ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 48 ของแบบนั้นกินแล้วถึงตายได้
บทที่ 48 ของแบบนั้นกินแล้วถึงตายได้
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากลับมาถึงเรือนก่อน แม้จะไม่มีจูชีคอยช่วยเหลือ หอยขมที่พวกเขาเอากลับมาก็ดูจะไม่น้อยเลย
เย่อวี๋หรานชมเชยพวกเขาอยู่หลายประโยค ทำเอาเด็กน้อยทั้งสองดีใจอย่างกับอะไรดี
นางลูบศีรษะเด็กน้อยทั้งสอง แล้วสั่งให้พวกเขารีบไปล้างมือ อีกสักครู่จะกินข้าวเย็นแล้ว เย็นนี้มีของอร่อยอีกด้วย
“มีไข่ไก่ไหมขอรับ?” ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกาย ถามขึ้นมาตาแป๋ว
เย่อวี๋หรานยิ้มแย้มตอบกลับ “ไม่ใช่ไข่ไก่ แต่เป็นของที่อร่อยกว่าไข่อีกนะ”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าคิดไม่ออกเลยว่ายังมีอะไรที่อร่อยกว่าไข่อีก?
อย่าแปลกใจที่พวกเขาไม่ได้คิดไปถึงน้ำเชื่อมผลไม้ น้ำเชื่อมผลไม้ทั้งหมดอยู่ในมือของอาสะใภ้สี่ วันนี้ตอนจะออกจากเรือน อาสะใภ้สี่ยังเรียกพวกเขาไปหา มอบหมายภารกิจอย่างหนึ่งให้พวกเขา โดยให้กินน้ำเชื่อมผลไม้ต่อหน้าเด็กในหมู่บ้าน ทำให้เด็กพวกนั้นน้ำลายสออยากกินใจจะขาด
แม้ว่าต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าจะไม่เข้าใจว่าไฉนอาสะใภ้สี่จึงสั่งให้ทำเช่นนี้ แต่เมื่อได้กินน้ำเชื่อมผลไม้ พวกเขาก็ดีใจแล้ว ดังนั้นจึงยินดีทำตามคำสั่ง
สาเหตุที่พวกเขาได้หอยขมกลับมาเยอะเช่นนี้ แท้จริงแล้วก็นับว่าได้อานิสงส์มาจากน้ำเชื่อมผลไม้นั่นเอง
เด็กน้อยชนบทไม่มีของว่างให้กิน ครั้นเห็นเกลอน้อยสองคนกินของน่าอร่อยก็ย่อมมาห้อมล้อม ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวขอกินด้วยคน
มีคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ข้ามีผลแดงน้อยเอามาแลกกับเจ้า”
ต้าเป่าจึงพูดขึ้นทันควัน “ต้องเอาผลแดงน้อยสิบลูกมาแลก ข้าถึงจะให้กินคำหนึ่ง”
สหายน้อยกล่าวว่า “สิบลูกคือเท่าไหร่? ข้าไม่รู้”
เอ้อร์เป่าชูมือเล็กจ้อยขึ้นมา พูดอย่างกระตือรือร้นว่า “ข้ารู้ ข้ารู้ ก็คือจำนวนเท่ากับนิ้วมือทั้งสิบ”
เห็นได้ชัดว่าเพื่อน ๆ ของพวกเขานับเลขไม่เป็น แต่นี่กลับไม่ส่งผลกระทบต่อความกระตือรือร้นของเด็กทั้งหลาย พวกเขาต่างครุ่นคิดหาวิธีการมาแลกเปลี่ยน
ด้วยเหตุนี้ ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่านอกจากจะแลกได้หอยขมแล้ว ยังแลกของอย่างอื่นมาได้จำนวนมาก แต่ว่าท่านย่าต้องการหอยขม พวกเขาจึงเอาหอยขมให้ท่านย่า ส่วนที่เหลือพวกเขาเอาให้หลี่ซื่อทั้งหมด
หลี่ซื่อเห็นสิ่งของที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าส่งให้ตนเองก็ดีใจยิ่งนัก
นางรู้อยู่แล้วว่าการค้าขายนี้ต้องสำเร็จแน่
ต้นทุนของน้ำเชื่อมผลไม้มาจากไหน? ผลแดงน้อยเก็บมาจากบนภูเขา ฟืนก็เอามาจากในเรือน มีเพียงแป้งที่ต้องใช้เงินนิดหน่อย แต่สามารถใช้แป้งแลกของกินกลับมาได้มากมายเช่นนี้ คำนวณอย่างไรก็คงไม่ขาดทุนกระมัง?
เย่อวี๋หรานหาได้ล่วงรู้เรื่องราวทางฝั่งของหลี่ซื่อ หลังจากได้หอยขมมาก็นำพวกมันไปเลี้ยงเอาไว้เหมือนคราวที่แล้ว ตระเตรียมว่าเช้าวันรุ่งขึ้นจะเอาไปต้มสุกแล้วนำไปให้ไก่กิน
คราวก่อนนางเพียงทดลองดูว่าพวกไก่จะยอมกินหรือไม่ แต่เพื่อรับประกันความปลอดภัย ป้องกันไม่ให้พวกไก่มีพยาธิ นางคิดว่าเอาไปทำให้สุกก่อนน่าจะปลอดภัยกว่า
อาหารเย็นวันนี้ดูจะทำให้ทุกคนผิดหวังอยู่บ้าง ขนมเปี๊ยะไม่อร่อยเท่าเมื่อก่อน แม้แต่น้ำแกงผักก็สูญเสียความหอมเย้ายวนใจไป บุรุษสกุลจูผิดหวังยิ่งนัก
เวลานั้นเอง เย่อวี๋หรานยกถ้วยใบหนึ่งออกมา ตักแบ่งให้ทุกคน คนละหนึ่งช้อน
“ท่านแม่ นี่คืออะไรหรือ?” จูซานจมูกดี แค่ดมก็แยกออกแล้วว่ากลิ่นของเจ้าสิ่งนี้แตกต่างออกไป
ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขาคิดว่าตนเองได้กลิ่นของ ‘เนื้อ’ ด้วย?!
แต่ว่าปลาในเรือนถูกนำมากินหมดแล้วไม่ใช่หรือ?
เย่อวี๋หรานไม่ได้ตักให้จนหมด และพูดว่า “ใช้เนื้อของเจ้าอัปลักษณ์ทำ”
ด้วยเกรงว่าพวกเขาจะฟังไม่เข้าใจ นางจึงตัดสินใจใช้คำที่คนที่นี่ใช้เรียกปูแทน
จูซานเบิกตากว้าง “อะไรนะ?! เจ้าอัปลักษณ์?! ท่านแม่ ท่านล้อเล่นใช่ไหม ของแบบนั้นกินแล้วถึงตายได้นะ”
จูซื่อได้กลิ่นหอมจากในถ้วยจนน้ำลายสอ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องตะลึงเช่นกัน
ส่วนจูเหล่าโถวหน้าซีด “ในเรือนไม่มีของกินแล้วรึ? เป็นไปไม่ได้นี่นา ในลานเรือนยังมีมันเทศตากอยู่ คงไม่ถึงขั้นนี้กระมัง…” เขานึกว่าเย่อวี๋หรานคิดจะวางยาพิษเอาชีวิตทุกคนเสียอีก
หลี่ซื่อเห็นปฏิกิริยาของพวกผู้ชายแล้วก็ป้องปากลอบยิ้ม
จูซื่อเข้าใจภรรยาของตัวเองดี เห็นแล้วก็ทราบว่าต้องมีอะไรในกอไผ่ จึงรีบถามนางเสียงเบาว่านี่มันเรื่องอะไรกันแน่
หลี่ซื่อไม่ได้อธิบาย เพียงกระซิบว่า “ของอร่อย”
“วางใจได้ ไม่ทำให้พวกเจ้าตายหรอก” เย่อวี๋หรานคร้านจะสนใจพวกเขา นางเอาแป้งกรอบปาดน้ำพริกปูที่เคี่ยวจนข้นเหนียว จากนั้นก็นำเข้าปาก
หลี่ซื่อเห็นแม่สามีกินแล้วก็เริ่มกินตาม โดยเลียนแบบวิธีการกินของอีกฝ่าย
แววตาของนางพราวระยับ รู้สึกว่าน่าเหลือเชื่อ เจ้านี่หน้าตาพิลึกกึกกือ ทั้งยังอัปลักษณ์ไม่ไหว แต่กลับมีรสชาติอร่อยเลิศรสยิ่งนัก?!
จูซื่อเห็นมารดากับภรรยากินแล้วก็ไม่สนใจอะไรอีก ชิมเข้าไปหนึ่งคำ
“?!”
“เป็นอะไรไป เจ้าสี่?” จูซานถามอย่างคร่ำเครียด
“พี่สาม เนื้อของเจ้าอัปลักษณ์ทำไมอร่อยได้ถึงขนาดนี้?!”
จูซานรีบหยิบแป้งกรอบขึ้นมาจิ้มน้ำพริกลองชิมดูบ้าง
ดังนั้นไม่รอให้จูเหล่าโถวต้องเอ่ยปาก สมาชิกสกุลจูทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนล้วนเลียนแบบท่าทางของเย่อวี๋หราน เอาแป้งกรอบไปจิ้มน้ำพริกปู
ความจริงแล้วเย่อวี๋หรานยังไม่ชินเท่าไหร่ น้ำพริกปูที่ผสมน้ำเคี่ยวออกมานี้มีรสชาติแปลก ๆ อยู่บ้าง ยิ่งเอาแป้งกรอบลงไปจิ้ม รสชาติก็ยิ่งประหลาดขึ้นไปอีก
แต่ก็เป็นที่ประจักษ์แล้วว่าคนอื่นๆ ในครอบครัวชอบอกชอบใจอย่างยิ่ง แต่ละคนต่างก็ชมว่าเจ้าสิ่งนี้อร่อย
จูเหล่าโถวเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็ลองชิมอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ฉับพลันนั้นก็นิ่งเงียบไม่พูดไม่จา
เฮ้อ…แต่งงานอยู่ด้วยกันมาตั้งนาน กลับเป็นครั้งแรกที่รู้ว่าภรรยาของเขามีทักษะการทำอาหารยอดเยี่ยมขนาดนี้ แล้วจะทำอย่างไรได้?
จูเหล่าโถวไม่คิดจะพูดอะไรทั้งสิ้น ก้มหน้าก้มตากินไปเงียบ ๆ
สุดท้ายเย่อวี๋หรานก็ไม่ได้กินน้ำพริกปูสูตรเลียนแบบนี้อีก แต่กลับเอาให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากินแทน
อ้อ ใช่แล้ว นางยังไม่ลืมจับตามองหลี่ซื่อ พลางเตือนว่า “เจ้าเป็นคนท้อง ของแบบนี้ห้ามกินเยอะ”
หลี่ซื่อที่น่าสงสารเพิ่งกินไปได้สามคำ ส่วนที่เหลือกลับถูกจูซื่อที่นั่งอยู่ข้างกันฉกไปเสียแล้ว อ้างเสียดิบดีว่า “ท่านแม่บอกแล้ว เจ้าเป็นคนท้อง ได้แต่ชิมรสชาติเท่านั้น ไม่อาจกินเยอะ”
ครั้นเห็นท่าทางสะใจของจูซื่อ นางก็อยากจะกัดเขาสักที เจ้ารอดูเถอะ รอข้าคลอดลูกออกมาแล้ว หึ ๆ…
มื้อเย็นนี้ก็นับว่าสะสางไปได้อย่างงดงามแล้ว
รู้สึกว่าตนเองผ่านไปได้อีกวัน เย่อวี๋หรานลอบทอดถอนใจอย่างเงียบ ๆ
ชีวิตของครอบครัวชาวนาช่างผ่านไปอย่างยากลำบากโดยแท้!
ครั้นสั่งความให้ลูกสะใภ้ทำงานต่อ เย่อวี๋หรานก็กลับไปพักผ่อนในห้อง อาศัยช่วงนั้นหยิบกำไลข้อมือที่จูปาเม่ยทำมาตลอดบ่ายขึ้นมาดู สร้อยข้อมือยังคงถักได้หยาบอยู่มาก สาเหตุหลักมาจากการที่จูปาเม่ยใช้แรงไม่เหมาะสมระหว่างขั้นตอนการถัก
จูปาเม่ยก็หาได้โง่เขลา นางนับว่าได้เรียนรู้และประยุกต์ใช้วิธีผูกปมกระดุมและปมคู่ เอามาใช้ในการถักสร้อยข้อมือหลายเส้นแล้ว
เย่อวี๋หรานเลือกอยู่สักพักก็หยิบเส้นที่คิดว่าใช้งานได้มาห้าเส้น เก็บไว้ให้ภรรยาของจูซานเส้นหนึ่ง ส่วนที่เหลือนางก็บอกจูปาเม่ยให้นำไปมอบให้บรรดาพี่สะใภ้
“ทำไมต้องให้ด้วยเจ้าคะ?” จูปาเม่ยไม่เต็มใจ
เย่อวี๋หรานถลึงตาใส่นาง “เจ้านี่โง่จริง ๆ ข้ากำลังสอนให้เจ้าสานสัมพันธ์ที่ดีกับพี่สะใภ้ของเจ้าอยู่นะ”
“แล้วทำไมข้าต้องสานสัมพันธ์ที่ดีกับพวกนางด้วย?” จูปาเม่ยกล่าวด้วยท่าทางฮึดฮัด “ท่านแม่ ข้าไม่ได้จะว่าท่านนะ แต่ในอนาคตข้าจะไปเป็นอนุภรรยาของบ้านผู้ดีมีเงิน พวกนางต่างหากที่ต้องประจบเอาใจข้า ข้าจะต้องไปเอาใจพวกนางทำไมกัน?”
นิ้วชี้ของเย่อวี๋หรานจิ้มลงบนหน้าผากของจูปาเม่ยตรง ๆ “ถึงได้บอกว่าเจ้าโง่อย่างไรเล่า เป็นเจ้าที่สนิทสนมกับพวกพี่ชายของเจ้า หรือว่าเป็นพวกพี่สะใภ้ของเจ้าที่สนิทสนมกับพวกเขากัน?”