ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 475 ชายชั่วเจียงหยวนซือ
บทที่ 475 ชายชั่วเจียงหยวนซือ
จูปาเม่ยยืนอยู่ที่เดิม พลางมองกลับไปหาเขาอย่างงุนงง “มีอะไรหรือ?”
เจียงหยวนซือเผยรอยยิ้มที่ฝึกฝนมาเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ไม่รู้ว่าใช้หลอกลวงเด็กสาวมามากเท่าไหร่แล้ว ทั้งยังค้อมกายเล็กน้อย ประสานมือคารวะ “แม่นาง ข้าหลงทาง ขอถามว่าที่นี่คือหมู่บ้านสกุลจูใช่หรือไม่?”
จูปาเม่ยเห็นว่าเขาเข้ามาใกล้เกินไปจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว รักษาระยะปลอดภัยเอาไว้ แล้วตอบว่า “ใช่แล้ว เมื่อครู่เจ้าไม่ได้ถามเด็กพวกนั้นหรือ?”
เจียงหยวนซือคล้ายจะตระหนักได้ถึงจุดนี้เช่นกัน จึงมีท่าทางกระดากเล็กน้อย “ขออภัยแม่นาง ข้าร้อนใจไปชั่วขณะ ล่วงเกินแล้ว”
เขาถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว
จูปาเม่ยโบกมือ “ไม่เป็นไร เจ้าไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อย ดูแล้วเจ้าเหมือนจะไม่ใช่คนหมู่บ้านสกุลจู มาหมู่บ้านสกุลจูทำไมหรือ?”
“ได้ยินว่าเรือนจูต้าเหนียงมีอาหารเลิศรสมากมาย ข้าจึงมาที่นี่” เจียงหยวนซือกล่าว
“เจ้ามาซื้อของ?” จูปาเม่ยมองประเมินเจียงหยวนซืออย่างประหลาดใจ
ดูจากท่าทางของเขาก็ไม่คล้ายจะเป็นบัณฑิตทั่วไป ถ้าเป็นคนตระกูลใหญ่ ไม่ใช่ว่าควรให้คนใช้มาซื้อหาให้มากกว่าหรือ?
ต่อให้เป็นครอบครัวคนทั่วไป ก็มักให้พี่สาวน้องสาวหรือกระทั่งมารดามาซื้อ ไม่เคยมีบัณฑิตมาซื้อของด้วยตนเองมาก่อนเลยนี่นา?
เจียงหยวนซือพยักหน้า “ใช่”
“เจ้ามาเอง?” จูปาเม่ยย้ำอีกครั้ง
“ใช่แล้ว” เจียงหยวนซือไม่คิดว่าจะมีปัญหาตรงไหน ยามกะทันหันจึงยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจูปาเม่ยจึงถามเช่นนี้
ทว่าปฏิกิริยาของจูปาเม่ยไม่เหมือนที่คาดไว้ จึงทำให้เขารู้สึกรับมือยากอยู่บ้าง
สิ่งที่ใช้มาเป็นร้อยครั้งพันครั้ง ลงมือร้อยครั้งสำเร็จร้อยครา เหตุใดจึงใช้ไม่ได้ผลกับนางเล่า?
ยกตัวอย่างเช่น รูปลักษณ์ภายนอกที่โดดเด่นของเขากลับไม่ทำให้นางรู้สึกเขินอาย เขาพูดชัดเจนแล้วว่าจะไปเรือนนาง นางกลับไม่พูดว่า ‘นั่นคือเรือนของข้า’ เปิดโอกาสให้เขาได้ตีสนิท แต่กลับมาถามอะไรมากมายอยู่ตรงนี้
และยังเป็นคำถามที่มาเป็นชุดของนางซึ่งเขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน
“ตอนนี้เป็นช่วงเปิดเรียนไม่ใช่หรือ พวกเจ้าหยุดกันแล้ว?” จูปาเม่ยถาม
“เอ่อ” เจียงหยวนซือชะงักไป “หยุดแล้ว สำนักศึกษามีวันหยุดเป็นระยะอยู่แล้วนี่นา”
“แล้วพวกเจ้าหยุดกันอย่างไรบ้าง?” จูปาเม่ยแอบคิดในใจว่า เหตุใดจึงไม่ค่อยเหมือนวันหยุดของพี่เจ็ด?
พี่เจ็ดของนางหนึ่งเดือนจึงจะกลับมาสักครั้ง ทั้งยังมาเพียงวันเดียว มีแต่ช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวถึงได้หยุดหลายวัน ต่อให้สำนักศึกษาแต่ละแห่งมีวันหยุดไม่เหมือนกัน แต่นี่จะต่างกันเกินไปหรือไม่?
เจียงหยวนซือคิดในใจ ‘ทำไมเจ้าต้องมาถามว่าผู้อื่นหยุดเรียนกันอย่างไรด้วย?’
เขาปวดเศียร ได้แต่เอาข้อมูลที่เคยได้ยินคนอื่นพูดถึงกันมาร้อยเรียงเข้ากับสถานการณ์ของตนเอง แต่งเรื่องออกมาเสียตรงนั้น
พูดไปพูดมา เขาก็สัมผัสได้ว่าไม่ถูกต้อง เพราะคำถามถัดมาของจูปาเม่ยคือ “เจ้าเรียนสำนักศึกษาไหน อยู่ในตำบลอันจิ่วเหมือนกันหรือ?”
เจียงหยวนซือตื่นตัวขึ้นมาทันที พลันนึกขึ้นมาได้ว่าสกุลจูมีคนกำลังเรียนอยู่ในตำบลด้วยเช่นกัน
สวรรค์?!
เขาใจเต้นระทึก รีบพูดทันทีว่า “ไม่ใช่ ข้าไม่ได้มาจากตำบลอันจิ่ว ข้ามาจากตำบลข้าง ๆ…”
เขาพูดอย่างคลุมเครือ ไม่ได้บอกชัดเจนว่ามาจากตำบลไหน เพียงบอกว่าเป็นตำบลที่อยู่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ วันหยุดของเขายังไม่ใช่วันหยุดอื่นใด แต่เป็น ‘วันหยุดทัศนศึกษา’
“วันหยุดทัศนศึกษา?” จูชียังไม่เคยมีวันหยุดแบบนี้มาก่อน จูปาเม่ยจึงออกจะอึ้ง ๆ “วันหยุดทัศนศึกษาคืออะไร? ทัศนศึกษายังต้องหยุดด้วยหรือ? ไม่ใช่ว่าเจ้าลาหยุดยาวมาเองหรอกนะ?”
นางมองเจียงหยวนซือด้วยสายตาเคลือบแคลง
คนรูปงามดีอยู่หรอก แต่ไฉนจึงดูไม่ตั้งใจเรียนเลยเล่า?
นางไม่รู้หรอกว่าอีกฝ่ายอยู่ดีไม่ว่าดีจะมา ‘ทัศนศึกษา’ ทำไม ฤดูใบไม้ผลิปีหน้าก็จะมีการสอบถงซื่อแล้ว ตอนนี้ทุกคนต่างคร่ำเคร่งเตรียมตัวสอบ เขากลับออกมาท่องเที่ยว หากไม่ใช่เรียนไม่ได้เรื่องแล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก?
“เจ้าสอบผ่านแล้ว?”
เจียงหยวนซือสับสน “หา?”
“ข้าหมายถึงเจ้าสอบรับราชการได้แล้ว? ถงเซิงหรือว่าซิ่วไฉ?” เห็นอีกฝ่ายอายุยังน้อย จูปาเม่ยไม่คิดว่าเขาจะสอบผ่านการสอบระดับที่สูงกว่าซิ่วไฉไปแล้ว
ในหมู่บ้านละแวกนี้มีซิ่วไฉอยู่เพียงไม่กี่คน แค่นับดูก็รู้ได้
พี่เจ็ดยังไม่ได้เข้าร่วมการสอบรับราชการ เพิ่งเรียนหนังสือได้ไม่ทันไรก็มีชื่อเสียงโด่งดังในหมู่สหาย เห็นได้ชัดว่าตำแหน่งราชการเป็นเรื่องไกลตัวชาวบ้านอย่างพวกนางมากเพียงใด
เจียงหยวนซือลอบด่าในใจ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจูปาเม่ยจะรับมือยากเช่นนี้
ข้าแค่มาซื้อของเล็กน้อยที่เรือนพวกเจ้า จำเป็นต้องถามให้ชัดเจนปานนี้ด้วยหรือ?
เขาเริ่มมีโทสะ แต่เมื่อคิดถึงเรือนที่เพิ่งสร้างใหม่ของครอบครัวอีกฝ่ายก็ต้องสะกดกลั้นเอาไว้
ช่างเถอะ เห็นแก่ว่าที่ ‘ตั๋วกินข้าวระยะยาว’ ใบนี้ เขาจะอดกลั้นเอาไว้
สมองของเจียงหยวนซือหมุนติ้ว จากนั้นก็เผยสีหน้าลำบากใจ ถอนหายใจยาว “เฮ้อ…”
ท่าทางเหมือนไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร
จูปาเม่ยเห็นท่าทางของเขาก็รู้สึกผิดหวัง “อ้อ สอบไม่ผ่านสินะ”
นางเดาถูกแล้วจริง ๆ ด้วย เป็นพวกเรียนได้ไม่เอาไหน
เจียงหยวนซือแทบคลั่ง ข้าได้พูดแล้วเรอะ? ข้าถอนหายใจเพื่อบอกเป็นนัยว่าลำบากใจให้เจ้าถามไถ่อย่างไรเล่า
“ไม่เป็นไร คราวนี้สอบไม่ผ่าน คราวหน้าพยายามใหม่ก็ได้ การสอบรับราชการเดิมทีก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่แล้ว ยืมคำแม่ข้ามาพูดก็คือ กองทัพนับหมื่นข้ามสะพานไม้เดียว คนที่สามารถผ่านไปได้จะมีสักกี่คน? ต่อให้พ่ายแพ้ก็ยังถือว่าเป็นผู้กล้า” จูปาเม่ยพูดปลอบโดยไม่คิดออะไรมาก
เจียงหยวนซือ ‘…ข้ามีคำหยาบคายอยู่ประโยคหนึ่ง ไม่รู้ว่าควรพูดออกมาหรือไม่’
“เจ้าอยากซื้อของกับจูต้าเหนียงไม่ใช่หรือ? มาสิ ข้ากำลังจะไปทางนั้นพอดี” จูปาเม่ยไม่พูดถึงสักคำว่านั่นคือเรือนของตนเอง
เจียงหยวนซือหมดอารมณ์แล้ว ได้แต่เดินตามหลังนางไปพร้อมใบหน้าที่หนังยิ้มแต่เนื้อไม่ยิ้ม
อาศัยช่วงที่นางมองไม่เห็นสีหน้าของตนเอง เขายังลอบสบถด่าในใจ นังเด็กชั้นต่ำ ในบ้านมีคนได้เรียนหนังสือคนเดียว มีอะไรยอดเยี่ยมนักหรือ? รอไปเถอะ ถ้าข้าหลอกเจ้าได้สำเร็จแล้ว จะทรมานเจ้าให้สาแก่ใจเลยคอยดู!
จูปาเม่ยไม่ล่วงรู้ถึงความคิดร้ายของคนข้างหลัง นางพาเขาไปถึงบริเวณใกล้เคียงกับเรือนหลังเก่าก็หยุดฝีเท้า ชี้ประตูบานหนึ่งพลางเอ่ยว่า “ทางนั้น เจ้าเข้าไปเถอะ ในเรือนมีคนอยู่”
“อ้อ” เจียงหยวนซือมองนางอยู่หลายที
หมายความว่าอย่างไร นางไม่กลับเรือน?
เจียงหยวนซือเห็นนางยืนนิ่งอยู่ แต่จะไปเร่งก็ไม่ได้ ได้แต่เดินไปข้างหน้าสามก้าวแล้วหันมามองนาง
เขาทำเช่นนี้ จูปาเม่ยกลับรู้สึกว่าประหลาดเสียแล้ว มองข้าทำไม? บนตัวข้ามีอะไรแปลก ๆ งั้นหรือ?
นางก้มหน้ามองกระโปรงหลัวฉวินก็ไม่พบว่ามีปัญหาตรงไหน
รอจนคนผู้นั้นเคาะประตูและเดินเข้าไปในเรือนแล้ว จูปาเม่ยค่อยหันกายเดินเข้าไปในเรือนหลังใหม่ที่อยู่ข้างกัน
เย่อวี๋หรานกำลังทำงานอยู่ในเรือนหลังใหม่
“ท่านแม่ วันนี้เสื้อผ้าของข้าไม่มีอะไรแปลก ๆ กระมัง?” จูปาเม่ยเข้ามาในเรือนแล้วจึงเอ่ยถาม
เย่อวี๋หรานเงยหน้ามอง “ไม่แปลก งามยิ่งนัก”
“แล้วการแต่งหน้าของข้าเล่า? มองดูแล้วไม่มีตรงไหนแปลก ๆ กระมัง?” จูปาเม่ยชี้หน้าตนเอง
เย่อวี๋หรานมองอย่างตั้งใจ “ไม่มีนี่ แป้งผัดแก้มเกลี่ยได้เนียนดี ชาดก็ทาได้น่ามองยิ่ง เด็กสาวแต่งหน้าบาง ๆ ให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนดอกบัวโผล่พ้นผิวน้ำเช่นนี้จึงจะงาม”
เด็กสาวรักสวยรักงามเป็นเรื่องธรรมดา แต่ไหนมาเย่อวี๋หรานก็ไม่เคยไปขัดขวางไม่ให้จูปาเม่ยรักสวยรักงาม แต่ขณะที่อีกฝ่ายเรียนรู้การแต่งหน้าแต่งตัว นางก็จะคอยชี้แนะอยู่ข้าง ๆ
รสนิยมด้านความงามเกิดขึ้นจากการค่อย ๆ ซึมซับอิทธิพลจากคนใกล้ชิดหรือสิ่งใกล้ตัวเช่นนี้เอง
“ฮิ ๆๆ…ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านแม่!” จูปาเม่ยฟังแล้วก็เบิกบานใจยิ่ง สลัดเรื่องเจียงหยวนซือทิ้งไปทันที
นางรู้สึกว่าคนผู้นี้มองนางไม่หยุด ต้องเป็นเพราะเขาถูกรูปโฉมงดงามของนาง ‘ดึงดูดใจ’ แล้วเป็นแน่