ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 580 ลูกสาวกับลูกสะใภ้ย่อมไม่เหมือนกัน
บทที่ 580 ลูกสาวกับลูกสะใภ้ย่อมไม่เหมือนกัน
จูต้าไม่ใคร่เข้าใจนัก เพียงคิดว่าน้องห้ามีเรื่องให้ทำแล้วก็ไม่ต้องอยู่ว่างเหมือนเดิมอีก ถือเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
สำคัญที่สุดก็คือ น้องห้ามีเรื่องให้ทำแล้วก็จะเหมือนกับน้องสาม นั่นคือไม่เอาแต่จับจ้องที่นาเล็ก ๆ ผืนนั้นของครอบครัวอีก
เขาเป็นลูกชายคนโต ต้องเลี้ยงดูบิดามารดา แน่นอนว่าที่นาของครอบครัวต้องส่งต่อให้เขา
แม้ว่าเรื่องนี้คงไม่เปลี่ยนแปลง แต่เขาก็ไม่หวังให้พี่น้องต้องมาขัดแย้งกันเองเพราะเรื่องที่นา
แต่จูซานไม่เหมือนกัน เขาคิดอะไรได้มากกว่า
จากบทสนทนาระหว่างเย่อวี๋หรานและจูอู่เมื่อครู่นี้ เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่าเหตุใดจูอู่จึงมีความคิดเช่นนี้ เหตุใดมารดาจึงสนับสนุนให้จูอู่ไปทำเรื่องนี้
หากสกุลจูต้องการเป็นเหมือนตระกูลซุนหรือตระกูลเฉียนในอนาคตก็ต้องมีเครือข่ายข้อมูลข่าวสารเหมือนตระกูลซุน ขณะที่จูอู่เป็นคนที่จะสร้างเครือข่ายนี้ขึ้นมาได้พอดี
พี่น้องสกุลจูในยามนี้คงคาดไม่ถึงว่า การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลกระทบต่ออนาคตของสกุลจูมากมายเพียงใด
กล่าวได้ว่าการดำรงอยู่ของจูอู่จะกลายเป็นกุญแจสำคัญที่จะส่งเสริมให้ในอนาคตสกุลจูช่วงชิงเป็นฝ่ายได้เปรียบและคว้าโอกาสได้ก่อนใคร
เมื่อสนทนาเรื่องนี้เสร็จแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือเรื่องที่ชวนให้ผู้คนปวดเศียรเวียนเกล้า นั่นก็คือจะจัดการอย่างไรกับจูเอ้อร์เม่ยและพ่อลูกสกุลเฉียน
“ท่านแม่ ข้าว่าพวกเราไม่ควรไว้หน้าคนพวกนั้น” จูต้ากล่าวอย่างโกรธแค้น “ญาติอะไรกัน พวกเขาวางแผนร้ายกับพวกเราโดยไม่นึกละอายใจ พวกเรายังจะเห็นแก่พวกเขาอีก? อย่างมากก็แค่ตัดขาดกัน ใช่ว่าจะไม่เคยตัดญาติกันเสียหน่อย”
“พวกเราตัดญาติกับทางนั้นมาแต่แรกแล้วนี่?” จูซานเอ่ยขึ้นอย่างลังเล “พวกเราตัดขาดกับครอบครัวอาสามอาสี่ไปตั้งนานแล้ว เวลาอาหญิงรองกลับบ้านเดิมก็กลับไปเรือนของอาสามและอาสี่…”
ถ้าไม่ใช่เพราะสองบ้านเริ่มมีการไปมาหาสู่กันอีก เรื่องนี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น
แต่จูซานก็ทราบว่านี่เป็นเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
ไม่กลัวว่าจะได้มากหรือน้อย กลัวก็แต่จะไม่เท่าเทียม ถึงอย่างไรจูเหล่าซานและจูเหล่าซื่อก็เป็นน้องชายแท้ ๆ ของบิดาของพวกเขา พวกเขากำลังจะพาหมู่บ้านสกุลจูให้ร่ำรวยไปด้วยกัน ย่อมไม่อาจทอดทิ้งทางนั้นไปได้
หากต้องการส่งเสริมครอบครัวของอาสามและอาสี่ ย่อมไม่อาจทอดทิ้งญาติ ๆ ในอดีต
จูต้า “…”
ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย ตอนนี้จะทำอย่างไรเล่า?
หรือจะปล่อยไปทั้งอย่างนี้?
เย่อวี๋หรานเชิดหน้าเล็กน้อย กล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “กลัวอะไร มีข้าอยู่ไม่ใช่รึ?”
……
แม้คนสกุลจูจะทราบข่าวล่วงหน้าแล้วว่าเย่อวี๋หรานปลอดภัยไร้เรื่องราว แต่การได้ยินข่าวกับการเห็นตัวคนเป็น ๆ ย่อมต่างกันมาก
ก่อนที่จะได้เห็นคน ใจที่เต้นตุ๊ม ๆ ต่อม ๆ ทำอย่างไรก็ไม่อาจสงบลงได้เสียที
“เจ้าว่าทำไมท่านแม่ยังไม่กลับมาอีกนะ?” หลิวซื่อยืนชะเง้อชะแง้มองจากในเรือน
“จวนจะถึงแล้วกระมัง” หลี่ซื่อส่งของกินเล่นเข้าปากซานเป่าและซื่อเป่า แล้วกล่าวว่า “เช้าวันนี้เสี่ยวเจี่ยงก็มารับอาหารไปขายตามปกตินี่นา? ยังขายของต่อไปได้เช่นนี้ก็น่าจะไม่เป็นไร”
ถึงจะกล่าวเช่นนี้ แต่ถ้ายังไม่เห็นคน ใครเลยจะวางใจได้?
หลี่ซื่อก็คอยชะเง้อมองออกไปข้างนอกเช่นกัน
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะนางโชคดีหรือเพราะเหตุใด นางจึงมองเห็นเข้าแล้ว
“พี่สะใภ้รอง ท่านดูสิเจ้าคะ นั่นใช่พวกท่านแม่หรือเปล่า?!”
หลิวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็รีบมองออกไปข้างนอกทันที “ใช่แล้ว พวกท่านแม่กลับมาแล้ว…”
นางหันกลับมาตะโกนเข้าไปในเรือน
“พี่สะใภ้ใหญ่ ปาเม่ย ทุกคนออกมาเร็วเข้า ท่านแม่กลับมาแล้ว!”
“เมียเจ้าห้า สามีเจ้ากลับมาแล้วนะ!”
……
การตะโกนครั้งนี้ไม่เพียงเรียกหลิ่วซื่อ จูปาเม่ย และหลินซื่อออกมาเท่านั้น กระทั่งจูเหล่าโถว จูเอ้อร์ และจูซื่อที่กำลังทำงานอยู่ท้ายเรือนก็ออกมาด้วยเช่นกัน
อ้อ พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูที่ซ่อนตัวอยู่ในเรือนของจูเหล่าโถวมาตลอดก็ตามออกมาด้วย
“กลับมาแล้ว? พวกเอ้อร์เม่ยก็กลับมาแล้วใช่ไหม?” แม่เฒ่าจูยังไม่ทันเห็นคนก็เอ่ยถามอย่างอดใจไม่ไหว
หลี่ซื่อปรายตามองอีกฝ่าย รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ‘แม่สามีของข้าต้องเข้าคุกเชียวนะ ท่านไม่เป็นห่วงแม่สามีของข้าหน่อยหรือ?’
เหมือนอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ลูกสาวแท้ ๆ กับลูกสะใภ้ไม่เหมือนกันจริง ๆ ด้วย!
แต่อีกฝ่ายเป็นผู้อาวุโส นางไม่สะดวกจะพูดอะไรจึงทำเป็นไม่สนใจ
“ท่านแม่…” ทันทีที่จูปาเม่ยเห็นเย่อวี๋หรานก็โถมเข้าไปกอดนางแล้วร้องไห้โฮ “ฮือ ๆๆๆ…ท่านแม่ ดีจริง ๆ ที่ท่านไม่เป็นไร! ข้ากลัวแทบแย่ เมื่อเช้านี้ข้านอนไม่หลับเลย…”
“เอาน่า ไม่เป็นไรแล้ว ข้าก็กลับมาแล้วนี่นา” เย่อวี๋หรานรู้สึกอุ่นวาบในอก นางลูบศีรษะอีกฝ่ายพลางปลอบโยนว่า “ไม่ร้องนะ ถ้ายังร้องต่อไปปาเม่ยของพวกเราจะไม่งามแล้วนะ”
“ไม่งามก็ไม่งามสิ ขอแค่ท่านแม่ปลอดภัย ปาเม่ยยอมให้ตัวเองไม่งามก็ได้…” คนบางคนที่รักสวยรักงามมาตลอดเอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด
แต่นี่ก็สะท้อนให้เห็นถึงตำแหน่งของเย่อวี๋หรานในใจนาง จูปาเม่ยเห็นมารดาสำคัญกว่าใบหน้างดงามของตน
ตั้งแต่ได้ใช้ชีวิตใหม่อีกครั้ง เย่อวี๋หรานทุ่มเทเพื่อครอบครัวนี้ไปมากมาย เมื่อได้ยินวาจาประโยคนี้ของจูปาเม่ย นางพลันรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นคุ้มค่าแล้ว
“เด็กโง่ ถ้าเจ้าไม่งาม ข้าคงกลุ้มใจแย่!” เย่อวี๋หรานพูดเย้า “เด็กสาวขี้ริ้วหาคนแต่งยาก ข้าต้องเตรียมสินเดิมให้เจ้ามากเพียงใดจึงจะแต่งเจ้าออกไปได้?”
“ท่านแม่~” จูปาเม่ยกำลังเป็นห่วงมารดาอยู่ดี ๆ อีกฝ่ายกลับมาพูดเช่นนี้ นางร้อนใจจนมุ่ยปากพลางขยี้เท้า
เย่อวี๋หรานยิ้มแล้วบีบจมูกอีกฝ่าย “น่าเสียดาย สาวน้อยของพวกเราเป็นสาวงาม รอให้ผ่านไปอีกหลายปี น่ากลัวว่าข้าไม่อยากให้เจ้าออกเรือนก็คงยากแล้ว…”
ถึงอย่างไรก็ใกล้ถึงวัยออกเรือน เมื่อถูกมารดามาหยอกเย้าเช่นนี้ จูปาเม่ยย่อมเขินอายเป็นธรรมดา
ใบหน้านางพลันแดงก่ำด้วยความเขินอาย รีบซอยเท้าไปหลบอยู่หลังหลี่ซื่อ
จากจุดนี้สามารถเห็นได้ว่า นางไม่เลือกไปหลบอยู่หลังพี่สะใภ้คนอื่น แต่เลือกหลี่ซื่อ เท่านี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่านางรู้สึกสนิทใจกับหลี่ซื่อมากกว่า
สายตาของเย่อวี๋หรานไล่ตามความเคลื่อนไหวของจูปาเม่ยไป หลี่ซื่อจึงสบโอกาสยิ้มแย้มสัพยอกว่า “ท่านแม่ ท่านอย่าแกล้งปาเม่ยสิเจ้าคะ ท่านแม่งามขนาดนี้ คนเป็นลูกสาวจะด้อยไปได้อย่างไร? รอดูไปเถอะ ผ่านไปอีกไม่กี่ปี แม่สื่อคงมาเหยียบธรณีประตูเรือนเราจนสึก เกรงว่าถึงตอนนั้นท่านแม่คงทำใจไม่ได้ หาเรื่องจับผิดแม่สื่อก็เป็นได้”
“ต้องจับผิดอยู่แล้วสิ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนของข้าทั้งคนจะให้คนล่อลวงเอาตัวไปง่าย ๆ ได้อย่างไร?” เย่อวี๋หรานกล่าว แล้วถามว่าช่วงที่นางไม่อยู่ ทุกประการในเรือนยังเรียบร้อยดีหรือไม่
หลี่ซื่อตอบคำถามไปจนครบ
ขณะที่เย่อวี๋หรานกำลังจะเดินเข้าไปในเรือน หลิวซื่อก็ทักขึ้นมาว่า “โธ่เอ๋ย ท่านแม่ รอเดี๋ยวเจ้าค่ะ เกือบลืมไปแล้ว…”
“ลืมอะไรเจ้าคะ?” หลินซื่อถาม
“น้ำใบส้มโอน่ะสิ ข้าเตรียมเอาไว้แล้ว…” หลิวซื่อกลับเข้าไปในครัว สักพักก็ยกอ่างใบหนึ่งออกมา
ในอ่างมีใบส้มโออยู่ใบหนึ่ง
นางยกออกมาถึงตรงหน้าเย่อวี๋หรานแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านใช้น้ำแช่ใบส้มโอล้างมือเถอะเจ้าค่ะ จะได้ขจัดไออัปมงคล อนาคตจะได้ราบรื่นสดใส สมปรารถนาทุกประการ”
เย่อวี๋หรานทำตามที่อีกฝ่ายบอก
เมื่อมาถึงหน้าประตูเรือน หลิวซื่อยังเตรียมกระถางไฟเอาไว้ให้เย่อวี๋หรานก้าวข้าม จากนั้นก็กล่าววาจาที่เป็นมงคลอีกหลายประโยค
ถึงตอนนี้คนทั้งหลายค่อยเข้าไปในเรือนแล้วทยอยนั่งลง
แม่เฒ่าจูอดทนต่อไปไม่ไหวจึงถามขึ้นมาว่า “เมียเจ้าใหญ่ พวกเอ้อร์เม่ยล่ะ? ทำไมถึงมีแค่พวกเจ้าที่กลับมา แต่ไม่เห็นพวกเขาเลย?”
ชั่วพริบตานั้น บรรยากาศที่คึกคักเมื่อครู่พลันเงียบสงบลงทันใด
ทุกคนหันมามองแม่เฒ่าจู แววตาเต็มไปด้วยความตำหนิ
หลิ่วซื่อ: ท่านย่าลืมไปแล้วหรือเปล่าว่าแม่สามีเข้าคุกไปได้อย่างไร?
หลิวซื่อ: ข้าถุย! ทำให้แม่สามีข้าเข้าคุกแล้วยังมีหน้ามาถามอีก?
หลี่ซื่อ: มิน่าล่ะตอนนั้นแม่สามีจึงแยกเรือนออกมา มีผู้อาวุโสที่ไม่รู้จักแยกแยะเช่นนี้ ไม่แยกก็แปลกแล้ว!
หลินซื่อ: ที่นี่ไม่ใช่เรือนของอาหญิงรองเสียหน่อย นางไปที่ใด แล้วเกี่ยวอะไรกับแม่สามีข้าด้วย?
……
แม่เฒ่าจูที่สัมผัสได้ว่าตนเองพูดผิดไปแล้วออกจะอัดอั้นใจ
ข้าแค่ถามถึงครอบครัวเอ้อร์เม่ยเท่านั้นเอง จะเป็นไรไป? ข้าถามไม่ได้รึ?