ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 506 เอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเอง
บทที่ 506 เอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเอง
ครั้นคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ จูซื่อนึกโทษหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยอยู่ไม่มากก็น้อย
ทั้งผู้ชายสารเลวอย่างเจียงหยวนซือและความทุกข์ใจของจูปาเม่ย พวกนางกลับไม่สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย หากไม่ใช่ ‘คนนอก’ แล้วยังจะเป็นอะไรได้อีก?
อาศัยอยู่ในเรือนสกุลจู กินข้าวสกุลจู แต่กลับไม่มีประโยชน์สักนิด เลี้ยงเสียข้าวสุก!
“น้องห้า ข้าไม่ได้มีเจตนาอื่น ไม่ได้โทษน้องสะใภ้ห้า แต่…ข้าอารมณ์ไม่ดี…” เมื่อนึกขึ้นได้ว่าหลินซานเม่ยและหลินซื่อเม่ยเป็นน้องภรรยาของจูอู่ จูซื่อได้สติคืนมาอย่างรวดเร็วจึงรีบขอโทษขอโพย
“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ ข้าเองก็รู้สึกแย่…ข้ามีปาเม่ยเป็นน้องสาวคนเดียวเหมือนกัน!” จูอู่ชะงักไปเล็กน้อย แล้วกล่าวว่า “พี่สี่ พวกเราจัดการเรื่องงานรับจ้างกันก่อนดีกว่า ปาเม่ยมีท่านแม่คอยดูแลแล้ว ถ้าไม่วางใจจริง ๆ หลายวันนี้พวกเราก็คอยจับตามองเอาไว้ ถ้ามีอะไรค่อยไปคุยกับปาเม่ย…”
“นี่…เจ้าคิดอย่างไรเรื่องท่านพ่อ?”
“…คิดอย่างไรอะไรกัน? มันผ่านไปแล้วนี่นา?” ขณะพูด จูอู่กลับเร่งฝีเท้าอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้
จูซื่อตามมาข้างหลัง มองจูอู่ที่เดินนำหน้าไปไกลพลางทอดถอนใจ ‘น้องห้าคิดว่าตัวเองฉลาดมาแต่ไหนแต่ไร คิดไม่ถึงว่าพอเป็นเรื่องนี้ กระทั่งคำโกหกก็พูดไม่เป็นเสียแล้ว’
แต่เขาก็ไม่ได้เปิดโปง
เรื่องบางอย่างทุกคนก็รู้ดีอยู่แก่ใจ
แม้เวลาสามารถเยียวยาทุกสิ่ง แต่ต้องใช้เวลาเท่าไหร่นั้น คงมีเพียงเวลาที่ทราบได้
ลมราตรีพัดผ่านมา แสงราตรีทอดยาวกว่าเดิม
เบื้องหลังหน้าต่างกรุกระดาษ ตะเกียงดวงหนึ่งส่องสว่าง
เย่อวี๋หรานนั่งอยู่ตรงหน้าจูปาเม่ย รินน้ำอุ่นใส่จอกให้อีกฝ่าย
จูปาเม่ยใช้สองมือประคองจอกน้ำ ยังไม่ทันดื่ม น้ำตากลับไหลออกมาโดยไร้เสียง
น้ำตาแวววาวร่วงเผาะลงมาจากหางตา บอกเล่าความอัดอั้นในใจนาง
เย่อวี๋หรานไม่ได้พูดอะไร เพียงนั่งอยู่เป็นเพื่อนอย่างเงียบ ๆ
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าหล่นริน ในที่สุดจูปาเม่ยก็อดกลั้นต่อไปไม่ไหว ระเบิดเสียงร้องไห้ออกมา
“ท่านแม่…”
นางโผเข้าหาอ้อมอกของเย่อวี๋หราน ร้องไห้พลางถามว่า “ท่านแม่ ทำไมเจ้าคะ ทำไมท่านพ่อถึงทำเรื่องแบบนั้น?”
“ข้าไม่เข้าใจ ท่านแม่ทำผิดอะไร ทำไมท่านพ่อถึงทำแบบนี้กับท่าน?”
“ท่านมีความสามารถถึงเพียงนี้ ทำไมเขายังกล้าทำแบบนั้นกับท่าน?”
“ฮือ ๆๆๆ…ผู้ชายในโลกเป็นแบบนี้เหมือนกันหมดใช่ไหมเจ้าคะ?”
……
เย่อวี๋หรานโอบกอดอีกฝ่ายพลางทอดถอนใจ เฮ้อ…นางคิดว่าจูปาเม่ยยังเล็ก คิดไม่ถึงว่าจะอ่อนไหวเช่นนี้
ต้องเก็บกดมานานเพียงใดถึงได้ทุกข์ตรมเช่นนี้กัน?
ครั้นได้ยินคำถามของจูปาเม่ย เย่อวี๋หรานไม่ได้รีบร้อนตอบ แต่รอจนอารมณ์อีกฝ่ายสงบลงบ้างแล้วค่อยพูด “เจ้าคงเสียใจแทนแม่กระมัง?”
“ข้า…ไม่รู้เจ้าค่ะ” ขอบตาของจูปาเม่ยยังคงแดงก่ำ นางซบอยู่บนร่างของเย่อวี๋หรานโดยไม่ขยับเขยื้อน
เย่อวี๋หรานลูบศีรษะจูปาเม่ยพลางถามว่า “แล้วเจ้าคิดว่าข้ามีส่วนผิดไหม?”
จูปาเม่ยลังเลอยู่บ้าง
หลายวันมานี้ นางเอาแต่คิดถึงเรื่องนี้อยู่ตลอด
มารดาของนางทำอะไรผิดไปกันแน่ บิดาของนางถึงทำเรื่องแบบนั้น?
ใคร่ครวญอยู่หลายตลบ นางคิดได้ว่าคงเป็นเพราะท่านแม่ดุร้ายเกินไป!
เพราะแบบนี้ไม่ใช่หรือไร ใคร ๆ ในเชิงเขาไท่ตังจึงพากันเรียกท่านแม่ว่า ‘หญิงเฒ่าเจ้าเล่ห์’ และเรียกท่านพ่อว่า ‘คนขี้ขลาด’
และก็เพราะแบบนี้ใช่ไหม ท่านพ่อถึง…
“แต่ข้าคิดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด!” เย่อวี๋หรานพูด
“ท่านแม่…” จูปาเม่ยเงยหน้าขึ้น อ้าปากอยู่หลายครา แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มพูดจากตรงไหน
หลักการและเหตุผลพวกนั้น นางหาได้เข้าใจเท่ามารดา แต่ว่าเรื่องนี้…
“เจ้าคงคิดว่า ถ้าข้าไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วพ่อเจ้าจะนอกใจข้าได้อย่างไรใช่ไหม?” เย่อวี๋หรานมองตาจูปาเม่ย “ปาเม่ย เจ้ารู้หรือไม่ว่าในโลกนี้มีคำกล่าวว่า คนตกเป็นเหยื่อเพราะมีตัวเองเป็นต้นเหตุ?”
จูปาเม่ยสั่นศีรษะอย่างซื่อ ๆ
“ความหมายก็คือ เมื่อมีคนตกเป็นเหยื่อ คนก็มักจะคิดกันว่า ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดขึ้นกับคนผู้นั้น แต่ไม่ไปเกิดขึ้นกับคนอื่น เป็นเพราะคนผู้นั้นทำอะไรผิดไปใช่ไหม? เจ้าดูสิ พ่อเจ้านอกใจ เจ้าก็คิดแบบนี้เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
จูปาเม่ยคิดในใจ ‘มีความหมายเช่นนี้เอง?’
แต่นางไม่เข้าใจว่ามารดาเอ่ยขึ้นมาเพราะเหตุใด
“แต่ความเป็นจริง เจ้าต้องเข้าใจก่อนว่า ไม่ว่าข้าจะทำผิดหรือไม่ เรื่องที่พ่อเจ้านอกใจก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอยู่แล้ว ดังนั้น ข้าจะทำผิดหรือไม่ได้ทำ เขาก็ไม่สมควรทำแบบนั้น หรือก็หมายความว่า เรื่องที่เขานอกใจกับเรื่องที่ข้าได้ทำผิดหรือไม่นั้นเป็นคนละเรื่องกัน เรื่องที่ผิดต่อภรรยาของตัวเองอย่างการนอกใจเกิดจากความชั่วโดยกมลสันดานของผู้ชายคนหนึ่ง ไม่เกี่ยวกับผู้หญิงเลยสักนิด”
จูปาเม่ยรู้สึกว่าตนเองคล้ายจะเข้าใจความหมายวาจาของมารดา แต่ก็เหมือนจะไม่เข้าใจ
นางเบิกตากว้าง ไม่อยากเชื่อว่าคำพูดแบบนี้จะออกมาจากปากของมารดาตนเอง
เพราะคำพูดนี้ไม่สอดคล้องกับยุคสมัยโดยสิ้นเชิง…
นางอธิบายไม่ได้ว่าเพราะเหตุใด แต่คนอื่นคงไม่เห็นด้วยกับคำกล่าวนี้เป็นแน่ ความคิดเช่นนี้ของมารดาทำให้นางต้องตะลึงพรึงเพริด
“ข้าจะยกตัวอย่างก็แล้วกัน โจรผู้หนึ่งต้องการขโมยของจึงคอยจับตามองบ้านหลังหนึ่งเอาไว้ เมื่อโจรขโมยของไปได้ เจ้าจะโทษว่าเจ้าของบ้านไม่เก็บรักษาสิ่งของเอาไว้ให้ดี หรือจะโทษว่าโจรผู้นี้ไม่ควรขโมยของกันเล่า?”
จูปาเม่ยลังเล “ทั้งคู่กระมัง…โจรย่อมทำไม่ถูกอยู่แล้ว แต่ถ้าเจ้าของบ้านซ่อนสิ่งของเอาไว้ดี ๆ ก็คงไม่ถูกขโมยไปง่าย ๆ แบบนั้น”
นางยังยกตัวอย่างตัวเองว่าปกติตนเองเก็บเงินไว้อย่างไร เพราะเก็บไว้กับตัวตลอดเวลาจึงไม่เคยถูกขโมย
เย่อวี๋หรานส่ายหน้ายิ้ม ๆ แล้วถามว่า “เจ้าคิดว่าโจรแบบไหนที่ร้ายกาจ? ของที่คนอื่นขโมยไม่ได้ แต่เขากลับขโมยไปได้ แบบนั้นจึงจะเรียกว่าร้ายกาจที่สุดใช่ไหม?”
จูปาเม่ยหาข้อโต้แย้งไม่ได้จึงพยักหน้า “เจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้เจ้ายังจะโทษว่าเจ้าของบ้านไม่เก็บสิ่งของเอาไว้ให้ดีอีกหรือ?”
“เอ่อ…” จูปาเม่ยพูดไม่ออก
“ดังนั้น แก่นแท้ของเรื่องนี้ก็คือ ไม่เกี่ยวกับว่าเจ้าของบ้านจะซ่อนสิ่งของไว้ดีหรือไม่ดี เขาไม่ผิด คนที่ผิดคือโจรต่างหาก เรื่องก็แค่มีอยู่ว่า เจ้าไม่ได้ซ่อนสิ่งของเอาไว้ให้ดี ถูกขโมยไปได้ นั่นก็คือโจรกระจอกที่ไม่ได้ร้ายกาจอะไร แต่ถ้าเจ้าซ่อนดีแล้วก็ยังถูกขโมยไปจนได้ นั่นก็คือโจรที่ร้ายกาจมากคนหนึ่งเท่านั้นเอง”
จูปาเม่ย “…”
“กลับมาที่เรื่องของพ่อเจ้า ตอนนี้พ่อเจ้าก็คือโจรผู้นั้น ส่วนข้าเป็นเจ้าของบ้าน เมื่อคิดเช่นนี้ เจ้ายังคิดว่าข้าผิดอยู่ไหม?”
จูปาเม่ย “…”
“ในเมื่อข้าไม่ได้ทำอะไรผิด พ่อเจ้าต่างหากที่เป็นคนทำผิด แล้วข้าจะต้องเศร้าใจไปไย? หรือข้าต้องลงโทษตัวเองเพียงเพราะพ่อเจ้าทำผิด? คนที่สมควรถูกลงโทษคือพ่อเจ้าไม่ใช่หรอกหรือ?” เย่อวี๋หรานมองใบหน้าเล็ก ๆ ของจูปาเม่ยแล้วโยนคำถามกลับไปให้
จูปาเม่ยเบิกตากว้างอีกครั้ง
อะไรนะ?! คิดแบบนี้ก็ได้?!
“ท่านแม่ ท่าน…ไม่เสียใจจริง ๆ หรือเจ้าคะ?” นางรู้สึกว่ายากจะเชื่อ เหมือนจะคิดตก แต่ก็เหมือนยังเลอะ ๆ เลือน ๆ
หากว่ากันตามความคิดของท่านแม่ เรื่องนี้ท่านแม่ไม่ได้ทำอะไรผิด ท่านแม่ย่อมไม่เสียใจ แต่ท่านพ่อเป็นสามีของท่านแม่นี่นา…
เย่อวี๋หรานไม่ได้ใจร้อน นางยิ้มพลางเอ่ยว่า “โจรขโมยสิ่งของ เจ้าของบ้านจับได้แล้วตีสักยกก็จบ หรือเจ้ายังจะไปเสียใจแทนโจรอีก?”
“แต่…” จูปาเม่ยร้อนใจ จะพูดเช่นนี้ก็ได้ แต่ตรรกะเช่นนี้จะประหลาดเกินไปแล้วกระมัง?
เย่อวี๋หรานไม่ให้โอกาสอีกฝ่ายได้ตอบสนอง รอยยิ้มตรงมุมปากกว้างขึ้นกว่าเดิม “ข้าถึงได้ประหลาดใจนัก คนทำผิดคือพ่อเจ้า คนที่สมควรถูกลงโทษก็คือพ่อเจ้า เจ้าจะไปเดือดร้อนใจแทนเขาทำไม? เจ้าไม่คิดว่าตัวเองโง่บ้างหรือที่ไปเอาความผิดของคนอื่นมาลงโทษตัวเอง”
จูปาเม่ย “…”
ดูเหมือนจะโง่จริง ๆ นั่นแหละ!
แต่นั่นคือพ่อของนางนี่นา…