ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 59 ความจริงเรื่องความทรงจำอันยอดเยี่ยม
บทที่ 59 ความจริงเรื่องความทรงจำอันยอดเยี่ยม
ความอัดอั้นตันใจอยากจะข่มไว้เท่าไหร่ก็ข่มไม่อยู่ ดวงตาพลันแดงก่ำขึ้นมา หลิวซื่อนึกอยากจะร้องไห้
เมื่อนางออกมาจากห้องครัวก็เห็นว่าจูซาน จูซื่อ และจูอู่ยังคงล้อมหน้าล้อมหลังหลี่ซื่อ กำลังเจรจาเรื่องการค้ากับนาง แม้แต่พี่สะใภ้ใหญ่หลิ่วซื่อยังพูดอะไรอยู่ข้าง ๆ นางก็ยิ่งรู้สึกคับแค้นใจ
นางกลับถึงห้องก็กระชากจูเอ้อร์ที่นอนอยู่บนเตียง
“เจ้าทำอะไร?” จูเอ้อร์ทำงานมาทั้งวัน ง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว ตอนนี้กลับถูกกวนจนสะดุ้งตื่นขึ้นมา
ครั้นเห็นว่าเป็นหลิวซื่อก็ได้แต่กลืนโทสะลงไป
“ข้าทำอะไร? ข้าหาเรื่องหน่อยไม่ได้หรือ?” หลิวซื่ออยากด่าคน แต่กลับไม่กล้าด่าเสียงดังเกินไป จึงลดเสียงลงจนเบาหวิว จูเอ้อร์แทบไม่ได้ยินว่านางพูดอะไรอยู่
“ว่าอย่างไรนะ?”
“ไม่มีอะไร” หลิวซื่อโมโหจนหันหน้าหนีไป
จูเอ้อร์เป็นลูกผู้ชายแท้ ๆ ที่ตรงไปตรงมาคนหนึ่ง เมื่อได้ยินภรรยาบอกว่าไม่มีอะไรก็ล้มตัวลงไปนอนต่อ
หลิวซื่อเก็บกดไว้คนเดียวจนแทบจะอาเจียนออกมาเป็นโลหิตอยู่แล้ว เจ้าถามข้าอีกสักคำก็ไม่ได้หรือ? ถามข้าอีกสักครั้งข้าก็จะบอกเจ้าแล้ว
ทว่าสิ่งที่ตอบรับก็คือเสียงกรนของจูเอ้อร์
หลังจากมีประสบการณ์จากคราวที่แล้ว จูเหล่าโถวก็นับว่าได้เรียนรู้จากอดีต ไม่หาเรื่องเย่อวี๋หรานต่อหน้าลูกชายลูกสาวอีก แต่มาหานางที่ท้ายเรือนแทน
เขาไม่รู้แล้วว่าเย่อวี๋หรานกำลังสร้างเรื่องอะไรอยู่ คราวที่แล้วก็สอนความรู้ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่า ตอนนี้ยังจะมาสนับสนุนให้ทุกคน ‘ค้าขาย’ อีก ครั้งหน้าจะไม่ทำเรื่องเหลวไหลยิ่งกว่านี้อีกหรือ?
เขากลัวว่าสตรีผู้นี้จะความคิดอ่านและสายตาคับแคบ มีความรู้ตื้นเขิน หรืออาจไม่เข้าใจว่า ‘ค้าขาย’ หมายความว่าอย่างไร
ต่อให้ชาวนาอย่างเขาจะไม่รู้เรื่องรู้ราวแค่ไหน แต่ก็ทราบว่าคนค้าขายก็คือพวกชนชั้นล่างดี ๆ นี่เอง
เมื่อเป็นพ่อค้าวาณิชย์ สกุลจูก็ต้องประกอบอาชีพค้าขายต่อไปอีกหลายชั่วอายุคน อยากจะผันตัวกลับมาเป็นชาวนาก็ยากแล้ว
เย่อวี๋หรานฟังคำของจูเหล่าโถวเสร็จก็เลิกคิ้วสูง “เจ้าเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า? ข้าพูดหรือว่าจะให้ลูกชายค้าขาย? ลูกสะใภ้ของข้าอยากหาเงินเล็กน้อยมาซื้อน้ำอบแป้งชาดก็ไม่ได้เชียว? ข้าเป็นสาวใช้บ้านสกุลใหญ่มาตั้งหลายปี เรื่องนี้เจ้าเจนจัดกว่าข้าหรือข้าเจนจัดกว่าเจ้า?”
จูเหล่าโถวหน้าเสียขึ้นมา “ข้าก็กลัวว่าเจ้า…” ยากจนจนขาดสติ ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นแล้วน่ะสิ?
ตั้งแต่ล้มฟาดพื้นไปคราวนั้น เขารู้สึกว่าสตรีผู้นี้เปลี่ยนไปมาก นับวันก็ยิ่งรับมือยากขึ้นทุกที
เย่อวี๋หรานไม่ให้เขาขัดจังหวะ “ข้าเข้าใจเจตนาของเจ้า เจ้าวางใจเถอะ ข้ารู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่ ข้าแค่อยากให้คนในครอบครัวมีหนทางมากขึ้น มีชีวิตที่ดีขึ้นหน่อยเท่านั้นเอง ไม่มีทางทำลายหนทางการเป็นขุนนางของคนสกุลจูหรอก”
นางไม่ได้โง่สักหน่อย นางยังต้องบ่มเพาะคนรุ่นที่สามของสกุลจูให้ดี ดูว่าจะสามารถฟูมฟักบัณฑิตออกมาสักคนได้อยู่นะ
ถ้านางคิดจะตัดเส้นทางการเป็นขุนนางของพวกเขา แล้วยังจะสอนความรู้ให้ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าไปทำไมกัน?
แต่พูดกันตามตรงแล้ว เทียบกับต้าเป่าและเอ้อร์เป่า เย่อวี๋หรานพบว่าที่จริงแล้วจูชีไม่ได้ ‘สมองทึ่ม’ อย่างที่คิด เขาไม่เพียงรักความสะอาด แต่ยังมีความสามารถในการเรียนรู้ระดับที่ทำให้คนต้องทึ่งเลยทีเดียว
นอกจากความสามารถผ่านหูไม่ลืมเลือนที่ค้นพบในตอนแรก เย่อวี๋หรานยังพบว่าจูชีเป็นคนมีหลักการอย่างมาก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเพื่อนเรียนอย่างต้าเป่ากับเอ้อร์เป่ายังอายุน้อย หรือเป็นเพราะนิสัยของเขาเหมือนกับเด็ก ๆ เขาเพียงแต่มีความคิดจิตใจเด็กกว่าอายุที่แท้จริงมากหน่อยก็เท่านั้น
หลายครั้งทีเดียวที่เขาเหมือนกับ ‘น้องชาย’ อีกคนของต้าเป่า
เย่อวี๋หรานเริ่มจะเข้าใจขึ้นมาแล้วว่า เหตุใดเวลาต้าเป่าดูแลเอ้อร์เป่าจึงเชี่ยวชาญปานนั้น เขาคงฝึกฝนมาจากการดูแลจูชีกระมัง?
ครั้นสลัดจูเหล่าโถวออกไปได้ เย่อวี๋หรานก็กลับเข้ามาในห้อง สั่งสอนความรู้ใหม่ให้กับจูชี ต้าเป่า และเอ้อร์เป่า
หลังจากสอนการบวกลบคูณหารให้แล้ว นางก็เริ่มสอนให้พวกเขาท่องคัมภีร์สัทอักษร[1] และคัมภีร์สามอักษร[2]
ประโยคสั้น ๆ ทีละสามอักษรเช่นนี้จำง่ายคล่องปาก พวกเขาจึงเรียนได้รวดเร็วอย่างมาก
เนื่องจากมีจูชีที่เพียงได้ยินก็ไม่ลืมเลือนคนนี้อยู่ด้วย เย่อวี๋หรานจึงพบว่าช่วยประหยัดเรี่ยวแรงไปได้มาก ขอเพียงสอนเขาก่อนรอบหนึ่งก็หมดปัญหาแล้ว จากนั้นก็ให้เขาไปสอนต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าก็พอ
“เอ๊ะ ท่านแม่ สิ่งที่ท่านสอนคราวนี้มีเอกลักษณ์จริง ๆ เจ้าค่ะ เมฆสัมพันธ์กับฝน หิมะสัมพันธ์กับลม ตะวันโพล้เพล้สาดส่องฟ้าใส ห่านป่ากรายมา นางแอ่นจากจร นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม[3]…” จูปาเม่ยท่องไปหลายประโยค “อันนี้ท่องง่ายมากเลย”
นางท่องอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เย่อวี๋หรานกลับฟังจนจิตใจสะท้าน
นางสอนจูชีอยู่ในห้องไปรอบเดียว ส่วนจูปาเม่ยฟังจากในห้องที่อยู่ติดกัน รวมที่ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าท่องตามจูชีก็เป็นสามรอบเท่านั้น
แต่เพียงสามรอบ จูปาเม่ยกลับจำได้มากขนาดนี้?!
“ท่อนต่อไปล่ะ?” เย่อวี๋หรานคาดคั้น
“หืม?” จูปาเม่ยที่กำลังถักสร้อยข้อมือมีสีหน้าฉงนสงสัย
“ข้าถามว่าท่อนถัดจาก ‘นกน้อยหวนคืนนอนรัง แมลงร้องดังเสียงขรม’ คืออะไร?”
แม้จูปาเม่ยจะไม่เข้าใจว่ามารดาต้องการอะไรกันแน่ แต่ก็ยังท่องออกมาอย่างเชื่อฟัง “กระบี่ยาวสามฉื่อ ธนูหนักหกจวิน[4] หลิงเป่ยคู่เจียงตง ในโลกมนุษย์มีพระราชวังฤดูร้อนให้รื่นเริงสังสรรค์ บนสรวงสวรรค์มีตำหนักกว่างหานที่เยือกเย็นเหน็บหนาว สองฝั่งมีเมฆหมอกคั่นกลาง ต้นหยางและต้นหลิวเขียวมรกต ฝนวสันต์พรมพร่างดอกซิ่งแดงบานสดใส จอนผมหงอกขาว คนเดินทางเร่งเร้าเช้าวันใหม่ พลบค่ำหมอกฝนเลือนราง ชายชราสวมชุดฟางนั่งตกปลาอยู่ริมธาร…ท่อนที่เหลือข้าจำไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ มันยาวเกินไป”
เย่อวี๋หรานเข่นเขี้ยว คัมภีร์สัทอักษรแบ่งเป็นภาคต้นและภาคปลาย ภาคต้นมีสิบห้าบท บทแรกคือฉันทลักษณ์ที่หนึ่ง มีทั้งสิ้นสามย่อหน้า
นางสอนจูชีไปสามย่อหน้า กลายเป็นว่าจูปาเม่ยที่อยู่ข้างนอกฟังผ่านหูเพียงไม่กี่รอบก็ท่องได้หนึ่งในสามแล้ว?!
คนสกุลจูมีความจำเป็นเลิศเช่นนี้ทุกคนเลยหรือ?
ช้าก่อน ความจำของจูชีกับจูปาเม่ยร้ายกาจปานนี้ หรือว่าจะได้รับการถ่ายทอดมาจากเจ้าของร่างเดิม?
เย่อวี๋หรานคิดว่านางย้อนยุคมาโดยที่ยังมีความทรงจำจากชาติภพที่แล้ว แต่นางมั่นใจว่าความจำของตนเองในชาติก่อนไม่ได้ดีถึงขั้นนี้แน่นอน ไม่รู้ว่ามีเรื่องราวมากมายเท่าไหร่ที่เลือนหายไปจากเสี้ยวมุมของความทรงจำ แต่เรื่องน่าบัดซบก็คือหลังจากนาง ‘เก็บ’ ร่างเจ้าของร่างเดิมผู้นี้มาได้ สิ่งที่นางไม่เคยตระหนักถึงมาก่อน รวมถึงสิ่งที่เคยได้เห็นได้ยินมาก่อนนับไม่ถ้วนล้วนประดังขึ้นมาในสมองของนาง และเปลี่ยนเป็นชัดเจนสดใสขึ้นมา
ก่อนหน้านี้นางยังคิดว่าเป็นเพราะนิ้วทองคำเสียอีก ทว่าความทรงจำของจูชีและจูปาเม่ยโดดเด่นไม่ธรรมดา จะต้องไม่ใช่เพราะพันธุกรรมกลายพันธุ์แน่นอน ส่วนจูเหล่าโถวก็เป็นชาวนาที่พื้นเพธรรมดาและขี้ขลาดตาขาวคนหนึ่ง แต่เจ้าของร่างเดิม…
ดังนั้น ความทรงจำอันยอดเยี่ยมที่นางครอบครองอยู่ในตอนนี้อาจไม่ใช่ปาฏิหาริย์ที่เกิดจากนิ้วทองคำ แต่เป็น ‘พรสวรรค์’ ดั้งเดิมจากเจ้าของร่างคนเก่า?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ในสมองของเย่อวี๋หรานก็มีภาพเกี่ยวกับความจำอันดีเลิศของเจ้าของร่างเดิมปรากฏขึ้นมา
เย่อวี๋หราน “…”
สวรรค์จะต้องเล่นตลกแล้วเป็นแน่ เจ้าของร่างเดิมมีนิ้วทองคำอันเป้งขนาดนี้ จัดได้ว่าเป็นนางเอกในบทละครเลยด้วยซ้ำ เหตุใดจึงตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ แม้แต่กายเนื้อก็ยังถูกนางเก็บได้?
“ท่านแม่?” จูปาเม่ยเห็นมารดาของนางใจลอยอยู่นานจึงงุนงงเล็กน้อย
“ไม่มีอะไร แค่นึกขึ้นมาได้ว่าที่จริงแล้วเสี่ยวเม่ยของพวกเราก็ฉลาดเหมือนกันนะ” เย่อวี๋หรานสะท้อนใจ ต่อให้ในชาติภพที่แล้วนางไม่มีความจำอันยอดเยี่ยมของเจ้าของร่างเดิม แต่หากมีความสามารถเท่าจูปาเม่ย อย่างน้อยจะต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้แน่ ไม่แน่ว่าอาจไต่เต้าไปถึงจุดสูงสุดในชีวิตของคนคนหนึ่งเลยก็เป็นได้
จูปาเม่ยรู้สึกว่ารอยยิ้มของมารดาเหมือนจะไม่แฝงเจตนาดีสักเท่าไหร่ นางห่อไหล่แล้วรีบยืนยันความบริสุทธิ์ให้ตัวเอง “ท่านแม่ ช่วงนี้ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ ทุกวันทำแค่ถักสร้อยข้อมืออยู่ในเรือน”
เย่อวี๋หรานเห็นนางมีท่าทางลนลานแบบนั้นก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว “แล้วท่อนหลังท่องได้ไหม?”
จูปาเม่ยไม่รู้ว่าตนเองทำอะไรผิดไปหรือไม่ เพียงแต่บทเรียนจากที่แล้วมาทำให้นางไม่กล้าพูดปด จึงกล่าวอย่างซื่อสัตย์ว่า “จำได้ไม่ชัดเท่าไหร่เจ้าค่ะ เหมือนจำได้ราง ๆ แต่ท่องไม่ได้…”
“ดำรงคู่เปลี่ยนแปลง”
“แตกต่างคู่เหมือนเดิม ชายเฒ่ากับเด็กทารก ลมแม่น้ำคู่ทะเลหมอก เด็กเลี้ยงวัวกับชาวประมง”
“เหยียนหุย[5] พอใจอาศัยอยู่ในตรอกข้นแค้น”
“หร่วนจี๋[6] ร่ำไห้ไร้หนทางเดิน จี้เป่ยคู่เหลียวตง น้ำในสระใช้ล้างเท้า นอกเรือนมีสายลมพัด”
……
[1] คัมภีร์สัทอักษร《声律启蒙》เป็นตำราฝึกอ่านออกเสียงสำหรับเด็กเล็ก ประกอบด้วยตัวอักษรง่าย ๆ ข้อความสั้นกระชับคล้องจอง มีเนื้อหาครอบคลุมดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สรรพสัตว์ บุคคลสำคัญ อาวุธต่าง ๆ เป็นต้น นิยมใช้สอนเด็กร่วมกับตำราอื่น ๆ เช่น คัมภีร์สามอักษร
[2] คัมภีร์สามอักษร《三字经》เป็นตำราสอนเด็กที่นิยมใช้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ มีลักษณะเป็นประโยคสั้น ๆ วรรคละสามตัวอักษร จำง่ายคล่องปาก มีเนื้อหากว้างขวางโดยครอบคลุมทั้งวรรณกรรมพื้นบ้าน ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หลักการครองตน เป็นต้น
[3] เนื้อหาจากบทแรกของคัมภีร์สัทอักษรเบื้องต้น 《声律启蒙》上卷·一东
[4] 1 จวิน 钧 = 30 จิน 斤 = 15 กิโลกรัม ดังนั้น ธนูหนัก 6 จวิน เท่ากับว่าหนัก 90 กิโลกรัม
[5] เหยียนหุย 颜回 (521 – 481 ปีก่อน ค.ศ.) เป็นหนึ่งในศิษย์เอกของขงจื่อ เป็นคนเงียบ ๆ มีสติปัญญา ใฝ่รู้ใฝ่เรียน แม้มีฐานะยากจนก็ไม่เคยตัดพ้อ
[6] หร่วนจี๋ 阮籍 (ค.ศ. 210 – 263) กวีในยุคสามก๊ก เขาเป็นคนเฉลียวฉลาด มีปณิธานแน่วแน่ ไม่ยึดติดกับมารยาทประเพณี ชื่นชมแนวทางจวงจื่อ เป็นหนึ่งในเจ็ดเมธีแห่งป่าไผ่ที่ยึดถือแนวทางปลีกวิเวกจากสังคมไปอยู่กับธรรมชาติ ใช้ชีวิตทำไร่ทำสวน ดื่มสุราร่ายกวีและเล่นกู่ฉิน มีอุดมการณ์ยิ่งใหญ่ทางการเมือง