาตินี้สุดยอดไปเลย! ข้าชอบยิ่งนัก!”
เขาชูนิ้วโป้งขึ้นมา แสดงออกว่าโปรดปรานยิ่งแล้ว
เย่อวี๋หรานยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่เรียกว่ารสเผ็ด แสบซ่านเผ็ดร้อน วูบวาบไปมาอยู่บนปลายลิ้น วูบวาบไปถึงไหนก็ราวกับมีลูกไฟแผดเผา คนที่ชอบรสชาติจัดจ้านไม่ควรพลาดเด็ดขาด ถ้าชอบรสชาติที่จืดลงมาหน่อยก็ใส่น้ำแกงแต่น้อย”
นางกล่าวพลางตักน้ำแกงใส่ถ้วยของเสี่ยวฝูจื่อน้อยลงครึ่งทัพพี แล้วเติมน้ำแกงเส้นลงไปแทน
เสี่ยวฝูจื่อเม้มปาก เข้าใจว่าเย่อวี๋หรานลำเอียง ยกของอร่อยให้เฉพาะพวกผู้ใหญ่กิน
ตอนที่เย่อวี๋หรานยกถ้วยมาให้ก็ลูบศีรษะเขาเบา ๆ แล้วกล่าวว่า “ไม่ต้องไม่พอใจ ปกติตอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าอยู่ที่เรือน ข้าไม่ให้พวกเขากินของเผ็ดด้วยซ้ำ อายุยังน้อย ไม่แน่ว่าจะกินรสชาติแบบนี้ไหว กินเยอะไปยังจะท้องเสีย ไม่สบายท้อง…”
“หา? น่ากลัวขนาดนี้เลย?” เสี่ยวฝูจื่อเริ่มจะกลัว ๆ แล้ว
อย่าเห็นว่ายามปกติเขาดื้อด้านยิ่งนัก แต่ตอนที่ไปหาหมอคราวก่อนได้ทิ้งเงามืดไว้ในจิตใจเขา แม่เจ้า! ยานั่นรสชาติแหวะเกินไปแล้ว!
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนป่วยยังห้ามกินนั่นห้ามกินนี่ เนื้อที่เขาชอบกินมากที่สุดก็กินไม่ได้
[1] กลยุทธ์การตลาดแบบกระตุ้นความอยาก 饥饿营销 หรือ Hunger marketing หมายถึง กลยุทธ์การขายที่ผู้ผลิตตั้งใจผลิตสินค้าออกมาปริมาณน้อยเพื่อกระตุ้นให้เกิดความต้องการบริโภคสินค้าชนิดนั้นมากขึ้น (หากมีน้อย ย่อมดูหายาก ทุกคนก็อยากได้)