ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 472 คนที่ฉลาดโดยแท้
บทที่ 472 คนที่ฉลาดโดยแท้
ไม่ได้มีความรู้สึกว่าบริกรได้เงินน้อยไปสักหน่อย เพราะท้ายที่สุดแล้วพวกเขาก็ไม่ใช่ ‘บริกร’ และพวกเขาจะได้กำไรในภายหลัง
เพียงแต่ตอนนี้ยังเป็นการค้าขนาดเล็ก พวกเขาเองก็ว่าง จึงไม่ได้คิดจะไปจ้างคนนอกให้เปลืองเงินและเลือกที่จะทำกันเอง
เดิมทีก็คิดไม่ถึงว่าจะได้เงิน แต่กลับได้ยินว่าทุกคนจะได้รับเงินกันหมด แม้จะยังไม่ได้พูดถึงว่าเป็นเงินเพียงไม่กี่สิบเหรียญ แต่เจี่ยงโหย่วเซิงและคนอื่นที่ได้ยินก็ล้วนแต่ดีใจแทบตายแล้ว
“เฮอะเฮอะเฮอะเฮอะ…พี่เป้า จูต้าเหนียงคนนี้ใจกว้างเกินไปแล้ว ดูแลพวกเราดีถึงเพียงนี้เชียว”
“ใช่ พี่เป้า พี่จะรังแกจูต้าเหนียงคนนี้ไม่ได้นะขอรับ นางเป็นคนบ้านนอกที่ซื่อตรงถึงเพียงนี้เลย”
“พี่เป้า ต่อไปพวกเราดูแลจูต้าเหนียงให้ดีขึ้นอีกหน่อยเถอะ นางถึงขนาดคิดถึงการเลี้ยงปากท้องพวกเราด้วย”
“ถูกต้อง”
….
แม้ว่าในยามนี้ค่าแรงของทุกคนจะยังน้อย แต่ก็เป็นการรับประกันได้ว่าไม่ว่าที่แผงจะมีกำไรหรือไม่ พวกเขาก็จะยังมีเงินทุกเดือน
ยิ่งไปกว่านั้น หากการค้าเป็นไปได้ด้วยดีก็ยังจะได้ ‘เงินส่วนแบ่งจากการขาย’ อีกด้วย
ตำแหน่งต่างกัน เงินส่วนแบ่งจากการขายก็ไม่เท่ากัน แต่เมื่อการค้าเฟื่องฟูขึ้นก็จะยิ่งได้เงินมากขึ้นอย่างแน่นอน
หากลองคิดดู เงินที่พวกเขาจะได้รับในอนาคตประกอบไปด้วย ส่วนแบ่งกำไร ค่าแรง รวมถึงเงินส่วนแบ่งจากการขาย นี่นับเป็นเงินตั้งเท่าไหร่กัน?
แต่พวกเราลืมคิดไปเสียสนิทว่าค่าแรงและเงินส่วนแบ่งจากการขายล้วนถูกหักออกจาก ‘กำไร’ ของพวกเขาไม่ใช่หรือ?
ท้ายที่สุดแล้วทั้งค่าแรงและเงินส่วนแบ่งจากการขายก็จะกลายเป็น ‘ต้นทุน’ ส่วน ‘กำไร’ ก็จะน้อยลงเช่นกัน
นี่คือความปราดเปรื่องของเย่อวี๋หรานโดยฉวยโอกาสในยามนี้ไว้ ตอนนี้ยอมได้กำไรน้อยหน่อยหรือแทบไม่ได้เลย ภายหลังเมื่อการค้านี้เฟื่องฟูขึ้นก็ค่อยหักจากใน ‘กำไร’ ของพวกเขา เท่านี้ทุกคนก็จะไม่ ‘ปวดใจ’ แล้ว
เมื่อลองคิดดู เดิมทีเจ้าคิดว่ากำไรส่วนหนึ่งยังต้องหัก ‘ต้นทุน’ ออกไปอีก ซึ่งหมายความว่า ‘ส่วนแบ่งกำไร’ จะต้องน้อยลง เช่นนั้นจะรู้สึกสบายใจได้หรือ?
ครั้นเทียบกันแล้ว การที่ส่วนแบ่งกำไรไม่เปลี่ยนแต่กลับมีค่าแรงและเงินส่วนแบ่งจากการขายเพิ่มเข้ามา ยังไม่ต้องพูดถึงว่ามากเพียงใด แต่คำที่ ‘เยอะ’ กว่าเช่นนี้ฟังแล้วก็ชวนให้รู้สึกสบายใจ
พี่เป้ามองใบหน้าของทุกคนที่ดูอิ่มสุขแล้วก็ยิ้มโดยที่ไม่ได้พูดอะไร
ความจริงแล้วหากผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินไม่ได้มาวิเคราะห์ให้เขาฟังทีหลัง เขาคงไม่เข้าใจว่า ‘บัญชี’ นี้ของเย่อวี๋หรานมีเล่ห์เหลี่ยมมากถึงเพียงนี้
ดังนั้นกล่าวได้ว่าคนผู้นั้นเป็นคนฉลาดนัก!
“พี่เป้า จูต้าเหนียงผู้นี้ฉลาดกว่าที่ท่านเคยบอก” หลังจากเย่อวี๋หรานกลับไป ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินก็มาคุยกับพี่เป้า “นางไม่เหมือนกับผู้หญิงบ้านนอกทั่วไป ในอนาคตหากต้องติดต่อกับนางก็ควรจะระแวดระวังให้มาก อย่าคิดว่านางเป็นเพียงคนบ้านนอกและดูแคลนนาง”
“แต่ไหนแต่ไรมาข้าก็ไม่เคยดูแคลนนางอยู่แล้ว” พี่เป้ากล่าว “ไม่เช่นนั้นเจ้าคิดว่าเพราะเหตุใดกับผู้หญิงบ้านนอกเช่นนั้นข้าถึงได้สุภาพกับนางนักเล่า? เจ้าคิดว่ามีหญิงบ้านนอกที่ไหนจะกล้าหาญมีความคิดอยากหาเงินอย่างชัดเจน แต่กลับบังคับไม่ให้ลูกชายในบ้านทำการค้า และเอามาให้คนนอกอย่างข้าทำกัน? ความทะเยอะทะยานของนางนั้นมันอยู่สูงกว่านั้น”
ผู้ตรวจสอบบัญชีเฉินพยักหน้า “ใช่แล้ว คนเช่นนี้ต้องผูกมิตรด้วย จะไปทำให้ขุ่นเคืองไม่ได้ หากวันหนึ่งนางได้เป็นมังกรผงาด พวกเราปลาตัวเล็ก ๆ ก็ย่อมได้รับประโยชน์ไปด้วย แม้จะไม่ได้บินขึ้นฟ้าไปด้วย แต่พวกเราก็ไม่ได้ขาดทุนอะไรนะขอรับ”
“อืม”
…..
เมื่อเย่อวี๋หรานแยกตัวจากพี่เป้า ในมือก็มีเงินหลายร้อยเหรียญ แม้ว่ากำไรจะไม่มากเพราะส่วนใหญ่เป็น ‘เงินต้นทุน’ ของวัตถุดิบ แต่นางก็รู้สึกพึงพอใจ
ตราบใดที่การค้ายังดำเนินต่อไปได้นานพอ แม้จะเป็นเพียง ‘เงินต้นทุน’ นี้ในปีต่อ ๆ ไปก็จะสามารถทำเงินให้นางได้มากมาย
นางคิดคำนวณ ‘ค่าแรงงาน’ เข้าไปด้วย นอกจากเหตุผลที่พวกพี่เป้าคาดเดาแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือสิ่งนี้ไม่ว่าหลังจากนี้กำไรจะมากหรือไม่ แต่ตราบใดที่ทุกคนล้วนมีเงินใช้ การค้าก็จะยั่งยืน
ถ้าการค้ายั่งยืน นางก็จะสามารถหาเงินได้จาก ‘เงินต้นทุน’ ส่วนนี้
มันเทศขายในราคาเดียวกับท้องตลาดซึ่งยังไม่คงที่ สิ่งที่ได้จากพี่เป้าคือ ‘การรักษาความสมดุลของตลาด’ นี่ก็เป็นข้อหนึ่ง
ส่วนอีกข้อคือปีนี้มันเทศทั้งหมดที่ขายเป็นของบ้านพวกนาง เมื่อถึงปีหน้าที่คนอื่น ๆ ในหมู่บ้านเริ่มเพาะปลูก ถึงครานั้นนางก็สามารถ ‘ซื้อในราคาต่ำ ขายในราคาสูง’ ใช้ส่วนต่างของราคาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เย่อวี๋หรานไปสำนักศึกษาสกุลเสินเพื่อเยี่ยมจูซาน จูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่า นางถือเงินจำนวนนี้ไปด้วย หลังจากนั้นก็ไปซื้อของอีกหน่อยและนั่งเกวียนกลับบ้าน
เมื่อถึงบ้าน ฟ้าก็ยังไม่ทันมืด
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?!” หลินซื่อเห็นเย่อวี๋หรานเดินเข้าเรือนมาพร้อมข้าวของถุงเล็กถุงใหญ่ก็รีบเข้าไปช่วยอย่างยินดี
“อา ท่านแม่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อก็วิ่งออกมาจากครัวเช่นกัน “ท่านแม่ให้ข้าช่วยถือนะเจ้าคะ”
หลิ่วซื่อและหลิวซื่อล้วนได้ยินการเคลื่อนไหวจึงออกมาช่วยด้วย
เพียงครู่เดียว ของที่อยู่ในมือของเย่อวี๋หรานก็ถูกแบ่งให้พวกนางทั้งหมด
“แหะแหะ…ท่านแม่ทำไมถึงซื้อของมามากมายเช่นนี้เล่าเจ้าคะ? ได้เงินมาใช่หรือไม่เจ้าคะ?” หลี่ซื่อนั้นเฉียบแหลม หลังจากเอาของเข้าไปเก็บแล้วก็เดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเริ่มสอบถามขึ้นมา
“จิ๊จิ๊จิ๊ นอกจากรู้จักการหาเงินแล้วเจ้ายังรู้อะไรอีกบ้าง? ไม่รู้จักเป็นห่วงข้าบ้างเลย อย่างเช่นถามกันสักหน่อยว่าวันนี้ข้าออกไปข้างนอกทั้งวันลำบากหรือไม่เหนื่อยหรือไม่…”
เมื่อเย่อวี๋หรานพูดจบ หลี่ซื่อก็รีบเป็นห่วงขึ้นมาทันที “ข้าสมควรถูกตีนัก ดูสมองข้าสิ เรื่องสำคัญเช่นนั้นกลับลืมไปเสียได้ ท่านแม่เจ้าคะ ท่านทำงานหนักมากแล้ว นั่งก่อนเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวข้าจะรินน้ำและนวดไหล่ให้ท่านเอง…”
นางไม่ได้รู้สึกขายหน้าแต่อย่างใด จงใจแสดงท่าทีเกินจริงและเคลื่อนไหวไปด้วยพร้อมกัน
เย่อวี๋หรานรู้สึกขบขันขึ้นมา “ได้ นั่งกันก่อนเถอะ และเพราะพวกเจ้าทุกครอบครัวล้วนอยู่นี่แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็มาแบ่งของกันก่อน”
เดิมทีตอนนี้ฤดูใบไม้ร่วงที่งานยุ่งนั้นได้สิ้นสุดลงแล้ว แม้ว่าพวกนางจะยังมีงานต้องทำ แต่ก็ไม่ได้มากมายนัก
ดังนั้นนางจึงเตรียมของให้แต่ละครอบครัว เตรียมให้พวกนางได้กลับไปใช้เวลาที่บ้านเดิมสักหน่อย
“รอให้พวกเจ้ากลับมา ในบ้านก็น่าจะเริ่มงานยุ่งแล้ว ปีนี้คงไม่เท่าปีก่อน ๆ ฤดูหนาวอาจจะพอมีเวลาแต่ก็อาจจะยุ่งขึ้นด้วย มีเรื่องสำคัญอยู่ไม่กี่เรื่อง ข้าจะบอกให้พวกเจ้าคิดคำนวณในใจเอาไว้”
“เรื่องแรก มันเทศฤดูหนาวหรือจะเรียกว่ามันเทศฤดูใบไม้ร่วงก็ได้ ปีนี้เมื่ออากาศเย็นลงจะต้องเก็บเกี่ยวอย่างแน่นอน เมื่อถึงยามนั้นคงจะยุ่งมาก”
“เรื่องที่สอง คนแต่ละหมู่บ้านรู้กันไปทั่วแล้วว่าบ้านพวกเราสามารถย้อมผ้าได้ ตราบใดที่ปีนี้คนต้องการซื้อเสื้อผ้าใหม่ จะต้องไปหาซื้อผ้าขาวราคาถูกที่สุดมาให้บ้านพวกเราย้อมสีผ้าให้แน่นอน ถึงตอนนั้นปาเม่ย ซานเม่ย และซื่อเม่ยคงจะยุ่งจนรับมือแทบไม่ไหว พวกเจ้าต้องไปช่วยด้วย”
“เรื่องที่สาม นอกเหนือจากนี้การค้าของพี่เป้ารวมถึงการค้ายิบย่อยล้วนต้องทำต่อไป ยังมีเรื่องของเวลาด้วย คงจะนิ่งนอนใจไม่ได้…”
ด้วยเหตุนี้หากที่บ้านมีเวลาว่างก็จะปล่อยให้พวกนางกลับไปเยี่ยมบ้านเดิม ซึ่งเกรงว่าจะเป็นช่วงหลังฤดูใบไม้ผลิ
เวลาค่อนข้างนานสักหน่อย นางจึงให้พวกนางกลับบ้านเดิมไปก่อนรอบหนึ่ง ในขณะเดียวกันก็ให้ไปบอกฝั่งนั้นเรื่องปีใหม่ด้วย เพื่อให้ฝั่งนั้นได้เตรียมตัวสักหน่อย
ในขณะที่เย่อวี๋หรานพูดอยู่ จูเหล่าโถว จูต้า จูเอ้อร์ จูซื่อ และจูอู่ก็กลับมาพร้อมจอบบนไหล่
จูปาเม่ย หลินซานเม่ย และหลินซื่อเม่ยช่วยถืออ่าง ส่งน้ำให้ โดยไม่ให้ ‘พี่สะใภ้’ ต้องเป็นห่วง
เมื่อเห็นพวกเด็ก ๆ ตระหนักได้ถึงเพียงนี้ เย่อวี๋หรานก็แอบรู้สึกพึงพอใจ นางพูดไปแล้วว่าผู้หญิงที่ไหนจะมาทำตัวเกียจคร้านได้ มีเพียงผู้เฒ่าผู้แก่เท่านั้นแหละที่ขี้เกียจสั่งสอน!