ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 57 แป้งมันเทศกับเจวี๋ยปา
บทที่ 57 แป้งมันเทศกับเจวี๋ยปา
“ท่านแม่ ข้าว่าไม่ใช้หงฮวาดีกว่าเจ้าค่ะ มันอันตรายเกินไป” หลี่ซื่อค่อนข้างระมัดระวังกว่า นางรีบพูดขึ้นว่า “ท่านจะรู้ได้อย่างไรว่าผู้อื่นซื้อไปทำอะไร? ถ้ามีคนซื้อไปทำเรื่องไม่ดีจะไม่กลายเป็นการสร้างความร้าวฉานหรือเจ้าคะ?”
“คิดมากไปแล้ว เจ้าคิดว่าชาดทำขึ้นมาอย่างไร?” เย่อวี๋หรานพูด “หลังนำหงฮวามาบดเป็นผงก็เอาไปผสมกับผงแป้งทำเป็นชาด ถ้าร้านขายชาดทั้งหมดขี้กลัวแบบนี้ยังจะทำการค้าอยู่ไหม? เพียงแต่อันไหนคนท้องใช้ไม่ได้จะต้องบอกกล่าวล่วงหน้าให้ชัดเจน อย่าให้เกิดความเข้าใจผิดก็พอ”
“อ๋า ท่านแม่ทำชาดเป็นด้วยหรือเจ้าคะ?” หลี่ซื่อไม่เคยเห็นแม่สามีทำมาก่อน จึงประหลาดใจยิ่งนัก
จูปาเม่ยก็ไม่เคยเห็นมารดาทำของแบบนี้ จึงมีสีหน้าเหลือเชื่อ “ท่านแม่ ทำไมท่านไม่บอกข้าว่าท่านทำชาดเป็นด้วยล่ะเจ้าคะ? ท่านรู้หรือไม่ว่าไปซื้อชาดหนึ่งตลับในตำบลต้องใช้เงินเท่าไหร่? ถ้าท่านทำเป็นแล้วยังจะต้องไปซื้อจากในตำบลอยู่ทำไม พวกเราทำใช้กันเองก็ได้”
มารดาของนางเอาแต่อมพะนำเช่นนี้ ในเมื่อมีของดีมากมายเพียงนั้นอยู่กับตัว เหตุใดต้องซ่อนเอาไว้ไม่นำออกมาใช้?
ถ้าเอาออกมาใช้แต่แรก ครอบครัวพวกนางก็คงจะร่ำรวยไปแล้ว ส่วนนางก็คงจะไปเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลใหญ่ตั้งนานแล้ว
“พวกเจ้าไม่ได้ถามเองนี่” เย่อวี๋หรานพูดได้หรือว่าก่อนหน้านี้นางยังไม่ได้ย้อนยุคมา นางเองก็จนปัญญาเหมือนกันเถอะ!
น้องสามีกับพี่สะใภ้เลิกสนใจเรื่องการย้อมผ้าไปเสียสิ้น แต่ละคนวิ่งเข้ามาถามนางว่าชาดทำอย่างไร
หลี่ซื่อเอ่ยอย่างกระตือรือร้น “ถึงข้าจะแตะต้องหงฮวาไม่ได้ แต่ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ ข้าช่วยทำอย่างอื่นก็ได้ ส่วนเรื่องเอาของไปขายให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ข้าต้องขายออกไปได้แน่นอน”
จูปาเม่ยพยักหน้า “ใช่แล้ว ๆ ข้าจะรับผิดชอบเรื่องจัดทำสินค้าเองเจ้าค่ะ ข้ารับประกันว่าจะทำชาดที่งามเลิศล้ำออกมาได้แน่นอน”
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “ไม่ทำสร้อยข้อมือแล้ว? เอาเถอะ ชาดไม่ได้ทำง่ายอย่างที่พวกเจ้าคิด ถ้าต้องการจะทำให้ดี ก่อนอื่นต้องปรุงสีออกมาให้ได้เสียก่อน ถ้าทำสีออกมาได้ดีแล้วจะทำชาดหรือสีย้อมผ้าก็สามารถทำได้ทั้งคู่”
หลัก ๆ ก็คือถ้าคิดจะทำชาดคุณภาพดี ด้วยสถานะครอบครัวในยามนี้ สิ่งของล้วนขาดแคลน ไม่มีทางทำออกมาได้
แทนที่จะเอาแต่จับจ้องแป้งชาดตาละห้อย ยังไม่สู้เริ่มจากการทำสร้อยข้อมือเสียก่อน รอจนสะสมเงินจากการขายสร้อยข้อมือได้แล้ว ค่อยขยับขยายไปค้าชาดก็ยังได้
“พวกเจ้าคิดว่าชาดทำง่ายหรือ? กลีบดอกไม้สำหรับทำชาดอาจไปหาเก็บมาได้ แต่พวกเราซื้อน้ำมันพืชกับข้าวโพดไหวหรือ?”
เพียงประโยคเดียวก็ดับสิ้นความคิดของคนทั้งสอง
หลี่ซื่อกับจูปาเม่ยมีท่าทางผิดหวัง “ที่แท้พวกเราก็จนถึงเพียงนี้”
“ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทำไมตอนแรกข้าถึงไม่ทำ? ข้าวก็กินไม่อิ่มท้องอยู่แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำของแบบนี้? ในเมื่อพวกเจ้ามีเวลา ทั้งยังสมัครใจทำ ก็ได้ ข้าจะสอนพวกเจ้า พวกเจ้าจะได้ไม่เอาแต่หาว่าข้าลำเอียง อะไรก็ไม่สอนให้ แต่ว่า…” ครั้นพูดถึงตรงนี้ เย่อวี๋หรานก็นิ่งไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยออกมาในที่สุด
“คำพูดไม่น่าฟังยังคงต้องกล่าวไว้ล่วงหน้า สอนก็ส่วนสอน ส่วนว่าจะร่ำเรียนได้ขนาดไหนหรือทำออกมามีหน้าตาอย่างไรล้วนขึ้นอยู่กับพวกเจ้าแล้ว แค่พูดอาจฟังดูเรียบง่าย แต่ถ้าเป็นคนมีพรสวรรค์ เกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้ สอนครั้งเดียวก็ทำได้ แต่บางคนไม่เป็นเช่นนั้น ลองสักร้อยครั้งพันครั้งก็ยังสู้ผู้อื่นไม่ได้ อย่างนั้นก็จนปัญญาแล้ว”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านแม่” หลี่ซื่อกล่าว “คนชนบทอย่างพวกเราไม่พิถีพิถันอะไรมากอยู่แล้ว แค่ทำออกมาได้ก็พอ ถึงตอนนั้นขายราคาถูกหน่อยก็ยังได้”
เย่อวี๋หรานมองนางแล้วก็ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเลยจริง ๆ
ยามบ่ายของวันนั้น จูปาเม่ยไม่มีอารมณ์มานั่งถักสร้อยข้อมือแล้ว จึงพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าออกจากเรือนไปเก็บดอกหงฮวา ขณะที่หลี่ซื่อเอาใบจงที่ไปเก็บมาก่อนหน้านี้มาหาที่ทางผึ่งแดด
เย่อวี๋หรานไปดูแผ่นมันเทศที่ตากไว้ตั้งแต่ก่อนหน้านี้ จับดูเล็กน้อยก็พบว่าแห้งกรอบหมดแล้ว นางจึงเข้าครัวไปเอาครกเล็กออกมา โยนแผ่นมันเทศลงไป จากนั้นก็เริ่มตำ
ผ่านไปครู่หนึ่ง แผ่นมันเทศในครกก็แหลกกลายเป็นผุยผง
หลี่ซื่อตากใบจงเสร็จแล้วเห็นว่าเย่อวี๋หรานตำอะไรบางอย่างอยู่จึงรุดเข้ามาดู “ท่านแม่ ท่านทำอะไรอยู่หรือเจ้าคะ?”
“บดมันเทศ” เย่อวี๋หรานตอบโดยไม่ได้เงยหน้า
“ท่านแม่ ข้าช่วยท่านทำนะเจ้าคะ เยอะขนาดนี้ท่านทำคนเดียวไม่รู้ว่าต้องทำจนถึงเมื่อไหร่”
“ต้องตำจนละเอียดเท่านี้ เข้าใจหรือไม่?” เย่อวี๋หรานแสดงส่วนที่ตนเองทำเสร็จแล้วให้นางดู แล้วกำชับนางว่าห้ามอู้
“เอ๊ะ? ท่านแม่ เจ้านี่ตำเสร็จแล้วทำไมคล้ายผงแป้งขนาดนี้ล่ะเจ้าคะ?” หลี่ซื่อฉงนใจ “แบบนี้เอามันมาทำแป้งกรอบได้ไหมเจ้าคะ?”
“ไม่เหมือนกัน ตอนเย็นข้าสอนวิธีทำให้เจ้าเดี๋ยวก็รู้เอง”
เมื่อจูปาเม่ยพาต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ากลับมาก็เห็นภาพมารดาของนางกับพี่สะใภ้สี่กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานกันอยู่
“พวกท่านทำอะไรกันอยู่หรือเจ้าคะ?”
“บดมันเทศ พวกเจ้าเก็บหงฮวากลับมาแล้วหรือ?” เย่อวี๋หรานเงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าในตะกร้าของจูปาเม่ยเต็มไปด้วยดอกหงฮวา
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ ท่านดูว่าเท่านี้พอไหมเจ้าคะ?”
“พอหรือไม่พอ ลองทำดูก็รู้แล้วไม่ใช่รึ?” เย่อวี๋หรานกล่าว “เจ้าคัดดอกที่สด ๆ มาตำจนแหลกให้มีน้ำออกมา แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปแช่ไว้ ตอนเย็นเวลาหุงข้าวเจ้าก็ไปดูหน่อย บอกให้พี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าเก็บน้ำซาวข้าวเอาไว้ ประเดี๋ยวจะต้องได้ใช้”
“จะเอาน้ำซาวข้าวไปทำอะไรหรือเจ้าคะ?” จูปาเม่ยถาม “น้ำซาวข้าวออกจะสิ้นเปลือง ข้าวสารมันสะอาดอยู่แล้วนี่นา”
“น้ำซาวข้าวจะเอามาใช้ทำสีย้อม ในเรือนเราไม่ได้มีน้ำซาวข้าวมากมาย เจ้าไปบอกนางให้เก็บเอาไว้ ถ้าเอาไปป้อนหมูแล้วเจ้าจะใช้อะไร?”
จูปาเม่ยได้ยินเช่นนั้นก็รีบรับปากทันทีว่านางจะต้องบอกให้บรรดาพี่สะใภ้เก็บน้ำซาวข้าวเอาไว้ให้ได้
และเพื่อที่จะเอาอกเอาใจมารดา จูปาเม่ยยังไปหาอ่างไม้กับสากมาช่วยพวกนางตำแผ่นมันเทศตากแห้งด้วย
จวบจนพลบค่ำ หลิ่วซื่อและหลิวซื่อก็กลับมาแล้ว แผ่นมันเทศตากแห้งมีเป็นกองพะเนิน พวกนางจึงยังทำไม่เสร็จ แต่หาถุงกระสอบมาใส่เอาไว้ได้ครึ่งค่อนกระสอบ
หลิ่วซื่อเข้าครัวไปทำอาหารอย่างรู้หน้าที่ ส่วนหลิวซื่อเพิ่งจะวางตะกร้าผักลงก็รีบตามเข้ามาช่วยอีกคน
เย่อวี๋หรานให้หลิ่วซื่อทำแป้งกรอบไปก่อน รอจนพอสมควรแล้ว นางค่อยเข้าไปทำอาหารอย่างอื่น
เนื่องจากต้องทำอาหารจานใหม่ นางจึงไม่ได้ให้บรรดาลูกสะใภ้ตำแผ่นมันเทศต่อ แต่บอกให้เข้าไปในห้องครัว แล้วสอนพวกนางว่าต้องทำอย่างไร
วันนี้ผู้รับผิดชอบทำอาหารคือหลิ่วซื่อ จึงให้นางเป็นแม่ครัวหลัก โดยมีเย่อวี๋หรานคอยชี้แนะวิธีการทำ ‘เจวี๋ยปา’
วิธีการทำเจวี๋ยปามีหลากหลาย แต่เย่อวี๋หรานชอบวิธีที่เรียบง่าย ทว่าในเรือนขาดแคลนวัตถุดิบอย่างน้ำมัน อีกทั้งเสบียงอาหารก็มีอยู่อย่างจำกัด
ดังนั้นเพื่อลดการใช้งานวัตถุดิบ นางจึงบอกให้หลิ่วซื่อซอยหัวไชเท้าและใบผักกาดขาวเติมเข้าไปให้มาก อย่างน้อยก็จะได้อิ่มท้องขึ้นบ้าง
“ใส่แป้งมันเทศลงไปเท่าไหร่ เติมน้ำลงไปประมาณไหน เรื่องเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยทักษะ พวกเจ้าต้องจำอัตราส่วนคร่าว ๆ เอาไว้ให้ดี เวลาทำจะได้ไม่ใส่ลงไปมั่ว ๆ”
“เห็นหรือยัง แป้งมันเทศปริมาณเท่านี้ เติมน้ำลงไปเท่านี้ก็พอแล้ว ถ้าเติมลงไปอีกก็จะเจือจาง เวลาทำออกมาจะข้น ๆ เหลว ๆ ไม่จับตัวเป็นแผ่น”
“น้ำน้อยเกินไปก็ไม่ได้ ในกระทะมีตะกอนติดอยู่ แป้งกรอบที่ทำออกมาจะไม่สุก ไม่อร่อยเท่าที่ควร”
เพื่อให้ทุกคนเข้าใจยิ่งขึ้น เย่อวี๋หรานจึงให้หลิ่วซื่อใส่แป้งมันเทศลงไปในถ้วย จากนั้นเติมน้ำลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน สุดท้ายก็ใส่หัวไชเท้าฝอยกับใบผักกาดขาวซอยตามลงไป
หลังจากคนให้เข้ากันแล้วก็ใช้หนังหมูทาวนไปรอบหนึ่งเพื่อให้มีน้ำมันอยู่บ้าง จากนั้นก็ใช้ช้อนคนในถ้วย ตักส่วนผสมที่คลุกเคล้าเสร็จแล้วขึ้นมาหนึ่งช้อนก่อนจะหย่อนลงไปในกระทะ
“ซี่——”
เมื่อลงกระทะไปแล้ว ไม่นานนักก็มีกลิ่นหอมลอยคละคลุ้งออกมา