ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 477 พยายามโดยไม่ลดละ
บทที่ 477 พยายามโดยไม่ลดละ
เฮอะ! ข้ารอให้พี่เจ็ดสอบรับราชการผ่าน จะได้แต่งเข้าตระกูลใหญ่อยู่นะ บัณฑิตยากจนที่ความเป็นมาไม่กระจ่างอย่างเจ้า ผีสางจึงรู้ว่าเจ้าคู่ควรกับข้าหรือไม่?
“นกเขาขันคูเหนือเกาะกลางชลธี ดรุณีผู้งามพร้อมเป็นที่หมายปองของวิญญูชน…” เจียงหยวนซือเตรียมตัวมาแล้ว เขาแสร้งท่องกลอนโบราณเพื่อแสดงออกถึงสติปัญญาและความรู้สึกของตนเอง
เขาไม่กลัวว่าอีกฝ่ายจะฟังไม่เข้าใจ เพราะหากฟังไม่เข้าใจเขาจะได้อธิบายอย่างไรเล่า
เด็กสาวมักชอบกลอนสื่อรักภาพวาดสื่อความนัยเรื่องชวนฝันพวกนี้อยู่แล้ว
เขาใช้วิธีนี้หลอกลวงผู้หญิงมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่
เขาย่อมไม่กล้าไปหลอกลวงพวกตระกูลใหญ่สูงศักดิ์จริง ๆ แต่สำหรับเด็กสาวที่ครอบครัวพอมีอันจะกินอยู่บ้าง ทั้งยังโปรดปรานเรื่องราวความรักอันงดงามในบทละคร โดยเฉพาะเด็กสาวที่เพียงเห็นบัณฑิตก็หวั่นไหวไปแล้วหลายส่วน คนเหล่านี้เป็นต้องหลงกลไปเสียทุกราย
ในความคิดของเจียงหยวนซือ จูปาเม่ยเป็นแค่เด็กสาวชาวบ้านคนหนึ่ง แม้นางจะมีพี่ชายที่ได้เรียนหนังสือ แต่พี่ชายของนางเพิ่งเข้าสำนักศึกษาไปได้ไม่นาน จะมีความสามารถสักเท่าไหร่เชียว?
ดังนั้นต่อให้เขาท่องผิด อีกฝ่ายก็ฟังไม่ออกอยู่ดี
มิคาดว่าจูปาเม่ยกลับพูดแทรกความคิดของเขาขึ้นมา “ช้าก่อน เจ้าท่องผิดหรือเปล่า? นกจวีจิวขันคูเหนือเกาะกลางชลธี ดรุณีผู้งามพร้อมเป็นที่หมายปองของวิญญูชน…ต้องเป็นนกจวีจิวต่างหาก จวีจิวเป็นนกน้ำชนิดหนึ่ง กล่าวกันว่าตัวผู้กับตัวเมียมีความรักมั่นคงต่อกันยิ่งนัก ดังนั้นจึงใช้นกจวีจิวมาสรรเสริญความรัก ไม่ใช่นกเขาที่เจ้าว่ามา นั่นมันนกคนละชนิดกันเลยนี่?”
ประทานโทษเถอะ เย่อวี๋หรานสอนพี่น้องสกุลจูท่องกลอนจากในคัมภีร์ซือจิง (คัมภีร์รวมกลอนโบราณ) มานานแล้ว
ทั้งยังไม่ได้ท่องอย่างเดียว แต่เย่อวี๋หรานยังอธิบายความหมายของบทกลอนในซือจิงอย่างละเอียดอีกด้วย
จูปาเม่ยแค่ไม่ได้ความจำดีเท่าจูชี แต่มีความจำดีกว่าคนทั่วไปมากนัก ดังนั้นพอเจียงหยวนซือท่องออกมา นางก็พบจุดโหว่ทันที
คราวนี้จูปาเม่ยแน่ใจแล้วว่าคนผู้นี้เป็นบัณฑิตที่เรียนรู้แค่งู ๆ ปลา ๆ ไร้อนาคตโดยสิ้นเชิง
เจียงหยวนซือชะงักอยู่กับที่ “…”
สวรรค์?! นางรู้ได้อย่างไร?!
“เจ้าต้องตั้งใจเรียนกว่านี้ ถึงอย่างไรก็เสียค่าเล่าเรียนไปแล้ว เรียนทีก็ตั้งหลายปี พอให้ครอบครัวชาวบ้านกินข้าวได้นานมากโข…” จูปาเม่ยโน้มน้าวด้วยความปรารถนาดี บอกให้อีกฝ่ายอย่าทำให้ครอบครัวต้องสิ้นเปลืองเงินทองโดยเปล่าประโยชน์
ถ้าพี่เจ็ดกล้าล้างผลาญเงินทองแบบนี้ ต่อให้มารดาลงโทษ นางก็ต้องด่าพี่เจ็ดให้ได้สักยก
ไม่รู้ดีชั่วเกินไปแล้ว คิดว่าเงินหล่นลงมาจากฟ้าหรือไร?
เจียงหยวนซือ “…”
น้องสาวเจ้าสิ!
การปะทะกันครั้งที่สอง จูปาเม่ยเป็นฝ่ายชนะ
โชคดีที่ตอนนั้นหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยกลับมาพอดี เจียงหยวนซือที่พบอุปสรรคลอบถอนหายใจ คิดหาข้ออ้าง ‘ถอยทัพ’ จากไปทันที
ตอนจากไปยังให้ความรู้สึกเหมือนหนีเตลิดเปิดเปิง เอาเป็นว่าจูปาเม่ยรู้สึกแบบนั้นขณะมองเงาหลังของเขา
“ปาเม่ย?” หลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยไม่พบจูปาเม่ยในเรือนจึงร้องหา
“นี่ ข้าอยู่ตรงนี้” จูปาเม่ยถือท่อนไม้เดินกลับเข้าเรือน
“เจ้าออกไปข้างนอกทำไม?” หลินซานเม่ยประหลาดใจ
“ไม่มีอะไร มีคนเล่นพิเรนทร์ โยนก้อนหินเข้ามาในเรือน ข้าออกไปสั่งสอนเขาแล้ว”
“ไม่กระมัง ใครอุกอาจขนาดนี้ กล้ามาก่อเรื่องที่เรือนพวกเราด้วย?” หลินซื่อเม่ยได้ยินแล้วก็รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ “พวกเขาไม่กลัวแม่เจ้าหรือ?”
จูปาเม่ยยักไหล่ตอบว่า “คงลืมไปว่านี่เป็นเรือนใครกระมัง”
แต่นางกลับไม่พูดถึงเจียงหยวนซือสักคำ
ด้วยเหตุนี้ เมื่อมีคนโยนก้อนหินเข้ามาในเรือนอีกครั้ง จูปาเม่ยก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นใคร
นางหาข้ออ้างออกมาจากในเรือน วิ่งมาถึงข้างนอก
“ทำไมเจ้ามาอีกแล้ว?” ครั้นเห็นเจียงหยวนซือ จูปาเม่ยก็ตักเตือนเขาทันที “ไม่ต้องมาแล้ว เจ้าโยนก้อนหินเข้ามาในเรือนข้า ถ้าแม่ข้าเห็นเข้า เจ้าคงแบกรับผลที่ตามมาไม่ไหว”
เจียงหยวนซือมีสีหน้ากระดาก ล้วงเอาของสิ่งหนึ่งจากในอกเสื้อแล้วส่งให้นาง “ข้า…ข้ารู้ว่าจูต้าเหนียงไม่อยู่ถึงได้มา ข้าฝากคนซื้อมาจากในตำบล ทั้งยังเก็บไว้ในอกเสื้ออย่างดี ยังอุ่น ๆ อยู่เลย เจ้าลองชิมดู อร่อยยิ่ง…”
“ไม่จำเป็น แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้ว นั่นคือขนมกุ้ยฮวาเกา” จูปาเม่ยพูดโดยไม่รับของ “ของแบบนี้ พี่สะใภ้ข้าก็ทำเป็น ทั้งยังอร่อยกว่าที่ขายกันอีกด้วย”
“เจ้าเคยกินแล้ว?” เจียงหยวนซือคิดว่าอีกฝ่ายเขินอายก็ไม่ได้เปิดโปง แต่แสร้งถามไปอย่างซื่อ ๆ
“เคยกินแล้ว” จูปาเม่ยตอบอย่างมั่นอกมั่นใจ “ตอนพี่สามกลับมาจากตำบลก็เคยเอามาฝาก แต่ถูกแม่ข้าตำหนิไปแล้ว พวกพี่สะใภ้ก็พูดว่าไม่อร่อยเท่าที่ทำกินกันเองในเรือน คราวหน้าถ้าที่บ้านข้าทำอีก ข้าจะเก็บไว้ให้เจ้าชิ้นหนึ่ง เจ้าลองชิมดูก็รู้แล้ว ในหมู่บ้านแถบนี้ไม่มีใครทำอาหารได้อร่อยเท่าแม่ข้าสักคน”
เจียงหยวนซือทำทีคล้อยตาม “ไม่ได้บอกว่าพี่สะใภ้ของเจ้าเป็นคนทำหรอกหรือ ทำไมมาพูดถึงแม่เจ้าเสียเล่า? หรือคนที่ทำกุ้ยฮวาเกาได้เก่งที่สุดในบ้านเจ้าก็คือแม่เจ้า?”
“แม่ข้าเป็นคนสอนวิธีทำ” จูปาเม่ยเชิดหน้ากล่าวอย่างภาคภูมิใจ “คนที่เก่งกาจที่สุดในครอบครัวข้าก็คือแม่ข้า ไม่มีเรื่องไหนที่แม่ข้าทำไม่ได้ ทุกอย่างที่เจ้าซื้อไปจากเรือนข้าแล้วคิดว่าอร่อยล้วนเป็นความคิดของแม่ข้าทั้งนั้น ตอนนี้ข้ากำลังเรียนรู้จากท่านแม่ แม่ข้าบอกว่าเด็กสาวต้องเรียนรู้ไว้ให้มาก ต่อไป…”
จูปาเม่ยรู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้วจึงหยุดพูด
นางมองเจียงหยวนซือ แล้วเร่งอีกว่า “กลับไปเถอะ ต่อไปก็ไม่ต้องเอาอะไรมาให้ ข้าไม่รับหรอก แม่ข้าบอกว่าข้าอายุยังน้อย ยังไม่ถึงเวลาดูตัว ถ้าจะดูตัวก็ต้องรออีกสามสี่ปี ถึงตอนนั้นเจ้าค่อยมาก็แล้วกัน”
เจียงหยวนซือ “…”
ผ่านไปอีกหลายปี ผู้ใดจะมาหาเจ้า?
ตอนนี้ข้าอยากได้ตั๋วกินข้าวระยะยาวสำหรับใช้ชั่วคราวหรอกถึงได้มาหาเจ้า
เขาเผยสีหน้าลำบากใจ “เจ้ารังเกียจข้าใช่ไหม?”
“ข้ารังเกียจเจ้าทำไม? ข้าไม่ได้คุ้นเคยกับเจ้าเสียหน่อย” จูปาเม่ยอายุยังน้อย ยังไร้ประสบการณ์เรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เวลาพูดจาก็ตรงไปตรงมา
“เจ้าพูดแบบนี้ ข้าปวดใจแล้ว…” เจียงหยวนซือกุมหน้าอก ท่าทางเจ็บปวด สายตาที่มองมาก็รวดร้าวใจยิ่งนัก
จูปาเม่ยสั่นสะท้าน “ทำไมเจ้าเหมือนพี่สะใภ้สี่ของข้าเลยเล่า? ไอ้หยา มารดามันเถอะ น่าขนลุกเกินไปแล้ว”
นางถอยห่างจากเขาหลายก้าวแล้วกุมหน้าอกของตัวเองเอาไว้
“ข้าอายุยังน้อยนะ เจ้าคงไม่ได้บ้าไปแล้วกระมัง?” เย่อวี๋หรานมักกรอกหูจูปาเม่ยอยู่เป็นประจำว่านางอายุยังน้อย ยังไม่ถึงเวลาดูตัว จูปาเม่ยจึงรู้สึกอย่างนั้นเช่นกัน “แม่ข้าบอกว่าผู้ชายที่ชอบเด็ก ๆ ล้วนเป็นพวกวิตถาร ต้องอยู่ให้ห่างคนพวกนี้”
เจียงหยวนซือหน้าแดงวาบ ตกใจจนโบกไม้โบนมือเป็นพัลวัล “เปล่านะ ๆๆ ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…ปาเม่ย ข้าแค่…ข้าก็คิดไม่ถึงว่าข้าจะเป็นแบบนี้ เมื่อก่อนข้าไม่ได้เป็นแบบนี้”
เขาอยากอธิบาย แต่ยิ่งอธิบายก็ยิ่งไม่ชัดเจน ได้แต่ร้องบอกจูปาเม่ยว่าอย่าเอาความไปบอกมารดาของนาง ถ้านางบอก เขาจะต้องถูกมารดาของนางตีขาหักแน่
“คิก…” จูปาเม่ยถูกเย้าจนหัวเราะออกมา “ในเมื่อรู้ว่าแม่ข้าจะหักขาสุนัขของเจ้า เจ้ายังมาทำไมอีก?”
“ข้าควบคุมตัวเองไม่ได้…” เจียงหยวนซือมีท่าทางช้ำอกช้ำใจ
จูปาเม่ยรู้สึกว่าแปลกใหม่ยิ่งนัก ในอดีตพวกผู้ชายที่หาทางตีสนิทนางมักพยายามแสดงให้เห็นว่าตนเองเก่งกล้าสามารถปานไหน ทว่าคนที่กลัวมารดานางแทบตายแต่ก็ยังอยากจะเข้าใกล้เหมือนอย่างบิดาของนางเช่นนี้กลับเพิ่งเคยพบเป็นครั้งแรก
แต่เพียงนึกถึงบิดา นางก็เศร้าใจขึ้นมาอีกแล้ว บิดานางกลัวมารดาแล้วอย่างไร สุดท้ายก็ยังเป็นชู้กับแม่ม่ายฉินอยู่ดีไม่ใช่หรือ?
นางเผยสีหน้าผิดหวัง กล่าวอย่างทอดถอนใจว่า “ผู้ชายอย่างพวกเจ้าล้วนเป็นเช่นนี้ใช่หรือไม่?”