ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 572 เจ้าขุนนางเลอะเลือน
บทที่ 572 เจ้าขุนนางเลอะเลือน
เถ้าแก่ถังมีความมั่นใจต่อเรื่องนี้เต็มเปี่ยม
เพราะจูเอ้อร์เม่ยตายแล้ว พ่อลูกสกุลเฉียนก็ตายแล้ว ทั้งยังตายอยู่ในเรือนสกุลจู ‘จูต้าเหนียง’ ผู้นั้นจะเก่งกล้าสามารถเพียงไหนก็ไม่อาจปัดความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ไปได้
ตราบใดที่นางไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง เขาก็มีวิธีการมากมายที่จะทำให้สกุลจูมอบ ‘สูตรอาหาร’ ออกมา
พี่เป้าก็เป็นเพียงนักเลงหัวไม้คนหนึ่ง กำจัดทิ้งเสียก็จบ
ตระกูลซุนอาจยุ่งยากอยู่บ้าง แต่จะยุ่งยากเพียงใด อีกฝ่ายยังจะข่มเขาที่เป็นงูดินเจ้าถิ่นได้หรือ?
นอกจากนี้ เขายังสืบมาแล้ว ตระกูลซุนก็เป็นแค่สุนัขตกน้ำที่ถูกคนไล่กลับมา พวกนั้นจะต้องอยากกลับไปแน่นอน
ยามนี้ ถ้าเขาหยิบยื่นเส้นสายให้ ขอแค่สูตรอาหารครึ่งเดียว ตระกูลซุนยังจะไม่ปัดบั้นท้ายจากไป?
ควรทราบว่าก่อนหน้านี้ที่ตระกูลซุนจับมือกับพวกพี่เป้าและสกุลจู ยังได้ผลประโยชน์ไม่ถึงครึ่งหนึ่งด้วยซ้ำ
ส่วนนายอำเภอ…
ปิดคดีใหญ่เช่นนี้ได้ก็คือผลงานของนายอำเภอมิใช่หรือไร?
มิหนำซ้ำ ถ้าเขากับตระกูลซุนผงาดขึ้นมาได้ สำหรับนายอำเภอแล้วก็คือเส้นสายอย่างหนึ่งไม่ใช่หรือ?
เถ้าแก่ถังใคร่ครวญทั้งหมดนี้มาแล้วเป็นอย่างดี
ส่วนการคาดการณ์ที่เลวร้ายที่สุดก็คือ แผนร้ายไม่ประสบผลสำเร็จ
แต่แล้วอย่างไรเล่า?
ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาไม่ได้ออกหน้าจัดการเรื่องนี้โดยตรง เพียงชักใยอยู่เบื้องหลัง
อย่างมากก็บอกว่าเป็นฝีมือของคนพวกนั้น เท่านี้ก็ปัดความรับผิดชอบไปจากตัวได้หมดจดแล้วนี่นา?
ในศาล เจ้าหน้าที่ยืนเรียงสองฝั่ง มือกุมไม้โบย ฉับพลันนั้นก็เคาะไม้โบยกับพื้นเสียงดังตึงตัง ประหนึ่งเคาะลงบนหัวใจคนก็ไม่ปาน
จังหวะเต้นของหัวใจประสานไปกับจังหวะเคาะไม้โบยอย่างห้ามไม่อยู่ เต้นกระหน่ำรุนแรง
“เวย~ อู่~” [1]
ประกอบกับเสียงร้องเวยอู่ดังกังวานของเจ้าหน้าที่ทั้งหลาย ชวนให้ผู้คนรู้สึกว่าน่าเกรงขามยิ่งนัก
หากคนที่จิตใจไม่หนักแน่นพอมาคุกเข่าอยู่ตรงนั้น คงบังเกิดความหวั่นเกรงจนสองขาสั่นสะท้าน
ก๊อก
เสียงเคาะไม้สถิตยุติธรรม[2]ดังขึ้น เมื่อใต้เท้านายอำเภอถาม ผู้อยู่ในศาลก็ต้องตอบ
เถ้าแก่ถังไม่คิดฝันเลยว่า วันหนึ่งเหตุการณ์เช่นนี้จะมาเกิดขึ้นกับตนเอง
ก่อนมาถึงศาลทุกประการก็ยังเรียบร้อยดี แต่ครั้นมาถึงแล้วกลับมีคนผลักเขาลงบนพื้นเสียอย่างนั้น
ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เสียงข้างต้นก็ดังขึ้นมา ตามมาด้วยเสียงคาดคั้นของนายอำเภอไต้ “ถังหัวชิง เจ้าบังอาจนัก ถึงกับกล้าโกหกข้า!”
ถังหัวชิงคือชื่อจริงของเถ้าแก่ถัง
นายอำเภอไต้ถามคำถามนี้ขึ้นมากะทันหัน เถ้าแก่ถังงุนงงไปเล็กน้อย แต่ก็ได้สติกลับมาอย่างรวดเร็ว ตอบกลับอย่างเยือกเย็นว่า “นายอำเภอไต้ ท่านกล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร? ผู้น้อยจะเคยโกหกท่านตอนไหนกัน?”
ก๊อก
เสียงไม้สถิตยุติธรรมกระทบโต๊ะดังขึ้นอีกครา นายอำเภอไต้ตวาดว่า “บังอาจนัก! พบข้าผู้เป็นขุนนางยังไม่รีบคุกเข่า หรือต้องให้ข้าขอร้องเจ้า?”
“นายอำเภอไต้ ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เสียงเคาะไม้สถิตยุติธรรมดังขึ้น นายอำเภอไต้ตวาดมาอีกครั้ง “คุกเข่า!”
เถ้าแก่ถังไม่พอใจ แต่เมื่อนึกถึงสถานะของตนเองก็จำต้องคุกเข่าลงแต่โดยดี “ผู้น้อยถังหัวชิง คารวะใต้เท้า”
“ถังหัวชิง ข้าจะถามเจ้าอีกครั้ง มีคนฟ้องว่าเจ้าใส่ร้ายจูต้าเหนียงจากหมู่บ้านสกุลจู ทำลายชื่อเสียงอันดีงามของผู้อื่น ทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ลดละ เจ้าจะยอมรับหรือไม่?”
“ผู้น้อยไม่ยอมรับ” เถ้าแก่ถังเห็นว่านายอำเภอไต้ไม่ได้บอกให้เขาลุกขึ้นจึงไม่กล้ายืน
แต่ไฟโทสะลุกโหมสุมทรวง ได้แต่ก่นด่าในใจ
มารดามันเถอะ!
เป็นขุนนางมาตั้งหลายปี แต่ยังดักดานเป็นแค่นายอำเภอในสถานที่เล็ก ๆ แบบนี้ สมแล้วที่เป็นพวกโง่คนหนึ่ง!
ถ้าข้าออกไปได้ จะเขี่ยเจ้ากระเด็นจากตำแหน่งเลยคอยดู
แม้ในใจจะเต็มไปด้วยไฟโทสะ แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้าแม้แต่น้อย แสร้งถามนายอำเภอไต้อย่างพินอบพิเทาว่า เชิญตนมา ‘สอบถาม’ ไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงกลายเป็นการ ‘กล่าวโทษ’ ไปเสียแล้วเล่า?
ใส่ร้ายจูต้าเหนียงอะไรกัน เขาไม่รู้จักคนผู้นี้ด้วยซ้ำ แล้วจะใส่ร้ายได้อย่างไร?
อย่างนี้มันเหมือนดังคำกล่าวที่ว่า คนนั่งอยู่ในบ้าน หายนะพลันตกลงมาจากฟ้าชัด ๆ เลยนี่นา
เขายังบอกให้นายอำเภอไต้เชิญคนที่ฟ้องเขาออกมา เขาจะสอบถามต่อหน้าคนผู้นั้น
“ได้ ข้าจะเบิกตัวนางออกมาเดี๋ยวนี้” จากนั้น นายอำเภอไต้ก็กล่าวออกไปข้างนอกเสียงดังว่า “เบิกตัวผู้ต้องสงสัยจูต้าเหนียง”
ผ่านไปสักพัก เย่อวี๋หรานก็ถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวเข้ามาในศาล
นี่เป็นครั้งแรกที่เถ้าแก่ถังได้เห็นจูต้าเหนียง ถึงก่อนนี้เขาจะให้คนไปสืบเรื่องราวของสกุลจูมาไม่น้อย แต่กลับไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่ายมาก่อน
เขาแปลกใจอยู่บ้าง จูต้าเหนียงผู้นี้ค่อนข้างแตกต่างจากสตรีชนบทในความคิดของเขา อาภรณ์บนร่างนางเรียบร้อยอย่างยิ่ง ผมเผ้าก็รวบขึ้นอย่างใส่ใจ เสียบปิ่นอันเดียวอย่างเรียบง่าย
แต่ก็เพราะเช่นนี้ ราศีที่ฉายออกมากลับทำให้คนสัมผัสได้ว่า สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดา
จังหวะที่เย่อวี๋หรานก้าวเข้ามายังกวาดสายตามาทางเถ้าแก่ถัง
เขาเป็นชายวัยกลางคนที่สวมชุดแพรไหมสีแดงเข้มผู้หนึ่ง เหนือริมฝีปากมีหนวดเล็กน้อย มองไปแลดูผอมเกร็ง หน้าตาดุดัน
แต่คิดดูก็เข้าใจได้ เขาเปิดบ่อนพนัน ถ้าไม่โหดเสียบ้างก็คงอยู่มาไม่ถึงตอนนี้
เพียงแวบเดียวเท่านั้น นางก็ละสายตาจากไป
เย่อวี๋หรานแสดงคารวะต่อนายอำเภอไต้อย่างนอบน้อม แล้วถามว่า “ไม่ทราบว่าใต้เท้าเรียกผู้น้อยออกมาเพราะต้องการถามสิ่งใดหรือ?”
นายอำเภอไต้อธิบายคร่าว ๆ
เถ้าแก่ถังสังเกตว่าท่าทีที่นายอำเภอไต้มีต่อสตรีชนบทผู้นี้แลดูไม่ถูกต้องเท่าใดนัก
นี่มันเรื่องอะไรกัน? เจ้าขุนนางเลอะเลือนนี่เหตุใดจึงดูเกรงอกเกรงใจจูต้าเหนียงเช่นนี้?
เย่อวี๋หรานหันมามองเถ้าแก่ถัง “ที่แท้ ท่านก็คือเถ้าแก่ถังนี่เอง ท่านช่างมีชื่อเสียงลือกระฉ่อน ทำให้คนจดจำไม่รู้ลืมจริง ๆ”
วาจาประโยคเดียวแฝงความนัยเอาไว้มากมาย
เถ้าแก่ถังใจเต้นตึกตัก หรือนางจะรู้เรื่องแล้ว?
แต่เขาหาได้กลัวไม่ กล่าวด้วยสีหน้าสงสัยว่า “เจ้าเคยได้ยินชื่อข้า? อย่างนั้นก็แปลกแล้ว พวกเราไม่รู้จักกันนี่นา?”
“ท่านช่างเป็นผู้สูงศักดิ์มักลืมง่ายจริง ๆ เฉียนซินหลานข้าเป็นแขกประจำบ่อนพนันของพวกท่าน แวะเวียนไปบ่อนของท่านอยู่บ่อย ๆ เสียเงินจนคนเป็นแม่ไม่ต้องการแล้ว ยังคิดจะหนีมาหาพวกท่านอีก…”
“เฉียนซิน? อ้อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าคงได้ยินชื่อข้ามาจากเฉียนซินสินะ?” เถ้าแก่ถังยิ้มแล้วเอ่ยต่อ “เฉียนซินผู้นี้เป็นแขกประจำที่บ่อนข้า ข้าย่อมจำเขาได้อยู่แล้ว ถ้าเฉียนซินเคยเล่าเรื่องบ่อนพนันของข้าให้เจ้าฟัง อย่างนั้นเจ้าคงรู้สินะว่าบ่อนของข้าอยู่ในตำบล ตามหลักแล้ว คนที่มาบ่อย ๆ มักเป็นคนในตำบล รวมถึงพวกคนค้าขาย”
“แต่เฉียนซินเป็นคนหนุ่มจากชนบทคนหนึ่ง แต่กลับมาบ่อนพนันของข้าเป็นประจำ อยากจำไม่ได้ก็ยากแล้ว”
……
“เขากับ…กับใครนะ?” เขาพยายามนึกอยู่ครู่ใหญ่จึงนึกชื่อออก “อ้อ ข้าคิดออกแล้ว จ้าวเหลียน ใช่แล้ว ก็คือจ้าวเหลียนนั่นเอง พวกเขาสองคนสนิทกันไม่ใช่ธรรมดา พอมีเรื่องอะไรเล็กน้อย พวกเขาก็มักจะปรึกษากันเสมอ”
“ช่วงสองวันมานี้ ข้าไม่เห็นพวกเขา แต่เมื่อวาน เจ้าหน้าที่จากที่ว่าการมาหาข้าที่เรือน” เขายิ้มแย้ม มองไปทางนายอำเภอไต้แล้วกล่าวว่า “นายอำเภอไต้ ท่านยังจำได้กระมัง? ตอนนั้นท่านให้เจ้าหน้าที่มาถามข้า เรื่องที่ถามก็เกี่ยวกับจ้าวเหลียนและเฉียนซินนี่เอง ตอนนั้นข้าก็บอกว่าขอเพียงเป็นเรื่องที่ข้ารู้ ย่อมจะต้องบอกออกมาจนหมดแน่นอน”
กล่าวถึงตอนท้ายยังถามว่ามีเรื่องเข้าใจผิดกันหรือเปล่า?
เขาแค่ตอบคำถามเจ้าหน้าที่ไปไม่กี่ประโยค ไฉนจึงกลายเป็นการใส่ร้ายจูต้าเหนียงไปเสียเล่า?
เขาได้พูดอะไรไปงั้นหรือ?
เขาไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย
ไม่รอให้นายอำเภอไต้พูดขึ้นมา เย่อวี๋หรานก็ชิงกล่าวขึ้นอย่างสงบว่า “ท่านบอกว่าท่านไม่ได้พูดอะไรสักอย่าง ถ้าท่านไม่ได้พูดแล้วข้าจะมาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร?”
“เอ้อ” เถ้าแก่ถังชะงัก “ข้าจะไปรู้หรือ?”
[1] เวยอู่ (威武) เป็นคำที่เจ้าหน้าที่ร้องเวลาเปิดศาลของจีนยุคศักดินา จุดประสงค์เพื่อสร้างความน่าเกรงขามในชั้นศาลและแฝงนัยยะว่า 威武不屈 ซึ่งหมายถึง ผู้บริสุทธิ์ย่อมไม่พ่ายแพ้ให้กับผู้มีอำนาจ รวมถึงการกระทำที่ผิดศีลธรรมและขัดต่อกฎหมาย
[2] ไม้สถิตยุติธรรม หรือจิงมู่ถัง (惊木堂 ) มีหน้าตาเป็นไม้ทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นสิ่งที่ขุนนางผู้พิพากษาคดีใช้เวลาพิจารณาคดี มีหน้าที่เช่นเดียวกับค้อนผู้พิพากษา