ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 507 ทำไมข้าถึงทุกข์ใจ
บทที่ 507 ทำไมข้าถึงทุกข์ใจ
“ตอนนี้เจ้าคงเข้าใจว่าทำไมข้าถึงไม่เสียใจแล้วกระมัง? เพราะข้าไม่อยากเอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเอง ข้าแค่อยากอยู่กับพวกเจ้า ใช้ชีวิตไปอย่างมีความสุขก็พอแล้ว”
จูปาเม่ยไม่ใคร่เข้าใจนัก “แต่ทำไมข้าถึงทุกข์ใจล่ะเจ้าคะ?”
“นั่นเป็นเพราะเขาคือพ่อของเจ้า ในใจเจ้า เขาสมควรเป็นอีกแบบหนึ่ง แต่แล้ววันหนึ่งเขากลับกลายเป็นอีกคนที่ไม่เหมือนกับที่เจ้าคิดเอาไว้…” เย่อวี๋หรานมองจูปาเม่ยซึ่งถูกตนเองกล่อมไว้ได้ชั่วคราวและไม่ได้เศร้าใจขนาดนั้นอีกแล้ว นางคลายอ้อมแขนแล้วส่งจอกน้ำซึ่งถูกลืมไปกลับไปให้อีกครั้ง
จูปาเม่ยที่จิตใจผ่อนคลายลงแล้วรับจอกน้ำมาจรดที่ริมฝีปากด้วยด้วยท่าทีเป็นธรรมชาติ
แต่หลังจากที่จิบไปคำหนึ่ง นางก็ถามอย่างประหลาดใจ “เหตุใดจึงขมเช่นนี้?”
“แล้วในความคิดของเจ้า น้ำควรมีรสชาติอย่างไรเล่า?”
จูปาเม่ยทราบว่ามารดากำลังทดสอบตนเอง แต่ไม่รู้ว่ามีจุดประสงค์อะไรกันแน่
นางขบคิดอย่างจริงจังแล้วตอบว่า “น้ำพุบนเขามีรสหวานจาง ๆ น้ำเปล่าที่พวกเราดื่มกันประจำไม่มีรสชาติ ถ้านำไปต้มชาแล้วก็จะมีรสชาติของน้ำชา…”
นับว่าตอบอย่างรอบคอบจริงจัง
“แล้วน้ำในจอกที่เจ้าถืออยู่เล่า? ก่อนที่เจ้าจะดื่มลงไปคงคิดว่ามันคือน้ำเปล่าธรรมดาที่ไม่มีรสชาติใด ๆ ใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานเอ่ยถาม
จูปาเม่ยก้มหน้ามองน้ำในจอก
ก็แล้วไม่ใช่หรือไร มองอย่างไรก็เหมือนน้ำเปล่าที่ดื่มอยู่เป็นประจำไม่ผิดเพี้ยน ใสสะอาดไร้สิ่งเจือปน ใสจนมองลงไปก็เห็นก้นจอก
เย่อวี๋หรานยกกาน้ำมาเปิดฝาออกให้จูปาเม่ยดู
จูปาเม่ยก้มมอง เจ้าสิ่งเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในนั้นไม่ใช่ดีบัวหรอกหรือ?
ที่แท้รสขมมีที่มาจากเจ้านี่เอง
“ก่อนดื่มน้ำจอกนี้ เจ้าคิดว่ามันคือน้ำเปล่า หลังดื่มแล้ว เจ้าค่อยรู้ว่าที่แท้มันไม่ใช่น้ำเปล่าธรรมดา ก็เหมือนกับชีวิตคนเรา ไม่ว่าจะเป็นพ่อเจ้า ข้า หรือใครก็ตามในครอบครัวเรา กระทั่งคนที่เจ้าจะได้พบเจอในอนาคต ล้วนมอบสิ่งที่เรียกว่า ‘ความประทับใจแรก’ ให้กับเจ้า แต่ความประทับใจแรกนี้เป็นเพียงภาพจำที่ไม่ได้สะท้อนตัวตนทั้งหมดของคนผู้นั้น เมื่อเวลาผ่านไปหรือเมื่อเกิดเหตุเปลี่ยนแปลงก็จะเผยด้านที่ไม่เหมือนเดิมออกมา นี่เป็นเรื่องธรรมดายิ่ง”
“พ่อเจ้าไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ภาพจำที่เจ้ามีต่อพ่อเจ้าหยุดชะงักอยู่ในอดีต ไม่ได้เปลี่ยนไปพร้อมกาลเวลาที่ล่วงเลย หรือกล่าวได้ว่าเจ้าไม่ทันสังเกต เวลาก็ผ่านไปนานมากแล้ว”
“ก็เหมือนน้ำในกานี้ ถ้าข้าเพิ่งใส่ดีบัวลงไปหรือใส่ลงไปนิดเดียว น้ำก็จะไม่ขมไวปานนั้น แต่ถ้าเวลาผ่านไปนานแล้วหรือปริมาณดีบัวที่ใส่ลงไปมีมาก น้ำก็จะค่อย ๆ ขมขึ้นมา ระดับความขมก็อาจต่างกันไปด้วย”
“สิ่งที่ผิดเพี้ยนไปจากความคาดหวังเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก แต่ใช่ว่าจะยอมรับไม่ได้เสียเลย”
“ไม่ว่าพ่อเจ้าจะทำอะไรลงไป เขาก็ยังคงเป็นพ่อเจ้า ยังเอ็นดูเจ้ารักเจ้าเหมือนเดิม ก็เหมือนน้ำจอกนี้ แม้จะใส่ดีบัวลงไปตั้งมาก น้ำเปลี่ยนไปมีรสขม แต่มันก็ยังเป็นน้ำ ยังช่วยแก้กระหายได้เหมือนเดิม”
“ของบางอย่างไม่ได้เปลี่ยนไป สิ่งที่เปลี่ยนไปคือความรู้สึกของเจ้าต่างหาก”
……
ความทุกข์และความคับข้องหมองใจเหล่านั้นคล้ายกับได้รับการปลดปล่อย
ใช่แล้ว ไม่ว่าจูเหล่าโถวจะทำอะไรลงไป เขาก็ยังเป็นบิดาของนาง
แม้แต่มารดาของนางยังไม่เก็บมาใส่ใจ นางกลับมาคับข้องใจแทนมารดา นี่ไม่โง่ไปหน่อยหรือ?
“ท่านแม่ ทำไมท่านถึง…ใจกว้างได้ถึงเพียงนี้หรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยมองมารดาของตนเอง ตระหนักเป็นครั้งแรกว่าที่แท้มารดาของนางก็ร้ายกาจปานนี้
ความร้ายกาจเช่นนี้ต่างจากในอดีต
ความร้ายกาจในอดีตมาจากบารมีของ ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ มาจากมีดในมือของนาง จวบจนบัดนี้ จูปาเม่ยถึงเพิ่งตระหนักว่าจิตใจของมารดาแข็งแกร่งถึงปานนี้
ไม่น่าแปลกใจเลย ไม่ว่าจะพบกับอุปสรรคแบบไหนก็ไม่มีอะไรจะมาพิชิตมารดาของนางได้!
ทันใดนั้น จูปาเม่ยคล้ายจะรู้แล้วว่านางควรเติบโตไปเป็นคนเช่นไร
“เพราะในใจของข้า ความรู้สึกชายหญิงมีพื้นที่อยู่แค่นี้” เย่อวี๋หรานทำท่าจิกนิ้วก้อยแล้วเอ่ยว่า “เรื่องพ่อเจ้าไม่ได้สำคัญเท่าพวกเจ้าพี่น้อง และไม่ได้สำคัญเท่าเรื่องที่ข้าต้องการจะทำ เวลา เรี่ยวแรงและจิตใจของข้าล้วนใช้ไปกับเรื่องอื่น แล้วจะเอาอะไรไปหึงหวงขัดแย้งกับพ่อเจ้า?”
จูปาเม่ยถามอย่างโง่งม “แต่ทุกคนล้วนพูดกันว่าสตรีออกเรือนเสมือนได้ถือกำเนิดใหม่เป็นครั้งที่สอง ถ้าได้แต่งให้สามีที่ไม่ดี ชั่วชีวิตก็จบสิ้นแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ? สามีไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุดหรอกหรือเจ้าคะ?”
“แต่งให้คนแบบไหนเป็นเรื่องสำคัญมากก็จริง แต่จะสามารถทำให้ตัวเองมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแค่สามี สำคัญที่สุดคือขึ้นอยู่กับตัวเองต่างหาก” เย่อวี๋หรานกล่าว ประเด็นสำคัญคือเรื่องนี้ คำพูดนี้ไม่แน่ว่าอาจมีอิทธิพลต่อจูปาเม่ยไปชั่วชีวิตเลยก็ได้
นางไม่หวังให้จูปาเม่ยที่ผ่านการอบรมจากนางแล้วยังมีความคิดคร่ำครึทำนองที่ว่า ‘อยู่บ้านเดิมเชื่อฟังบิดา ออกเรือนไปเชื่อฟังสามี สามีสิ้นเชื่อฟังบุตรชาย’
สำหรับผู้หญิงแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตก็คือ ‘ใช้ชีวิตของตัวเองอย่างมีความสุข’ ตราบใดที่มีความสุข เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรจะสำคัญอีกแล้ว
นางยืดหลังตรง ปรับสีหน้าอารมณ์แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “ยกตัวอย่างข้าก็แล้วกัน ครอบครัวเราเป็นอย่างไรเจ้าก็รู้ดี ถ้าจะพึ่งพาแค่พ่อเจ้า พวกเจ้าคงอดตายไปนานแล้ว ผู้หญิงก็สามารถค้ำผืนฟ้าเอาไว้ครึ่งหนึ่งได้เหมือนกัน เจ้าดูข้าสิ ครอบครัวเรามีอะไรที่ข้าตัดสินใจไม่ได้? พ่อเจ้า พี่ชายเจ้า ใครไม่เชื่อฟังข้าบ้าง?”
จูปาเม่ยครุ่นคิดตามแล้วก็เห็นพ้อง
ในบ้านไม่มีใครกล้าไม่ฟังท่านแม่
“ลองเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่น อย่างเช่นหญิงปากสว่างหรืออาสะใภ้สามกับอาสะใภ้สี่ของเจ้า ถ้าพวกนางต้องเจอเรื่องแบบพ่อเจ้าจะกลายเป็นแบบไหนไปแล้ว?” เย่อวี๋หรานเกรงว่าอีกฝ่ายอาจยังเห็นภาพไม่ชัด จึงเอ่ยถึงคนผู้หนึ่งขึ้นมาตรง ๆ “ถ้าเจ้ายังคิดไม่ออก เจ้าลองคิดถึงพี่สาวคนโตของพี่สะใภ้ห้าของเจ้าดูก็ได้ นางเพียงหวังพึ่งพาผู้ชาย แต่สุดท้ายกลับทำให้ตัวเองมีชีวิตแบบทุกวันนี้ไปแล้วไม่ใช่หรือ?”
จูปาเม่ยนึกถึงหลินต้าเม่ยที่แต่งงานสองครั้งสองครา สุดท้ายแม้แต่ลูกสาวสามคนก็ยังเอามาทิ้งไว้กับครอบครัวนาง คนหายไปที่ใดก็สุดจะรู้ นางคิดว่าอีกฝ่ายมีชีวิต ‘อนาถ’ ทีเดียว
ถ้าพึ่งพาผู้ชายแล้วต้องกลายเป็นแบบหลินต้าเม่ย อย่างนั้นนางไม่พึ่งเสียยังจะดีกว่า
“ถ้าคิดจะไม่พึ่งพาผู้ชายก็ต้องมีความสามารถ เจ้าคิดว่าพ่อเจ้าโง่หรือ แค่ผู้หญิงคนไหนก็ได้ที่ดุร้ายสักหน่อย เขาก็กลัวแล้ว?” เย่อวี๋หรานกล่าว “หญิงปากสว่างก็ดุร้ายเหมือนกันนี่นา นางเกรี้ยวกราดอย่างเดียวแต่ไร้ความสามารถ จูหย่งหนิงกลัวนางไหมเล่า?”
จูปาเม่ยนิ่งคิด เดิมทีอาหย่งหนิงไว้หน้าหญิงปากสว่างมากทีเดียว แต่ช่วงหลังมานี้ อาหย่งหนิงเกือบจะปลดหญิงปากสว่างไปแล้ว
เหมือนกับที่มารดากล่าวไว้ไม่มีผิดว่า ‘ดุร้ายอย่างเดียวไม่มีประโยชน์’
“ถ้าอย่างนั้น” จูปาเม่ยถามด้วยจิตใจหนักอึ้ง “ต้องทำอย่างไรจึงจะมีความสามารถและกุมสามีไว้อยู่หมัดล่ะเจ้าคะ?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าพ่อเจ้ากลัวอะไรในตัวข้ามากที่สุด?”
“อะไร?”
“พ่อเจ้าเพาะปลูกสู้ข้าได้ไหม?”
จูปาเม่ย “…”
“ในอดีตตอนที่บ้านเรายากจนจนไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อ เป็นใครที่หาอาหารมาประทังครอบครัว?”
จูปาเม่ย “…”
“นอกจากนี้ การค้าที่ทำเงินในครอบครัวเราตอนนี้ต้องพึ่งพาใครคอยกำกับดูแล?”
จูปาเม่ย “…”
……
คำถามหลายข้อติดต่อกันทำให้ความตระหนักรู้ของจูปาเม่ยแจ่มชัดขึ้นทุกขณะ
ก่อนหน้านี้เพียงรู้สึกว่ามารดาของนางร้ายกาจ ตอนนี้จึงทราบว่าความร้ายกาจนั้นมาจากไหน
ความร้ายกาจของมารดาไม่ได้มาจากความดุร้ายและมีดทำครัว แต่มาจากสิ่งที่มารดาของนางนำมาให้ครอบครัวนี้ นั่นก็คือผลประโยชน์ที่ไม่ว่าใครก็สามารถสัมผัสได้