ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 473 มากินข้าวทุกวัน
บทที่ 473 มากินข้าวทุกวัน
“ในเมื่อพวกเจ้ากลับมากันครบแล้ว ข้าก็จะพูดเรื่องการค้าสักหน่อย สิบวันแรกของเดือนนี้…”
เมื่อคำนวณจนถึงตอนท้าย ตัดต้นทุนออกไป ลูกชายลูกสะใภ้แต่ละคู่ได้รับส่วนแบ่งกันไม่มาก
ทว่าเนื่องจากเตรียมใจกันมาแล้วจึงไม่รู้สึกผิดหวังสักเท่าไหร่
กลับเป็น ‘ต้นทุน’ เสียอีกที่ค่อนข้างดึงดูดใจ เทียบกับการขายปลีกของหลี่ซื่อแล้ว ชวนให้คนยินดีมากกว่า
“โอ้โห! ท่านแม่ เอาของไปขายที่ตำบลแบบนี้ดูเหมือนจะขายดีมากเลยนะเจ้าคะ ต่อให้ไม่มีเงินปันผลกำไร เอาแค่ ‘ต้นทุน’ พวกเราก็มีรายรับไม่น้อยแล้ว” หลี่ซื่อพูดว่า “สิบวันของท่าน ขายได้เกือบเท่าข้าขายของครึ่งเดือนแล้ว”
ต่างคนต่างแย่งกันพูดว่าการค้านี้สามารถทำต่อไปได้ สิบวันก็มีรายรับเกือบเท่าการค้าในมือหลี่ซื่อแล้ว หากครบหนึ่งเดือน รายได้ของครอบครัวคงเพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเลยกระมัง?
ทันใดนั้นก็พลันรู้สึกว่าการสร้างเรือนหลังใหม่มีความหวังแล้ว
“แค่กแค่ก ข้าเตือนพวกเจ้าไว้ก่อนว่ามันเทศเป็นของส่วนกลางนะ” เย่อวี๋หรานเห็นบรรดาลูกสะใภ้ดีใจจนออกนอกหน้าจึงจำต้องเอ่ยเตือนขึ้นมา
“เอ่อ…เหตุใดจึงเป็นของส่วนกลางล่ะเจ้าคะ?” หลิวซื่ออึ้งไป
“ที่ดินเป็นของส่วนกลาง ตอนนี้พวกเจ้าก็ยังไม่ได้แยกเรือนออกไป พวกเจ้าย่อมได้รับค่าแรง แต่ที่จริงแล้วมันเทศเป็นของส่วนกลาง ดังนั้นการค้านี้เป็นของส่วนกลางเสียเป็นส่วนใหญ่ พวกเจ้าเพียงได้รับค่าเหนื่อยที่เป็นส่วนน้อย” เย่อวี๋หรานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
เหล่าลูกสะใภ้ห่อเหี่ยวลงทันตา
“เงินค่าทำชาดกับย้อมสีผ้า ข้าไม่ได้หักพวกเจ้ากระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “กระทั่งของที่หลี่ซื่อเอาไปขาย พวกเจ้าก็เอาของส่วนกลางไปขายเช่นกัน ข้าไม่ได้ว่าอะไรเลยใช่ไหม?”
“แต่…ล้วนเป็นเส้นมันเทศ ทำไมต้องแบ่งว่าเป็นส่วนกลางหรือไม่ส่วนกลางด้วยล่ะเจ้าคะ?” หลิวซื่อไม่ยินยอมพร้อมใจ
ให้นางเบิกตามองเงินก้อนหนึ่งหายวับไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่ทำอะไรนั้นยากเกินกว่าจะยอมรับได้จริง ๆ
แม้หลี่ซื่อกับหลินซื่อจะไม่ได้พูดอะไร แต่สายตาที่มองมาก็บ่งบอกความหมายเดียวกัน
“ตอนที่ขายชาดร่วมกันกับสกุลอวี๋ พวกเจ้าคงจำได้กระมัง?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ครั้งนี้ก็เหมือนกับครั้งนั้น ข้าไม่คิดว่าจะมีปัญหาตรงไหน”
“ท่านแม่…” หลิวซื่อยากจะยอมรับ แต่นางไม่กล้าพูด จึงสะกิดจูเอ้อร์
จูเอ้อร์ไม่ฉลาดพูด ความคิดอ่านก็ไม่ว่องไว ไม่เข้าใจสักนิดว่าภรรยาของตัวเองกำลังไม่พอใจอะไรอยู่
เขากล่าวว่า “เจ้ามาสะกิดข้าทำไม? ของส่วนกลางก็คือของพวกเราไม่ใช่หรือ?”
หลิวซื่อถลึงตามองเขาอย่างโมโห จะเหมือนกันได้อย่างไร? ของส่วนกลางเป็นของสกุลจู ไม่ใช่ของพวกเราสองสามีภรรยาเสียหน่อย เข้าใจไหม?
สามีคนนี้คิดบัญชีเป็นไหมเนี่ย?
“ท่านแม่ เช่นนั้น…พวกข้าก็ไม่ได้เงินใช่ไหมเจ้าคะ?” นึกถึงน้องสาวสองคนกับหลานสาวอีกสามคน หลินซื่อก็ถามขึ้นเสียงค่อย
“จะไม่มีได้อย่างไร? กำไรก็แบ่งให้พวกเจ้าแล้วนี่นา?” เย่อวี๋หรานมองพวกนางแล้วพูดว่า “ข้าล่ะแปลกใจจริง ๆ พวกเจ้าแต่ละคู่เก็บเงินตั้งแต่ต้นปีถึงท้ายปี ยังเก็บเงินซื้อที่ดินสักหมู่ไม่ได้อีกหรือ? ต่อให้ซื้อคนเดียวไม่ไหว เอาเงินมาลงขันกันก็ได้นี่นา พอเก็บเกี่ยวผลผลิตจากที่ดินผืนนั้นมาได้ แต่ละครอบครัวก็เอามาแบ่งกัน เท่านี้ก็ไม่ต้องเอาเข้าส่วนกลางแล้วไม่ใช่หรือ?”
นางกล่าวอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับไม่คิดว่าเป็นการทำเกินไปหรือจะทำให้คนตกใจเลยสักนิด
ลูกสะใภ้ทั้งหลายชะงัก อะไรนะ?! ทำแบบนี้ได้ด้วย?!
เหล่าลูกสะใภ้สกุลจูสบตากัน กระทั่งบรรดาลูกชายสกุลจูยังหันมามองหน้ากันอย่างอดใจไม่ไหว
ครั้นพูดจบแล้ว เย่อวี๋หรานก็บอกให้พวกเขากลับไปทำงานของตนเอง ถึงเวลารับประทานมื้อเย็นค่อยกลับมาใหม่
เย่อวี๋หรานหอบเงินส่วนของนางกลับเรือนหลังใหม่
จูเหล่าโถวเดินตามหลังมาเงียบ ๆ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เขาตามมาถาม
“อะไรหมายความว่าอย่างไร?” เย่อวี๋หรานฟังไม่เข้าใจ
“ทำไมเจ้าสนับสนุนให้พวกเขาไปซื้อที่ดินส่วนตัว?” จูเหล่าโถวถาม “ยังไม่ทันแยกเรือนก็แบ่งแยกของเจ้าของข้า มันจะ…อย่างนั้นไปหน่อยไหม?”
แท้จริงแล้ว พอเขาได้ยินว่าพวกลูกสะใภ้ถึงกับออมเงินจนสามารถซื้อที่ดินได้แล้ว ในใจก็คันยุบยิบขึ้นมา
ยังไม่ทันแยกเรือนด้วยซ้ำ ถ้าพวกนางซื้อที่ดินก็ควรมีส่วนของเขาด้วยไม่ใช่หรือ?
เขาเลี้ยงเจ้าลูกชายพวกนั้นมาตั้งหลายปี ไม่ควรตอบแทนสักหน่อย?
“อย่างนั้นอะไร?” เย่อวี๋หรานหันกลับมาถามเขา
“ยังจะอย่างนั้นอะไร ก็อย่างนั้นอย่างไรเล่า…” จูเหล่าโถวเห็นนางไม่เข้าใจก็ร้อนใจ “พวกเรายังไม่ได้แยกเรือน พวกเขาก็ซื้อที่ดินของตัวเองแล้ว ถ้าลือกันออกไป สกุลจูของพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?”
“จะเอาไปไว้ที่ไหนได้ ก็ตั้งไว้บนคอเหมือนเดิมนั่นแหละ หรือเจ้าอยากเอาไปวางไว้บนพื้น?”
“พูดอะไรของเจ้า?”
“ข้าไม่พูดอย่างนี้แล้วจะให้พูดแบบไหน?” เย่อวี๋หรานกลอกตา “เจ้าว่ามา เจ้าอยากให้ข้าพูดอย่างไร? ข้าไม่ได้พูดภาษาคนงั้นรึ?”
“เจ้า…” จูเหล่าโถวรู้สึกว่าพูดกันไม่รู้เรื่องก็โมโหขึ้นมา “ข้าพูดเรื่องจริงจังกับเจ้า เจ้ามาพูดเรื่องเหลวไหลพวกนี้ เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่? เจ้าไม่อยากใช้ชีวิตดี ๆ แล้วใช่ไหม?”
“ข้าไม่อยากใช้ชีวิตกับเจ้า แล้วจะทำไม?” เย่อวี๋หรานเชิดหน้า ไม่กลัวเขาสักนิด
จูเหล่าโถวพูดอะไรไม่ออก
เย่อวี๋หรานเห็นว่าเขาไม่พูดจาก็ไม่สนใจเขาอีก สะบัดหน้าเดินจากไปทันที
ก่อนหน้านี้ที่ยังพูดจากับเขาอยู่ก็เพราะทั้งคู่ยังได้ชื่อว่าเป็นสามีภรรยากัน นางไม่สะดวกจะแตกหักกับเขา
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนกัน เรื่องที่จูเหล่าโถวนอกใจ คนทั้งครอบครัวรู้กันหมดแล้ว เรื่องที่พวกนางแยกห้องกันนอนก็สามารถทำได้อย่างเปิดเผย
เมื่อเป็นเช่นนี้ เย่อวี๋หรานยังต้องแสดงละครเป็นเพื่อนเขาต่อไปงั้นหรือ?
ไม่มีทาง
นางอยากทำอย่างไรก็ทำอย่างนั้น เขายังจะทำอะไรนางได้?
จูเหล่าโถวยืนอยู่ข้างหลัง ทั้งโมโหทั้งร้อนใจ แต่กลับทำอะไรไม่ได้
เขานึกเสียใจทีหลังอยู่บ้าง หากรู้แต่แรกว่าจะทำให้เกิดผลลัพธ์ในวันนี้ ตอนนั้นเขาน่าจะหลีกลี้แม่ม่ายฉินเสียให้ไกล
แม้ในอดีตนั้นภรรยาจะไม่มีสีหน้าดี ๆ ให้เขา แต่อย่างน้อยก็ยังพูดจากับเขาบ้าง ทว่าตอนนี้กลับไม่อยากแม้แต่จะพูดจากับเขาแล้ว
ภรรยาไม่สนใจเขา พวกลูกชายก็ไม่ค่อยพอใจเขา พวกลูกสะใภ้อาจไม่ได้พูดอะไร แต่ลับหลังก็แอบไปพูดถึงเรื่องที่ไม่ดีของเขา
จูเหล่าโถวอยู่ในเรือนหลังนี้ ไม่ต้องบอกก็ทราบได้ว่าอึดอัดคับข้องใจเพียงใด
ไร้สถานที่ให้ไป เขาได้แต่ตรงไปที่เรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
พวกเขากำลังกินข้าวกันอยู่ เมื่อเห็นเขามาหาก็ถามตามมารยาทว่าจะกินด้วยกันหรือไม่
“ก็ดี ข้ากินข้าวกับพวกเจ้าก็แล้วกัน” จูเหล่าโถวกวาดสายตามองอาหารบนโต๊ะ อาหารเหล่านั้นย่อมสู้อาหารที่เรือนตนเองไม่ได้ แต่เขาก็ไม่ได้รังเกียจ สุดท้ายจึงเดินเข้าไปนั่งด้วย
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นมองตากัน แล้วเข้าครัวไปหยิบถ้วยและตะเกียบด้วยกัน
“เจ้าว่า พี่ใหญ่เอาแต่มากินข้าวที่เรือนพวกเราแบบนี้มันเรื่องอะไรกัน?” จูซานเสิ่นบ่น “เสบียงของพวกเราจะไม่พอกินอยู่แล้ว เขายังกินเยอะอีกต่างหาก แต่ละครั้งที่มา…เดิมทีก็กินไม่อิ่ม ตอนนี้ยิ่งต้องทนหิวกว่าเดิม”
“เอาล่ะ ไม่ต้องพูดแล้ว” จูซื่อเสิ่นผลักแขนอีกฝ่ายเบา ๆ แล้วพูดว่า “ปาเม่ยก็หิ้วตะกร้าเอาของมาฝากบ่อย ๆ ไม่ใช่หรือ? เท่านั้นคงพอชดเชยได้แล้ว”
“ชดเชยได้ก็จริง ตอนแรกคิดว่าจะได้กินเยอะขึ้นสักหน่อย แต่ตอนนี้กลับดีนัก ดีใจเสียเปล่าแล้ว”
หากมาครั้งสองครั้ง จูซานเสิ่นยังไม่รู้สึกอะไร แต่เอะอะก็มากินข้าวทางนี้ นางชักจะทนไม่ไหวแล้ว
มามือเปล่าก็ช่างเถอะ แต่นี่ยังมากินข้าวที่เรือนพวกนางอยู่ได้ทุกวัน
คิดว่าเรือนพวกนางจะเหมือนเรือนพวกเขาที่ได้กินข้าวสวยทั้งสามมื้อหรือไร?
จูเหล่าโถวไม่เลือกอาหาร โจ๊กใสก็กินได้ แต่ปัญหาก็คือทั้งบ้านนี้คนที่กินมากที่สุดและไม่วิตกกังวลอะไรเลยก็คือเขา
แต่ละครั้งที่หักห้ามใจ ตั้งใจว่าจะเหลืออาหารให้ลูกชายและหลานชาย ทว่าล้วนถูกตาเฒ่าผู้นี้กินเรียบ