ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 510 อย่าทำให้ท่านแม่ลำบากเกินไป
บทที่ 510 อย่าทำให้ท่านแม่ลำบากเกินไป
เรื่องกิจวัตรประจำวันของครอบครัว จูเหล่าโถวไม่ค่อยสนใจนัก เขาไม่รู้รายละเอียดอย่างชัดเจน แต่พอจะรู้สิ่งที่ทำคร่าว ๆ ในใจเขาก็พอนึกภาพออกอยู่บ้าง
แต่นี่ไม่เลย เมื่อเย่อวี๋หรานพูดขึ้นมา ทุกอย่างก็ล้วนคิดคำนวณได้อย่างชัดเจน
จึงสามารถมองออกได้ทันที เขาบอกกับคนนอกว่ามี ‘บัญชีที่มีข้อมูลไม่ชัดเจน’ จำนวนมาก ซึ่งไม่ได้ช่วยขจัดความสงสัยและยังแสร้งโง่
สุดท้ายแล้วทั้งพวก ‘คนใน’ และ ‘คนนอก’ เขาก็แบ่งแยกชัดเจนเช่นกัน
“คนยังต้องพักผ่อนสักหน่อย เป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานตัวเป็นเกลียวอยู่ตลอดเวลา ทุกคนคงเหนื่อยตายพอดี พอถึงเวลาต้องทำงานจริง ๆ ใครจะยังมีแรงเหลือมาทำงานเล่า?”
เย่อวี๋หรานอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาขณะพูด “เจ้าก็เห็นว่าพวกลูกสะใภ้ยุ่งกันจนหัวหมุน พวกลูกชายเจ้า นอกจากเรื่องทำงานในไร่แล้วก็มักจะมาช่วยงานในบ้านด้วย หากยามนี้พวกเขาออกไปทำงานเป็นลูกจ้างชั่วคราว เช่นนั้นงานในบ้านทั้งหมดก็จะตกมาอยู่กับพวกผู้หญิง หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาจนพวกนางทนไม่ไหว เช่นนั้นจะไม่เป็นการเก็บเมล็ดงาจนเสียแตง…แตงผลใหญ่หรือ?”
เดิมทีคิดจะพูดว่าแตงโม แต่เย่อวี๋หรานนึกขึ้นมาได้ว่าในเวลานี้เหมือนว่าจะยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘แตงโม’ จึงทำได้เพียงสำลักแล้วกลับคำ
“เช่นนั้น เช่นนั้นก็ไม่ควรให้คนนอกสิ พวกเจ้าใหญ่ก็ไม่ได้ทำ ก็ให้พวกน้องสามหรือน้องสี่ของข้าก็ได้นี่” จูเหล่าโถวเป็นตัวอย่างของคนที่น้ำและปุ๋ยอย่าได้ปล่อยให้ไหลเข้านาคนนอก[1]
“ข้าเป็นคนเช่นนั้นหรือ? มีเรื่องดี ๆ ข้าจะไม่นึกถึงบ้านของน้องสามและน้องสี่หรือ? เพียงแต่หลังจากนี้มีสิ่งที่ดีกว่ารออยู่ ดังนั้นครั้งนี้ข้าจึงไม่ได้ให้” เย่อวี๋หรานถามต่อไป “เจ้าพูดเองนะว่าหากครั้งนี้ให้ไป ครั้งหน้าข้าก็ต้องให้น้องสามและน้องสี่ของเจ้า แล้วคนอื่นในหมู่บ้านจะไม่อิจฉาหรือ?”
“พวกเขาจะอิจฉาก็ปล่อยให้อิจฉาไปสิ ใครจะไปกลัวพวกเขา…” คำพูดก็ส่วนคำพูดแต่สีหน้าของจูเหล่าโถวกลับเปลี่ยนไป
เขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านมานานหลายปีเช่นนี้ จึงเป็นธรรมดาที่จะรู้ว่าไม่สามารถทำเรื่องอะไรให้คนอื่นอิจฉาได้
ครอบครัวของพวกเขาสะดุดตามามากพอแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้อีก…
“เจ้าพูดคำพูดเช่นนี้ออกมาเอง ยังรู้สึกสงบใจได้อยู่หรือไม่?” เย่อวี๋หรานรู้สึกหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออกกับความเป็ดตายก็ยังปากแข็ง[2]ของเขา “ทุกคนไม่เพียงแต่เป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน แต่ยังเป็นคนตระกูลเดียวกันด้วย ก่อนหน้านี้ข้ายังเสียแรงโน้มน้าวผู้อาวุโสและเจ้าหน้าที่ ตอนนี้หากไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ทุกคน ต่อไปในภายภาคหน้าเมื่อมีผลประโยชน์ที่ดียิ่งขึ้นจะแบ่งอย่างไรเล่า?”
“เช่นนั้นเจ้าหมายความว่า…”
“ปกติแล้วจะให้บุญคุณเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปก่อน เมื่อมีของดีสักหน่อยพวกเราก็เก็บไว้อย่างเหมาะสม กินของคนอื่นก็ปากอ่อน รับของคนอื่นก็มือไม้อ่อน[3] ทุกคนมีเงินในมืออยู่บ้าง หลังจากนี้ก็ยังต้องพึ่งพาครอบครัวพวกเรา เป็นธรรมดาที่จะพูดอะไรออกมาได้ยาก”
เอาเถอะ เรื่องนี้จูเหล่าโถวมั่นใจแล้ว
เขามองไปยังหญิงเฒ่า รู้สึกเพียงว่าสติปัญญาของอีกฝ่ายนั้นมากล้น
ยังดีที่ผู้หญิงเช่นนี้แต่งเข้ามาเป็นภรรยาของเขา หากตกไปเป็นของครอบครัวอื่น…
เดาว่าเขาคงจะเป็นคน ‘ขี้อิจฉา’ ผู้นั้นเสียเอง
“ตอนนี้สบายใจขึ้นแล้ว จะนอนหลับอย่างสงบใจได้หรือยัง?” เย่อวี๋หรานมองเขาและถามด้วยรอยยิ้ม
จูเหล่าโถวรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อย มักจะรู้สึกว่าอีกฝ่ายปฏิบัติกับตนเหมือนเป็นเด็กซนในหมู่บ้าน
“เอาล่ะ หลังจากนี้หากมีอะไรในใจก็ให้มาหาข้าหรือพวกลูกชายของเจ้า ค่อย ๆ พูดคุยกันดี ๆ อย่าทะเลาะกันบนโต๊ะกินข้าวอีก เจ้ามาสร้างเรื่องเช่นนี้ทุกคนที่มองเจ้าจะรู้สึกอย่างไรเล่า ทั้งที่เดิมทีก็ไม่ได้มีเรื่องอะไร ครอบครัวเดียวกันแค่เปิดอกคุยกันก็เรียบร้อยแล้ว” เย่อวี๋หรานแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นและพูดออกมาด้วยรอยยิ้มอีกหลายประโยค
นางโน้มน้าวจูเหล่าโถว อีกด้านหนึ่งทางฝั่งของจูซื่อและจูอู่ก็กำลังเดินไปหาแต่ละบ้านเพื่อแจ้งข่าวเกี่ยวกับเรื่องงานลูกจ้างชั่วคราว
เพราะจูกู่และจูหมี่อยู่ค่อนข้างไกล จึงถูกจัดให้เป็นบ้านแรก
ความจริงนี่ก็ดึกมาก จูกู่และจูหมี่ล้วนเข้านอนไปแล้ว จึงประหลาดใจที่ได้ยินเสียง ‘นกประหลาด’ ข้างนอก
“ทำไมดึกเช่นนี้เล่า?!”
“ไอ้หยา ต้องมีเรื่องอะไรเป็นแน่ รีบลุกเร็ว”
“ชู่ว…เบาเสียงหน่อย อย่าให้ท่านแม่ได้ยิน”
เมื่อนึกถึงครั้งก่อนที่พวกเขาใช้เศษตำลึงแอบไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวกลับมาและถูกแม่ของพวกเขาจับได้ ทั้งสองคนก็รีบเคลื่อนตัวอย่างแผ่วเบา
เรื่องครั้งก่อนยังดีที่เป็นเพียงข้าว
แม่ม่ายฉินเห็นยังคิดว่าพวกเขาสองคน ‘ขโมย’ กลับมา และถามพวกเขาสองคนว่าถูกจับได้หรือไม่ หากทำได้ราบรื่น ครั้งหน้าค่อยไปอีกที
และยังสอนพวกเขาด้วยว่าระยะเวลาในการขโมยแต่ละครั้งไม่ควรถี่เกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้คนสังเกตเห็นเข้า
จูกู่และจูหมี่ “…”
แม่ของพวกเขาลืมเรื่องเล่าที่ว่าตอนเด็กขโมยเข็ม ยามแก่ขโมยทอง[4] ไปแล้วหรือ?
เมื่อออกจากเรือนมา ทั้งสองคนก็เห็นเงาของจูซื่อและจูอู่
“พี่สี่พี่ห้า พวกท่านมาบ้านพวกเราดึกเช่นนี้มีเรื่องอะไรหรือ?”
“ชู่ว…..” จูซื่อเอานิ้วแตะที่ริมฝีปากแล้วกล่าวว่า “เป็นข่าวดี พวกเจ้าต้องปิดปากให้สนิทเลยนะ อย่าส่งเสียงดังไป”
“ข่าวดีอะไรหรือขอรับ?”
“ข่าวเรื่องการเป็นลูกจ้างชั่วคราวพรุ่งนี้…”
จูซื่อยังไม่ทันพูดจบ จูกู่และจูหมี่ก็เกือบจะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้น
ยังดีที่ทั้งสองคนตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว รีบปิดปากของตัวเองไว้
แต่ไม่อาจยับยั้งความตื่นเต้นในใจได้ จับต้นขาของตัวเองแน่นเพื่อสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้
“จริงหรือขอรับ?! พี่สี่ งานลูกจ้างชั่วคราว…งานลูกจ้างชั่วคราวได้เงินใช่ไหมขอรับ?”
“ใช่สิ พี่สี่พี่ห้าขอรับ ข้าได้ยินคนพูดกันว่างานลูกจ้างชั่วคราวที่เมืองอันจิ่วหายากทีเดียว เมื่อมีข่าวคราวออกมาคนก็แย่งไปให้พวกตัวเองเสียหมด”
จูอู่ยิ้ม “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริงไม่เช่นนั้นพวกเราจะวิ่งมาหาเช่นนี้หรือ? นี่คือสิ่งที่ท่านแม่ของพวกเราฝากฝังมาให้เป็นหน้าเป็นตา จึงเรียกพวกคนที่ใช้ได้ในหมู่บ้านไม่กี่คนมา พวกเจ้าสองคนถึงเวลาก็ต้องทำตัวให้ดีเล่า หากทำได้ดี ครั้งหน้าจะได้งานอีก เข้าใจหรือไม่?”
“เข้าใจขอรับ! พี่สี่พี่ห้า พวกท่านวางใจ พวกเราจะไม่ทำให้ท่านขายหน้าแน่นอนขอรับ” จูกู่และจูหมี่รีบให้คำมั่นในทันที
หลังจากที่ทั้งสองคนจากไป พวกเขาทั้งคู่ยืนอยู่หน้าประตูด้วยความตื่นเต้นเป็นเวลานานก็ยังไม่สามารถสงบสติอารมณ์ได้
ก่อนหน้านี้ส่งเงินมาให้ ครานี้ก็ส่งให้ไปทำงาน ทำไมคนสกุลจูถึงดีขนาดนี้?!
“ท่านพี่ ท่านว่าท่านแม่ของพวกเรา…”
จูกู่พูดไม่จบแต่จูหมี่กลับเข้าใจ
ดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงและพูดว่า “ท่านลุงผู้อาวุโสกับท่านลุงเจ้าหน้าที่ทางการพูดถูก แม่ของพวกเราไม่รู้จักดีชั่ว เจ้าลองดูหญิงม่ายคนอื่นในหมู่บ้านสิ มีใครบ้างที่มีชีวิตที่ดีเหมือนแม่ของพวกเรา?”
“ใช่…ปีที่แล้วแม่ม่ายเหมยก็ตายไปแล้ว”
“ยังมีแม่ม่ายหลี่คนนั้นอีก…”
“ท่านแม่ไม่ควรพยายามไขว่คว้าจูเหล่าโถวเลย”
“อื้อ! หลังจากนี้พวกเรามาใช้หนี้แทนท่านแม่กันเถอะ”
…..
แม่ม่ายฉินที่กำลังหลับอยู่นั้นไม่รู้เลยว่าลูกชายทั้งสองคนของนางถูกคน ‘ซื้อ’ ไปโดยไม่รู้ตัวเสียแล้ว
ไม่เช่นนั้นเกรงว่าคงกระโดดลงมาจากเตียงด้วยความเกรี้ยวกราด ไม่สามารถนอนหลับอย่างสบายใจได้
ลูกชายที่ใช้ความพยายามอย่างหนักเพื่อให้กำเนิด เลี้ยงดูอย่างยากลำบากเพื่อให้เติบโตขึ้นมา ถูกคนอื่น ‘ล่อลวง’ ไปง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร?
ไม่ใช่ว่ามันก็แค่เศษเงินกับงานลูกจ้างชั่วคราวหรือ นางเลี้ยงดูพวกเขาให้โตมาลำบากเสียที่ไหน?
ที่นางไปเกี่ยวพันกับจูเหล่าโถว ไม่ใช่เพื่อพวกเขาหรอกหรือ?
โลกก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าทุกการ ‘ทุ่มเท’ จะได้รับการ ‘ตอบแทน’
จูซื่อและจูอู่เดินไล่ทีละบ้านจากไกลมาใกล้ ในที่สุดก็เคาะประตูเรือนของจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อ
นี่เป็นการตัดสินใจอย่างกระชั้นชิดของพวกเขา เดิมทีเรื่องนี้ไม่คิดจะเอามาบอกพวกเขา แต่ขณะกินข้าว พ่อของเขาอารมณ์เสียอย่างหนักเพราะเรื่องนี้…
“เฮ้อ…..เดิมทีคิดว่าเอาไว้มีงานที่ดีกว่านี้สักหน่อยค่อยเอามาให้บ้านอาสามและอาสี่” ก่อนจะเคาะประตู จูอู่ก็ถอนหายใจคราหนึ่ง
จูซื่อกลอกตาพูดว่า “ตามใจเถอะ ถึงอย่างไรท่านพ่อก็ออกปาก แล้วหากไม่ให้อีก พรุ่งนี้คงต้องเกิดปัญหาแน่ พวกเราก็อย่าทำให้ท่านแม่ลำบากเกินไปนักเลย!”
[1] น้ำและปุ๋ยอย่าได้ปล่อยให้ไหลเข้านาคนนอก หมายถึง อย่าปล่อยให้สิ่งดี ๆ หลุดไปอยู่ในมือคนอื่น หรือของดีควรเก็บไว้กับตัวหรือเก็บไว้กับครอบครัว
[2] เป็ดตายก็ยังปากแข็ง หมายถึง คนดื้อรั้นไม่ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง
[3] กินของคนอื่นก็ปากอ่อน รับของคนอื่นก็มือไม้อ่อน หมายถึง เป็นหนี้บุญคุณแม้จะเล็กน้อยแต่ก็ต้องเกรงใจหรือไว้หน้าผู้ที่มีบุญคุณบ้าง
[4] ตอนเด็กขโมยเข็ม ยามแก่ขโมยทอง หมายถึง เด็กควรได้รับการสั่งสอนที่เหมาะสมไม่เช่นนั้นอาจโตขึ้นมาเป็นอาชญากรได้