ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 571 นายบ่าวคู่นี้มีฝีมือการแสดงดีพอตัว
บทที่ 571 นายบ่าวคู่นี้มีฝีมือการแสดงดีพอตัว
เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้ม “พวกข้าอยากถามเรื่องเฉียนซินพอดี เถ้าแก่ถังคงยังไม่ทราบ จ้าวเหลียนไม่ได้ก่อเรื่องหรอก เขามาแจ้งความในที่ว่าการแทนคนชื่อเฉียนซินต่างหาก”
“แจ้งความ?” เถ้าแก่ถังแสดงสีหน้าประหลาดใจ “ไปแจ้งความแทนเฉียนซินด้วยรึ? ไม่หรอกมั้ง เฉียนซินเป็นอะไรไป?”
ในจังหวะนั้น พ่อบ้านก็แง้มพรายออกมาเหมือนไม่ตั้งใจ “คงไม่ได้เกิดเรื่องขึ้นหรอกนะขอรับ?”
“เรื่องอะไร?” เถ้าแก่ถังหันมากล่าวอย่างประหลาดใจ “พ่อบ้าน ถ้าเจ้ารู้อะไรก็พูดออกมาเถอะ เจ้าหน้าที่สืบสวนคดีก็ลำบากอยู่แล้ว อย่าปล่อยให้พวกเขาต้องมาเสียเที่ยว”
“ความจริง บ่าวเองก็ไม่แน่ใจขอรับ…” พ่อบ้านกล่าวอย่างลังเล “คราวก่อนบ่าวได้ยินคนพูดถึงโดยบังเอิญ เหมือนช่วงนี้เฉียนซินกำลังลำบาก พูดกันละเอียดทีเดียว แต่บ่าวได้ยินไม่ชัดนัก ดูเหมือนจะเกี่ยวกับป้าสะใภ้ของเขา…”
“ป้าสะใภ้?”
“ถูกต้อง บ่าวนึกออกแล้ว ป้าสะใภ้ของเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้านสกุลจู คนเรียกนางว่า ‘จูต้าเหนียง’” พ่อบ้านเปิดเผยข้อมูลออกมาอย่างแนบเนียน
ทักษะการแสดงของนายบ่าวคู่นี้สูสีกันทีเดียว
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอก แต่ก็แสร้งเป็นไม่รู้ คอยร้อยเรียงทีละนิดจนกระทั่งเจ้าหน้าที่ถูกชักจูงไปหาเป้าหมาย
ถ้าเหวินเหรินซานไม่ได้บอกเอาไว้ตอนเจ้าหน้าที่ผู้นั้นออกมา น่ากลัวว่าเขาคงหลงกลเข้าแล้ว
จุ๊ ๆๆ…ไม่เสียแรงที่เป็นเถ้าแก่ของบ่อนพนันอี้ซิง เรื่องหลอกลวงแบบนี้ช่ำชองดีทีเดียว!
เด็กน้อยแซ่เหวินพูดไว้ไม่ผิด หนนี้เขาไม่ได้หลอกข้า กลับไปข้าจะต้องเลี้ยงสุราเหล่าเหวินสักสองจอก
หมาอิงเจี๋ยเป็นคนเก่าคนแก่ในที่ว่าการตำบลอันจิ่ว เขาคบค้ากับบิดาของเหวินเหรินซานตั้งแต่สมัยยังหนุ่ม
ภายหลังได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันหลายปี จึงเพาะสร้างรากฐานความสัมพันธ์ขึ้นมา
ทว่าสุดท้ายแล้ว บิดาของเหวินเหรินซานต้องการส่งต่องานให้ลูกชายล่วงหน้า จึงเตรียมการเอาไว้ในช่วงที่นายอำเภอคนเก่าและคนใหม่ส่งต่อหน้าที่ให้กัน
เวลาที่หมาอิงเจี๋ยและบิดาของเหวินเหรินซานได้พบกันจึงน้อยลงเรื่อย ๆ เหลือแค่ช่วงเวลาร่ำสุราด้วยกันหลังเลิกงานเท่านั้น
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ มิตรภาพของพวกเขาก็ไม่ได้น้อยลงไปเลย
แววตาของหมาอิงเจี๋ยฉายรอยยิ้มประจบ “เถ้าแก่ถังโปรดวางใจ ข้าจะรายงานเบาะแสเหล่านี้ต่อใต้เท้านายอำเภอโดยไม่ตกหล่นไปแม้แต่อย่างเดียวแน่นอน”
“จะพูดอย่างไร ข้าก็เป็นพลเมืองที่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของตำบลอันจิ่ว ย่อมมีหน้าที่ช่วยรักษาความสงบเรียบร้อยในระยะยาวของตำบลอันจิ่วด้วยเช่นกัน อย่าว่าแต่เบาะแสแค่ไม่กี่อย่างเลย ต่อให้มากกว่านี้ ข้าก็ยินดีมอบให้อยู่แล้ว” รอยยิ้มบนใบหน้าของเถ้าแก่ถังขยายกว้างกว่าเดิม
“เถ้าแก่ถัง ท่านช่างเป็นคนดียิ่งนัก ข้าขอแสดงความขอบคุณต่อท่านแทนชาวบ้านในตำบลอันจิ่วด้วย”
“เฮ้อ ไม่ต้องเกรงใจไปหรอก ถ้าจะขอบคุณก็สมควรขอบคุณนายอำเภอของพวกเรามากกว่า ถ้าไม่มีเขาคอยดูแล พวกเราจะมีช่วงเวลาที่สงบสุขเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“ฮ่า ๆๆๆ…ข้าจะรายงานวาจานี้ต่อนายอำเภอด้วยแน่นอน ถ้าเขารู้ว่าชาวบ้านในพื้นที่ที่เขาดูแลอยู่คิดต่อเขาเช่นนี้ เขาคงปลาบปลื้มใจทีเดียว”
“ฮ่า ๆๆ…ที่ข้าพูดมาล้วนเป็นถ้อยคำจากใจทั้งนั้น ถ้าท่านได้รู้จักข้ามากกว่านี้ก็จะรู้เองว่าข้าพูดแต่ความจริง”
……
ตอนหมาอิงเจี๋ยและคณะจะจากไป เถ้าแก่ถังยังมาส่งถึงประตูเรือนด้วยตนเอง
ครั้นประตูใหญ่ปิดลง รอยยิ้มบนหน้าเขาก็พลันหายวับ
“ให้คนไปจับตามองที่ว่าการเอาไว้”
พ่อบ้านกล่าว “ขอรับ”
จวบจนยามฟ้ามืด คนที่ควรกลับมาก็ไม่กลับมาเสียที
แต่กลับได้ข่าวคราวเรื่องคนที่ส่งไปจัดการจูชีแล้ว
หลังจากพี่น้องสกุลจูจับเขาได้แล้วก็ส่งคนไปให้พี่เป้าอย่างรวดเร็ว
เถ้าแก่ถังถอนหายใจออกมา ขอเพียงไม่เคยพบมาก่อนย่อมไม่มีอะไรให้ต้องกลัว ‘พี่เป้า’ คนนี้ก็แค่นักเลงตัวเล็ก ๆ ตามหัวมุมถนนที่พอจะมีพรรคพวกหน่อยก็เท่านั้น ไม่มีสิ่งใดน่ากลัว
เขาเรียกหาพ่อบ้าน กรีดนิ้วผ่านคอตนเอง “จัดการให้เรียบร้อย เข้าใจไหม?”
“ขอรับ นายท่าน” พ่อบ้านขานรับแล้วตระเตรียมจากไป
เถ้าแก่ถังกลับเรียกเขาไว้ “ไม่มีข่าวคราวของเสี่ยวเจียงเลยหรือ?”
“คนที่ส่งออกไปยังไม่ส่งข่าวกลับมาขอรับ”
“อืม ถ้ามีข่าวอะไรให้ส่งขึ้นมาทันที”
“ขอรับ นายท่าน”
เถ้าแก่ถังรู้สึกกังวลเรื่องมังกรตาเดียวเจียงซู่อยู่บ้าง
แม้เขายังมีลูกน้องคนสนิทคนอื่น แต่ถ้าพิจารณาเฉพาะเรื่องความจงรักภักดีและความสามารถ จะมีสักกี่คนที่เทียบมังกรตาเดียวเจียงซู่ได้?
โดยเฉพาะเรื่องสังหารคน มีเพียงคนที่ชุบเลี้ยงมากับมือตนเองเท่านั้นจึงจะทำให้วางใจได้
บางครั้ง การไร้ข่าวคราวก็คือข่าวดีที่สุดแล้ว
ทว่าไม่ได้ข่าวคราวเสียเลยกลับทำให้คนกระวนกระวายใจ
เถ้าแก่ถังนอนหลับไม่สนิทตลอดคืน เขาคิดว่าตนเองนอนเกินเวลาไปแล้ว พ่อบ้านไม่กล้าปลุก แต่เมื่อเรียกคนมาถามกลับได้ความว่า “เรียนนายท่าน ยังไม่กลับมาขอรับ”
“คนยังไม่กลับมา แล้วข่าวคราวเล่า? ไม่มีใครส่งข่าวกลับมาเลยสักคน?”
พ่อบ้านลังเลไปเล็กน้อยค่อยตอบว่า “ข่าวคราวนั้นมีอยู่ แต่ว่า…”
เถ้าแก่ถังพูดแทรก “พูดเหลวไหลอะไรเยอะแยะ? ข่าวอะไร?”
พ่อบ้านก้มหน้าตอบคำ “สายที่แฝงตัวอยู่ใกล้หมู่บ้านสกุลจูรายงานว่า คนหมู่บ้านเฉียนเฉวียนทะเลาะแตกหักกับคนหมู่บ้านสกุลจูแล้ว พวกเขาไปทวงพ่อลูกสกุลเฉียนหลายครั้ง แต่หมู่บ้านสกุลจูก็ไม่ยอมส่งมอบคน เป็นไปได้มากว่าสองพ่อลูกคงตายไปแล้ว”
“ในเมื่อตายไปแล้ว แล้วเสี่ยวเจียงเล่า?”
พ่อบ้าน “…”
เถ้าแก่ถังโบกมือไล่คนอย่างหงุดหงิด
สำหรับคนอื่นแล้ว เจียงซู่หายไปหนึ่งคนก็แค่ขาดคนไปคนเดียว แต่สำหรับเถ้าแก่ถัง ขาดเจียงซู่ไปก็เหมือนขาดมีดที่เชื่อฟังชี้คนไหนฟันคนนั้นไปเล่มหนึ่ง
ถ้าปราศจากเจียงซู่ วันหน้าถ้าเขาคิดจะทำอะไรอีก จะไปหาคนที่เชื่อฟังคำสั่งเช่นนี้จากที่ไหน?
ทันใดนั้น เถ้าแก่ถังพลันรู้สึกว่า ‘สูตรอาหาร’ ของสกุลจูไม่ได้หอมหวานถึงเพียงนั้นอีกแล้ว
สูตรอาหารนี้อาจทำให้เขาหาเงินได้เป็นกอบเป็นกำเหมือนพวกสกุลอวี๋ แต่ถ้าไม่มีเจียงซู่ ภายภาคหน้าไม่ว่าเขาจะทำสิ่งใดก็ราวกับถูกพันธนาการมือและเท้าเอาไว้
เถ้าแก่ถังไม่เคยคิดว่าเจียงซู่จะถูกโค่นไปเพราะเรื่องในครานี้ ในสายตาของเขา สกุลจูจะร้ายกาจเพียงไหนก็เป็นแค่ชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง จะมีใครต่อกรเจียงซู่ที่ฆ่าคนราวผักปลาได้งั้นหรือ?
เว้นแต่ว่า…
เว้นแต่ว่าเขาหนีไปเอง
เจียงซู่เอาใจออกหากงั้นหรือ?
ถ้าเขาหนีไปแล้ว จะไปที่ใดได้?
ไม่รู้ว่าเจียงซู่ไปที่ใด ทั้งยังไม่รู้ว่าเจียงซู่บังเกิดความคิดหนีตั้งแต่เมื่อไหร่ นี่ต่างหากจึงเป็นสิ่งที่เถ้าแก่ถังกังวลใจ
เจียงซู่กุมจุดอ่อนของเขาไว้มากเกินไป
ถ้าอีกฝ่ายต้องการทรยศเขา เช่นนั้นต่อให้เขาติดปีกก็ยากจะบินหนี
ถ้ารู้แต่แรก ตอนนั้นเขาน่าจะป้องกันเจียงซู่เอาไว้
เป็นต้นว่า วางยาพิษสูตรพิสดาร
เถ้าแก่ถังยังคิดหาข้อสรุปไม่ได้ พ่อบ้านก็วิ่งเข้ามาหาอีกครา “นายท่าน คนจากที่ว่าการมาขอรับ”
“เมื่อวานนี้ก็เพิ่งมาไม่ใช่รึ? เหตุใดจึงมาอีกแล้ว?” เถ้าแก่ถังอารมณ์ไม่ดี ยามนี้จึงไม่อยากพบคนกลุ่มนั้นเลยสักนิด “บอกว่าข้าไม่ว่าง ไม่มีเวลา…”
“นายท่าน เกรงว่าคงไม่ได้ขอรับ พวกเขารับคำสั่งจากนายอำเภอมาเชิญท่านขึ้นศาล”
เถ้าแก่ถังประหลาดใจ “ขึ้นศาล?!”
“ข่าวการตายของพ่อลูกสกุลเฉียนแพร่ออกมาแล้ว”
ได้ยินดังนั้น เถ้าแก่ถังก็เข้าใจทันที “เห็นที ข้าคงมีแต่ต้องไปสักครา”