ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 509 อย่าเก็บเมล็ดงาจนเสียแตงโม
บทที่ 509 อย่าเก็บเมล็ดงาจนเสียแตงโม*[1]
ล้อกันเล่นแล้วกระมัง นี่เป็นครั้งแรกหากไม่รีบทำลายบรรยากาศเช่นนี้ จะรอให้เกิดเรื่องเป็นครั้งที่สองหรืออย่างไร?
แม้ว่าตัวเองจะไม่ต้องการอยู่ฉันสามีภรรยากับจูเหล่าโถว แต่ก็ไม่อาจไปลิดรอนสิทธิการเป็นพ่อของเขาได้ไม่ใช่หรือ?
เพียงแค่ ‘ควบคุม’ หยุดยั้งสถานการณ์ให้ทันเวลา เย่อวี๋หรานก็สามารถป้องกันไม่ให้จูเหล่าโถว ‘ระเบิด’ อีกครั้งได้แล้ว
“ครั้งนี้จูปาเม่ยทำไม่ถูก ข้าจะดุนางอย่างแน่นอน ลูกสาวที่ไหนจะมาต่อปากต่อคำกับพ่อเช่นนี้กัน? หากเรื่องนี้แพร่ออกไปคนอื่นจะคิดว่าการสั่งสอนในสกุลจูของพวกเราเป็นเช่นไรเล่า”
ครั้นพูดถึงเรื่องหลัง เย่อวี๋หรานก็ไม่ลืมชี้ให้เห็นอย่างคลุมเครือ เรื่องนี้ไม่อาจเผยแพร่ออกไปได้ ไม่เช่นนั้นคนจะพูดว่าการอบรมสั่งสอนของสกุลจูมีปัญหา
“ใช่ แน่นอนว่าต้องสั่งสอนนางให้ดี มีผู้หญิงที่ไหนกันจะมาต่อล้อต่อเถียงกับพ่อตัวเองเช่นนี้? ปาเม่ยเป็นเช่นนี้ใช้ไม่ได้จริง ๆ ถือโอกาสที่นางยังเด็กไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราวน่าจะอบรมสั่งสอนได้…” จูเหล่าโถวเป็นไปตามที่คิด ว่าตามคำพูดของเย่อวี๋หราน “ธรรมเนียมปฏิบัติในครอบครัวเช่นนี้แน่นอนว่าต้องควบคุมให้ทำตาม ยังมีเด็กเล็กกว่าอีกหลายคน นางในฐานะป้าหากไม่ได้รับการสั่งสอนที่ดี แล้วหลังจากนี้พวกหลาน ๆ ไปเรียนรู้เรื่องไม่ดีจากนางจะทำอย่างไรเล่า?”
เย่อวี๋หรานพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง “อืม เจ้าพูดถูกแล้ว! ดังนั้นข้าจึงคิดไว้แล้วว่าตั้งแต่พรุ่งนี้จะสอน ‘หลักเตือนใจสตรี’ ให้ปาเม่ย”
“‘หลักเตือนใจสตรี’?”
“ใช่ ‘หลักเตือนใจสตรี’ นี้เป็นสิ่งที่ผู้หญิงจากสกุลที่ร่ำรวยต้องเรียนรู้เมื่อถึงวัยที่เหมาะสม” เย่อวี๋หรานอธิบายพอสังเขป
นางบอกว่าเป็นสิ่งที่ลูกสาวของบ้านที่มีฐานะจะต้องเรียนรู้ เป็นตำราที่สอนวิธีปฏิบัติตัวของผู้หญิงประกอบไปด้วยเจ็ดหลักด้วยกันคือการถ่อมตัว สามีภรรยา ความเคารพและรอบคอบ พฤติกรรมของสตรี ความมุ่งมั่น ความว่านอนสอนง่าย และน้องสามี
ดังนั้นเพื่อให้จูเหล่าโถวเชื่อ เย่อวี๋หรานยังยกหลักข้อที่สี่ ‘พฤติกรรมของสตรี’ ขึ้นมาพูดเป็นพิเศษ
“ซื่อสัตย์ สงบ บริสุทธิ์ ปล่อยวาง ประพฤติในหน้าที่ของตัวเอง และรู้จักเจียมตัวคือคุณธรรมที่พึงมีของสตรี ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ใช้คำพูดที่รุนแรง เลือกใช้คำที่เหมาะสมถูกกาลเทศะคือวาจาที่พึงมีของสตรี แต่งตัวเรียบร้อย เนื้อตัวสะอาดสะอ้านคือลักษณะที่พึงมีของสตรี ตั้งใจเย็บปักถักร้อย อย่าหัวเราะเรี่ยราด ทำอาหารเลิศรส ต้อนรับขับสู้แขกอย่างดีคืองานฝีมือที่พึงมีของสตรี”
“พูดเช่นนี้แล้วข้าอาจจะยังพูดไม่ชัดเจนนัก ที่จริงแล้วสตรีนั้นควรเรียนความประพฤติทั้งสี่ของสตรี ได้แก่ คุณธรรม วาจา ลักษณะ และงานฝีมือ เพื่อไม่ให้เป็นคนที่ไร้มารยาท”
“ก่อนหน้านี้ข้าคิดว่าปาเม่ยยังเด็กจึงคิดว่าจะรอให้นางโตกว่านี้อีกสักหน่อย คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น ดูเหมือนว่าคุณธรรม วาจา ลักษณะ และงานฝีมือที่พึงมีของสตรีล้วนต้องเพิ่มเข้ามาในกำหนดการแล้ว”
…..
ส่วนใหญ่จูเหล่าโถวฟังไม่เข้าใจ แต่ตราบใดที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของสกุลที่มั่งคั่งเขาก็รู้สึกสูงส่งขึ้นมาเป็นพิเศษ
เขาพยักหน้าคราหนึ่ง “เจ้าพูดถูก ลักษณะที่สตรีพึงมีนี่เรียนไว้น่าจะดี เจ้ามองอย่างจูปาเม่ยสิ มีครอบครัวไหนที่ผู้หญิงเป็นเช่นนี้บ้าง หากเรื่องนี้แพร่ออกไป ครอบครัวพวกเราจะเสียหน้ากันหมด…”
เห็นเขาพูดอย่างนี้เย่อวี๋หรานก็อยากจะตบเขาสักทีเสียจริง เฮอะเฮอะ! ปาเม่ยก่อเรื่องเสียหน้า แล้วเจ้าก่อเรื่องไม่เสียหน้าหรือ?
แต่นางขี้เกียจเกินกว่าจะฉีกหน้าเขา และขี้เกียจจะบอกว่านางจะสอนจูปาเม่ยเรื่องนี้ไม่ใช่เพื่อให้จูปาเม่ยปฏิบัติตาม ‘กฎ’
แต่เพื่อให้ ‘รู้เหตุรู้ผล’ หลังจากนี้จะได้สามารถใช้เป็นอาวุธต่อกรกับผู้อื่นได้
กล้ามาถอนเขี้ยวเล็บของหญิงเฒ่าหรือ?
เฮอะ! หญิงเฒ่าปฏิบัติตาม ‘หลักเตือนใจสตรี’ อย่างเคร่งครัด มีเกินกฎเกณฑ์ข้อไหนเล่า?
มี ‘หลักเตือนใจสตรี’ เป็นโล่กำบัง ยังจะมีใครสามารถหา ‘ข้อเสีย’ ของจูปาเม่ยได้อีกหรือ?
ด้วยความสมเหตุสมผลและความถูกต้องนี้ จูเหล่าโถวจึงทั้งไม่พบจุดผิดพลาดใดทั้งยังเห็นชอบด้วย
ความรู้สึกของเขาสั่นไหวอย่างแรงเมื่อคิดว่าครั้งนี้หญิงเฒ่าอยู่ข้างเขา “ยายเฒ่า ข้าคิดว่าเจ้าไม่สนใจข้าเสียอีก คิดไม่ถึงว่าที่แท้ตลอดมาข้าก็มีความสำคัญต่อเจ้าถึงเพียงนี้…”
เย่อวี๋หราน “…”
ไม่ เจ้าคิดมากเกินไปแล้ว
เจ้าเพียงแค่ทำให้ข้าฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าข้าพลาดสิ่งใดไปเท่านั้น
จูเหล่าโถวยื่นมือมาจับมือของนาง “เรื่องก่อนหน้านี้ก็ผ่านไปแล้ว พวกเราก็อย่าเถียงกันอีกเลย ลูกชายและหลานชายล้วนโตกันเพียงนี้แล้ว หลังจากนี้พวกเรามาใช้ชีวิตอย่างสบายใจกันเถอะ…”
เย่อวี๋หรานชำเลืองมองมือที่ราวกับเปลือกไม้ของเขา “เจ้าจะไม่โต้เถียงกับปาเม่ยก็เป็นเรื่องของเจ้า เรื่องที่ควรสอนข้าก็ยังต้องสอน ไม่เช่นนั้นคนจะต่อว่าครอบครัวของเราได้ว่าสั่งสอนไม่ดี”
หลังจากนั้นก็ดึงมือของตัวเองออกอย่างใจเย็น โดยแสร้งทำเป็นจัดทรงผม
“ปาเม่ยเป็นลูกสาวเพียงคนเดียวของข้า เจ้าก็รู้ว่าข้าให้ความสำคัญกับนางแค่ไหน ต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพื่อให้นางเติบโต ยากมากที่จะได้รับผลลัพธ์ที่ดีจึงไม่อาจทำให้เสียแรงเปล่าได้ เอาล่ะ ไม่พูดเรื่องนี้แล้ว เจ้ารีบนอนเถอะ ข้าจะกลับไปจัดระเบียบสักหน่อย แล้วดูว่าพรุ่งนี้จะสอนอะไรปาเม่ยดี…”
พูดถึงตรงนี้ เย่อวี่หรานก็เตรียมจะถอยทัพ
จูเหล่าโถวเข้าใจความหมายของนางผิดตั้งแต่แรก นางก็ไม่คิดจะทำให้เขาเข้าใจผิดต่อไป
“หา จะไปแล้วหรือ?” จูเหล่าโถวตกตะลึง รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง “ยังพูดไม่จบเลยนะ…”
“เรื่องของปาเม่ยพูดจบแล้วไม่ใช่หรือ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “ไม่ใช่ว่าบอกไปแล้วหรือว่าพรุ่งนี้ข้าต้องสอน ‘หลักเตือนใจสตรี’ ให้นาง?”
“แล้วเจ้าสี่กับเจ้าห้าเล่า?”
“เจ้าสี่กับเจ้าห้า?” เย่อวี๋หรานแกล้งโง่ “พวกเขาจะไปมีได้อย่างไรเล่า?”
“แล้วเรื่องงานลูกจ้างชั่วคราวเล่า…..” จูเหล่าโถวร้อนรน ลุกขึ้นยืนและพูดว่า “พี่เป้ามอบโอกาสทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวให้แล้ว พวกเราไม่รับไว้เอง พวกเขาก็คงว่าดี จะได้เอาทั้งหมดไปโยนให้คนอื่น นี่ไม่นับว่าเห็นคนอื่นดีกว่าพวกเดียวกันหรือ?”
พูดตามตรง จูเหล่าโถวกำลังหวนนึกถึงค่าตอบแทนของการเป็นลูกจ้างชั่วคราวอยู่
ได้วันละไม่กี่เหรียญหรือสิบกว่าเหรียญ หนึ่งเดือนก็นับว่าไม่น้อย ซึ่งสามารถเพิ่มเนื้อในมื้ออาหารได้หลายมื้อ
หากลังเลที่จะเปลี่ยนเป็นอาหาร เช่นนั้นก็สามารถเอาเป็นของที่เติมท้องอิ่มได้เช่นกัน
เมื่อก่อนในครอบครัวมีที่ดินเพียงน้อยนิด ไม่สามารถเลี้ยงปากท้องได้พอ หากสามารถทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราวเช่นนี้ได้ เขาคงมีความสุขแทบตายแล้ว
น่าเสียดายที่ตำบลอันจิ่วเล็กเกินไป และงานลูกจ้างชั่วคราวก็เป็นที่ต้องการเป็นอย่างมาก พวกเขายังไม่ทันได้ยินข่าว คนก็ไปแย่งงานกันที่ตำบลเรียบร้อยแล้ว
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นกับตาว่าโอกาสนี้หล่นมาถึงครอบครัวพวกเขา แต่ผลคือจูซื่อกับจูอู่ล้วนไม่ถามอะไรสักคำ และยอมส่งงานให้คนอื่น แล้วเขาจะรู้สึกสบายใจได้อย่างไร?
“เจ้าอย่าใจร้อน นั่งลงแล้วค่อย ๆ พูดกันดีกว่า” เย่อวี๋หรานไม่รีบเถียงแต่นั่งลงปลอบใจเขา
“ข้าไม่ได้ใจร้อน แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ร้อนใจบ้างเลยเล่า? การจะหางานเป็นลูกจ้างชั่วคราวในตำบลนั้นยากแสนยาก วันหนึ่งได้ไม่กี่เหรียญหรือเป็นสิบกว่าเหรียญก็นับเป็นเงิน…” คนแก่มักจะพูดเรื่องตอนที่ยังเป็นวัยรุ่น อยู่ดี ๆ จูเหล่าโถวก็ยกเรื่องตอนที่ตัวเองยังเป็นวัยรุ่นขึ้นมาพูด
ในยามนั้น เพื่อเลี้ยงดูครอบครัวหลายปากท้อง ไม่รู้ว่าต้องลำบากมากเพียงใด
เงินจากการเป็นลูกจ้างชั่วคราวนี้ บางครั้งก็สามารถช่วยชีวิตคนได้เลย!
“ข้าไม่รู้ แต่ครอบครัวเราก็ไม่ได้ขาดเงินนี่” เย่อวี๋หรานได้ยินเขาพูดจบก็กล่าวต่อไป “มีเพียงสะใภ้สี่เท่านั้นที่ได้เงินมาไว้ในมือสิบกว่าอีแปะทุกวัน ซึ่งมากกว่าการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเหล่านั้นอีก ตำบลอันจิ่วยากจนข้นแค้น ค่าแรงของการเป็นลูกจ้างชั่วคราวก็สู้ที่อื่นไม่ได้ วันหนึ่งได้แค่ไม่กี่อีแปะ รวมค่าอาหารมื้อหนึ่งก็แทบไม่เหลือแล้ว…”
“ไม่กี่เหรียญก็นับเป็นเงิน” จูเหล่าโถวพึมพำอย่างไม่เต็มใจนัก
“แน่นอนว่าไม่กี่เหรียญก็นับเป็นเงิน แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเรามีโอกาสหาเงินได้มากกว่านี้ นี่แค่เงินไม่กี่เหรียญ แล้วไม่ต้องการมากกว่านี้หรือ?”
คำพูดประโยคเดียวก็ทำให้จูเหล่าโถวตอบสนองในทันที “ยังมีมากกว่านี้หรือ? ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่มีงานแล้วหรือ? การเก็บเกี่ยวฤดูใบไม้ร่วงก็จบไปแล้ว การค้าในบ้านก็มีพวกลูกสะใภ้เป็นคนจัดการ…”
[1] อย่าเก็บเมล็ดงาจนเสียแตงโม หมายถึง อย่ามัวแต่เก็บสิ่งเล็กสิ่งน้อยจนทำสิ่งใหญ่สูญหายไป