ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 579 เพราะมีใจเห็นแก่ตัว
บทที่ 579 เพราะมีใจเห็นแก่ตัว
หัวเซี่ยงหรงตายแล้ว คดีนี้ก็ย่อมจะยุติลง
พวกเย่อวี๋หรานกล่าวคำอำลากับนายท่านผู้เฒ่าซุนและพี่เป้าเสร็จก็ไปจากเรือนรับรอง
เพิ่งมาถึงบริเวณหัวมุมตรอกที่เงียบสงบ จูต้าที่นิ่งเงียบมานานก็กล่าวขึ้นอย่างอดไม่ไหว “ท่านแม่ พวกเราจะยกผลกำไรให้จริง ๆ หรือขอรับ?”
เย่อวี๋หรานถอนหายใจ “ไม่ยกให้แล้วจะทำอย่างไร? คราวนี้มีตระกูลซุนรับหน้า พวกเขาจึงไม่ได้จะเอาไปทั้งหมด แค่ปันไปบางส่วนเท่านั้น ถ้าเป็นเหมือนตระกูลอวี๋ในอดีต พวกเราคงไม่เหลืออะไรแล้ว…”
คิดไม่ถึงว่าระวังตัวถึงขั้นนี้แล้ว ยังถูกคนเพ่งเล็งเอาได้
ขณะที่ตระกูลเฉียนยังมีความสัมพันธ์กับตระกูลฝั่งมารดาของโหลวไทเฮาที่อยู่ในเมืองหลวง ไม่แปลกที่ตระกูลเฉียนจะรับมือไม่ได้
พวกเขาเองก็ไม่รู้เรื่องนี้ ไม่อย่างนั้น…
จวบจนเวลานี้เองที่เย่อวี๋หรานตระหนักอย่างลึกซึ้งว่าอะไรคือความแตกต่างระหว่างพวกตนและฝั่งนายท่านผู้เฒ่าซุน
บางครั้งข้อมูลอย่างเดียวก็สามารถสังหารคนได้
จูต้าขมวดคิ้วน้อย ๆ รู้สึกว่าตรงไหนสักแห่งไม่ถูกต้อง “พูดอย่างนี้หมายความว่าตระกูลซุนช่วยเหลือครอบครัวพวกเรา? คิดไม่ถึงว่าพวกคนรวยจะไม่ใช่คนเลวไปเสียทั้งหมด อย่างน้อยตระกูลซุนก็เป็นคนดี”
นับแต่เย่อวี๋หรานเข้าคุกไปจนถึงการโค่นล้มหัวเซี่ยงหรงในตอนท้าย ตั้งแต่ต้นจนจบตระกูลซุนลงแรงไปไม่น้อย
จูต้าไม่เข้าใจสิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ฟังจากที่พวกเขาพูดกันก็ทราบว่าอีกฝ่ายกระทำเรื่องใดไปบ้าง
ในใจจึงรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายอยู่ไม่มากก็น้อย
โชคดีที่ได้มาเจอคนดีอย่างตระกูลซุน ถ้าไม่ได้เจอพวกเขา ถึงจะรู้ว่ามารดาถูกคนใส่ร้ายก็คงทำอะไรไม่ได้
สุดท้ายแล้วมารดาของเขาก็คงต้องได้รับความลำบาก
“จะอธิบายอย่างไรดี? เรื่องนี้ต้องใคร่ครวญจากมุมมองของแต่ละฝ่าย” เย่อวี๋หรานเต็มใจชี้แนะพวกลูกชายอย่างยิ่ง เห็นว่าบนถนนเริ่มมีคนทยอยออกมากันแล้ว จึงพาพวกเขาเดินเข้าไปในตรอกเพื่อเลี่ยงฝูงชน
นางไม่ได้บอกคำตอบแก่พวกเขาโดยตรง แต่ให้พวกเขาลองใคร่ครวญจากมุมมองของตระกูลเฉียน ตระกูลซุน จากนั้นค่อยเป็นสกุลจู โดยการถามคำถามชี้นำหลายข้อ
กระทั่งมุมมองของพี่เป้าก็ไม่ได้มองข้ามไป แต่วิเคราะห์ไปทีละคน
พิจารณาจากมุมมองของพี่เป้า เขาได้ทำอะไรผิดไหม?
เปล่าเลย เขาเพียงคิดถึงตัวเองก็เท่านั้น ต้องการรักษาผลประโยชน์ตรงหน้าเอาไว้ ตอนที่ยังไม่มั่นใจก็จะไม่ออกหน้ามากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ เรื่องบ่อนพนันอี้ซิงคราวนี้ พี่เป้าลงแรงไปก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำอย่างเต็มที่
เขาเพียงเป็นคนกลางพาสกุลจูไปหาตระกูลซุน
ส่วนตระกูลซุน มองผิวเผินก็เหมือนจะช่วยเหลือสกุลจูไปมากมาย แต่เจ้าพูดได้เต็มปากหรือเปล่าว่าเขาไม่มีใจเห็นแก่ตัวเอาเสียเลย?
ย่อมไม่ใช่อยู่แล้ว
ถ้าไม่มีใจเห็นแก่ตัวจริง ๆ เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่เคยเอ่ยถึงเรื่องตระกูลเฉียนมาก่อน?
เย่อวี๋หรานไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลซุนสามารถสืบสาวอดีตของหัวเซี่ยงหรงออกมาได้ แต่กลับไม่ระแคะระคายความเคลื่อนไหวของตระกูลเฉียนเลยเนี่ยนะ?
มีความเป็นไปได้สองอย่าง ประการแรก ตระกูลเฉียนเป็นคนบอกเรื่องของหัวเซี่ยงหรงต่อตระกูลซุน ใช้เรื่องนี้เป็นเงื่อนไขในการเจรจาต่อรองเพื่อแลกกับผลกำไรสามส่วน อีกประการหนึ่ง ตระกูลซุนสืบทราบเรื่องของหัวเซี่ยงหรงเอง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้เจตนาของตระกูลเฉียน ทว่าการเจรจายังไม่บรรลุผลที่ต้องการจึงปกปิดเอาไว้ก่อนชั่วคราว และไม่ได้บอกเรื่องนี้ต่อสกุลจู
หรือก็หมายความว่า ตระกูลซุนต้องการเป็นหุ้นส่วนกับสกุลจูอย่างแท้จริง แต่สกุลจูอ่อนแอเกินไป บางครั้งก็มองข้ามสกุลจูไปโดยไม่รู้ตัว
ไม่อย่างนั้น พวกเขาก็คงไม่ไปเจรจากับตระกูลเฉียนโดยไม่ปรึกษาสกุลจูจนตกลงกันได้แล้วค่อยมาบอกสกุลจูหรอก
เย่อวี๋หรานกระตุ้นเตือนลูกชายว่า “เมื่อครู่ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าซุนหารือกับพวกเรา ตระกูลเฉียนไม่ได้โผล่หน้าออกมาเลยแม้แต่น้อย หมายความว่าเขาเจรจากับตระกูลเฉียนเรียบร้อยแล้ว หากว่ากันตามหลักการ แม้พี่เป้าจะสามารถเป็นตัวแทนของพวกเราในการร่วมมือกับตระกูลซุนได้อย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าตระกูลซุนจะมีสิทธิ์เป็นตัวแทนของพวกเราไปเจรจากับตระกูลเฉียน ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเพราะพวกเราอ่อนแอเกินไป!”
วาจานี้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาเสียจนจูต้า จูซาน และจูอู่รู้สึกหดหู่ใจ
หมู่บ้านสกุลจู หมู่บ้านสกุลหลี่ และหมู่บ้านสกุลหลิวได้ชื่อว่าเป็นสามหมู่บ้านใหญ่แห่งเชิงเขาไท่ตัง กระทั่งพวกเขายังสัมผัสได้ว่าสกุลจูของพวกเขาค่อย ๆ ขยับขึ้นมาเป็นผู้นำแล้ว เดิมทีนึกว่าตนเองร้ายกาจมากแล้ว คิดไม่ถึงว่าในสายตาของตระกูลใหญ่เหล่านั้น พวกเขาก็เป็นแค่…
“หมายความว่านายท่านผู้เฒ่าซุนเกรงใจต่อพวกเราแค่เพียงเปลือกนอก?” จูต้าคับข้องใจ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก เขาเพียงมีใจเห็นแก่ตัวก็เท่านั้น” เย่อวี๋หรานสะท้อนใจ “หากพิจารณาจากมุมมองของเขา เขาจะจัดการเช่นนี้ก็ไม่แปลก ถ้าเปลี่ยนเป็นเจ้า เจ้าจะยอมเสียสละสกุลจูเพื่อไปช่วยเหลือคนอื่นงั้นหรือ?”
จูต้าเงียบไป ‘เหลวไหล ก็ต้องไม่ยอมอยู่แล้ว!’
ก็เหมือนเรื่องในครั้งนี้ ถึงแม้นายท่านผู้เฒ่าซุนจะช่วยเหลือพวกเขา แต่เพราะจิตใจที่เห็นแก่ตัวนั้น เขาจึงรู้สึกเหมือนโดนเอารัดเอาเปรียบ
“นั่นก็ถูกแล้ว” เย่อวี๋หรานกล่าว “ถ้าเปลี่ยนเป็นสกุลจูก็คงทำเหมือนกัน แบบนั้นก็ไม่มีอะไรให้ต้องไปกล่าวโทษคนอื่น จะพูดอย่างไรก็เป็นเรื่องจริงที่ตระกูลซุนช่วยเหลือพวกเรา”
“ท่านแม่ สมมติว่า…สมมตินะขอรับ สมมติว่าพวกเราได้รู้ข่าวสารล่วงหน้าเหมือนตระกูลซุน ก็จะสามารถเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ใช่ไหมขอรับ?” เพียงจูอู่นึกถึงว่าครอบครัวตนเองเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเรื่องนี้ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ
เขารู้สึกอยู่เสมอว่าตนเองสามารถทำอะไรบางอย่างได้ แต่กลับไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน?
“ผู้เล็งเห็นโอกาสก่อนย่อมจะไปอยู่ในตำแหน่งที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง สามารถลงมือก่อนได้ ถือว่าเป็นความได้เปรียบอย่างหนึ่ง” เย่อวี๋หรานตอบ “จะเปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ไหมข้าไม่รู้ แต่ถ้าพวกเรามีความสามารถทัดเทียมตระกูลซุนก็คงจะไม่เป็นฝ่ายถูกกระทำเหมือนในตอนนี้”
“ท่านแม่ ท่านรู้ว่าควรทำอย่างไรใช่ไหมขอรับ?” จูอู่มองมาที่นางอย่างตั้งความหวังและกล่าวว่า “ท่านสอนข้าได้ไหม? ข้าคิดว่าข้าทำได้ ข้า…ข้าอธิบายไม่ถูก แต่ข้ามั่นใจว่าข้าทำได้ขอรับ”
เย่อวี๋หรานเผยรอยยิ้มบาง “แน่นอนอยู่แล้ว ขอเพียงเจ้าอยากทำก็ไม่มีเรื่องใดที่เจ้าทำไม่ได้”
ความฮึกเหิมพรั่งพรูออกมาจากส่วนลึกในจิตใจของจูอู่
จริงด้วย ท่านแม่ยังเชื่อในตัวเขาขนาดนี้ ทำไมเขาจะทำไม่ได้?
“เจ้าจำเรื่องที่จูกู่กับจูหมี่มาส่งข่าวครั้งก่อนได้ไหม? เจ้าอาจเริ่มจากตรงนั้น หาจุดเริ่มต้นก่อนแล้วค่อยคลำหาทิศทางและเรียนรู้ไปในเวลาเดียวกัน จะไปได้ไกลแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวเจ้าเองแล้ว” เย่อวี๋หรานชี้ที่ศีรษะตน “เจ้าฉลาดปานนั้น ข้าเชื่อมั่นในตัวเจ้า เจ้าจะต้องทำได้แน่นอน”
ส่วนรายละเอียดเชิงลึก เย่อวี๋หรานไม่ได้กล่าวถึง
พูดเป็นเล่นไป ต่อให้นางฉลาดกว่านี้ก็เป็นคนที่มาจากอีกโลกหนึ่งนะ
เรื่อง ‘หลักการ’ พวกนี้ ยังจะพลิกแพลงได้เก่งกาจกว่าคนโบราณอีกหรือ?
เรื่องของนายท่านผู้เฒ่าซุนเตือนสตินางเกี่ยวกับเรื่องหนึ่ง นางไม่อาจทำทุกอย่างด้วยตนเอง แต่ต้องผลักดันคนรอบกายขึ้นมาด้วย
เห็นจูอู่บังเกิดความคิดเช่นนั้น นางย่อมอยากสนับสนุนให้จูอู่ลองผิดลองถูกให้มาก ดีที่สุดคือดีดลูกคิดรางแก้วนี้ให้คล่องแคล่ว ถึงตอนนั้น…
ถึงจะเป็นเพียงคำชี้นำเล็กน้อย แต่จูอู่กลับคิดอะไรได้มากมาย ‘จริงด้วย ตอนแรกที่พวกเขารู้เรื่องนี้ก็เพราะจูกู่กับจูหมี่มาแจ้งข่าวนี่นา?’
ข้อมูล!
ข่าวสาร!
ถ้าเขาหาคนของตัวเองให้ได้มากกว่านี้ ให้พวกเขาช่วยส่งข้อมูลข่าวสารกลับมาให้ ก็ได้แล้วนี่นา?
ถ้าเทียบกับนายท่านผู้เฒ่าซุน จุดที่เขาเสียเปรียบก็คือขาดคนไม่ใช่หรือ?
เวลาชั่วพริบตาเดียว จูอู่ก็ค้นพบเรื่องที่จะไปทำต่อได้แล้ว ทำให้จูต้าและจูซานอึ้งไปเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน พวกเขาสองคนก็รู้สึกยินดีกับน้องห้าจากใจจริง