ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 603 เจ้าอิจฉาที่คนอื่นได้แยกเรือนใช่ไหม?
บทที่ 603 เจ้าอิจฉาที่คนอื่นได้แยกเรือนใช่ไหม?
“ชู่ว…เบาหน่อย ในห้องพวกปาเม่ยเพิ่งดับไฟ เจ้าพูดเสียงดังแบบนี้เดี๋ยวพวกเด็ก ๆ ก็ตื่นกันหรอก” จูเหล่าโถวชี้ไปข้างหลังอย่างระมัดระวัง
เย่อวี๋หรานกลอกตา “เจ้ามาทำอะไรตรงนี้?”
“มีเรื่องจะคุยกับเจ้า”
“เรื่องอะไร?” เย่อวี๋หรานกล่าว “เมื่อครู่ทำไมไม่พูด มาพูดอะไรตอนดับไฟไปแล้ว ว่ามาเถอะ ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่?”
“เรื่องของเอ้อร์เม่ย…” จูเหล่าโถวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่กล้าพูดออกมา
เย่อวี๋หรานไร้คำจะกล่าว “เรื่องของเอ้อร์เม่ยก็พูดไปแล้วนี่นา เจ้ายังมีเรื่องอะไรอีก? เจ้าคงไม่ได้จะมาโทษว่าข้าไม่ปรึกษาเจ้าก่อนหรอกนะ? ข้าจำได้ว่าเรื่องนี้ข้าพูดกับเจ้าไปแล้ว”
“ไม่ใช่ ข้าแค่อยากถามว่าเจ้า…”
“อะไร? เจ้าพูดเสียงดังหน่อย ข้าได้ยินไม่ชัด”
จูเหล่าโถวกล่าวคำพูดที่เก็บกดเอาไว้ในใจมาทั้งวัน “เจ้าอิจฉาเอ้อร์เม่ยใช่ไหม?”
“…” เย่อวี๋หรานไม่เข้าใจว่าเขาต้องการจะสื่ออะไร “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
จูเหล่าโถวกล่าวด้วยสีหน้าอมทุกข์ “คราวก่อนถ้าไม่ใช่เพราะเห็นแก่พวกลูก ๆ เจ้าคงปลดข้าไปแล้ว…ตอนนี้เรื่องของเอ้อร์เม่ย หากมองจากอีกมุมแล้วก็เป็นการทำให้ความปรารถนาของเจ้าเป็นจริงนี่นา…”
เย่อวี๋หรานเข้าใจแล้ว “…”
เขาคิดว่านางสนับสนุนให้จูเอ้อร์เม่ยแยกเรือนก็เพื่อทำให้ความฝันของตัวเองเป็นจริงอย่างนั้นเรอะ!
มิน่าล่ะ เขาถึงมีท่าทางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ที่แท้ก็กลัวว่าจะเกิดเรื่องทำนองเดียวกันขึ้นกับตัวเอง
แต่ก็เข้าใจได้ ผู้ชายยุคนี้มีใครเต็มใจเผชิญหน้ากับเรื่องแบบนี้บ้าง?
เหล่าเฉียนยังไม่ใช่ฝ่ายถูกปลด ฝ่ายที่ถูกปลดคือจูเอ้อร์เม่ย แต่นางสามารถพาลูกชายคนเล็กแยกเรือนไปใช้ชีวิตตามลำพังได้ เท่ากับว่าได้ล้างมลทินให้ตัวเองแล้ว หากนางเป็นฝ่ายผิด สกุลเฉียนจะยอมให้นางพาลูกชายคนหนึ่งไปด้วยงั้นหรือ?
แม้คนนอกจะไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลัง แต่จะต้องรู้แน่นอนว่าเรื่องนี้จะต้องเป็นเพราะสกุลเฉียนทำไม่ถูกแน่นอน
และเพื่อเป็นการชดเชย สกุลเฉียนจึงยอมให้จูเอ้อร์เม่ยพาลูกชายคนเล็กแยกไปใช้ชีวิตกันเอง
ผู้ชายอกสามศอกคนหนึ่งกลับตกต่ำถึงขั้นถูกภรรยาของตัวเองรังแกมาถึงศีรษะได้ ต่อให้บนศีรษะไม่ใช่หมวกเขียว ก็คงเป็นเรื่องน่าอับอายอย่างยิ่งเป็นแน่แท้
เห็นเย่อวี๋หรานไม่พูดอะไร จูเหล่าโถวก็ยิ่งว้าวุ่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เขาเป็นฝ่ายถอยทัพ “ช่างเถอะ เจ้าอย่าพูดอะไรเลย ตอนนี้ดึกแล้ว ข้าไปนอนก่อนล่ะ”
จากนั้นก็หมุนกายจากไปโดยไม่รอให้นางพูดอะไร
เพราะรีบร้อนเกินไป เขายังสะดุดขาตัวเองอีกด้วย
เย่อวี๋หราน “…”
หากจูเหล่าโถวไม่มาพูดกับนางแบบนี้ นางก็คงคิดไม่ถึงเหมือนกันว่าเรื่องนี้สามารถทำแบบนี้ได้เหมือนกัน
แต่สกุลจูมีลูกชายลูกสาวรวมกันหลายคน นางจะพาคนไหนไปดีนะ?
จนมาถึงห้องของตัวเองแล้ว เย่อวี๋หรานก็ยังคิดไม่ออกว่าตนเองควรพาใครไปด้วย
“ไอ้หยา ข้านี่โง่จริง ทำไมต้องหมกมุ่นกับเรื่องนี้ด้วย?”
เย่อวี๋หรานได้สติกลับมาแล้วก็ต้องเขกกะโหลกตัวเอง
สถานการณ์ของนางต่างจากจูเอ้อร์เม่ย นางยังไม่ถึงขั้นใช้ชีวิตกับจูเหล่าโถวต่อไปไม่ได้เสียหน่อย แล้วจะแยกเรือนไปทำไม?
จูเอ้อร์เม่ยแยกเรือนก็เพราะเรื่องที่เหล่าเฉียนกับเฉียนซินก่อไว้ ไม่แยกเรือนสองคนนั้นก็มีแต่จะเป็นตัวถ่วง
แต่สถานการณ์ของนางไม่เหมือนกัน นอกจากเรื่องแม่ม่ายฉิน จนถึงตอนนี้จูเหล่าโถวก็นับว่าสัตย์ซื่อดี ไม่ถือว่าเป็นตัวถ่วงจนเกินไป
นอกจากนี้ จิตใจของลูกชายและลูกสะใภ้ทุกคนล้วนฝักใฝ่นาง ในบ้านหลังนี้นางพูดคำไหนคำนั้น แล้วทำไมนางจะต้องสร้างเรื่องให้ตัวเองรำคาญใจเองด้วย?
นางหลับสนิทจนกระทั่งฟ้าสาง
วันรุ่งขึ้น จูเหล่าโถวไม่ได้มาถามเรื่องนี้กับนางอีก เย่อวี๋หรานจึงทำเป็นลืมไปเสีย ไม่กล่าวถึงแม้แต่คำเดียว
จูเหล่าโถวเห็นนางไม่มาคาดคั้นกับตนเองก็ลอบโล่งอก
ต่อจากนั้น สกุลจูก็งานยุ่งขึ้นมาอีกครั้ง เพราะจวนจะถึงปีใหม่แล้ว
ปัดกวาดทำความสะอาด ซื้อของฉลองวันปีใหม่ เชือดหมู จัดทำของฉลองวันปีใหม่และอื่น ๆ อีกมากมาย
ถึงแม้ช่วงเวลานี้ งานของพวกผู้ชายก็น้อยลงแล้ว จะเป็นงานของพวกผู้หญิงเสียมาก โดยมีทั้งงานในเรือนและนอกเรือนให้ไปจัดการ
ไปซื้อของในตำบล ไปซื้อของที่ตลาดนัด ข้าวของมากมายลำเลียงกลับมาที่เรือนสกุลจู
เพื่อนบ้านเห็นแล้วก็อิจฉายิ่งนัก “พวกเขาร่ำรวยกันแล้วสินะ? ดูสิ ขนของกันมากี่รอบแล้วเนี่ย?”
“นั่นน่ะสิ ต้องรวยแล้วแน่ ๆ ถ้าไม่รวยจะซื้อของเยอะแยะขนาดนั้นไหวเรอะ?”
“จะรวยหรือไม่รวย คนเขามีเงินซื้อของก็เป็นเรื่องของพวกเขา ขอเพียงพวกเราทำตามพวกเขาให้ดี ไม่แน่ว่าปีหน้าอาจถึงรอบของพวกเราบ้างก็เป็นได้”
……
ครั้นได้ยินว่าปีหน้าอาจเวียนมาถึงรอบตัวเองบ้าง คนที่จับกลุ่มซุบซิบกันอยู่ก็ต่างนึกยินดี ไม่มีอารมณ์จะซุบซิบกันต่อ แยกย้ายกลับไปจัดการธุระในเรือนตนเอง
อ้อ แล้วก็ตระเตรียมข้าวของสักหน่อย ถึงเวลาจะได้ไป ‘อวยพรปีใหม่’ ที่เรือนจูต้าเหนียง
ปีหน้าจะได้ร่ำรวยหรือไม่ ยังขึ้นอยู่กับความทุ่มเทของจูต้าเหนียงด้วยนี่นา
หญิงปากสว่างที่อาศัยอยู่ฝั่งตรงข้ามเห็นคนเข้า ๆ ออก ๆ เช่นนั้นก็รู้สึกอิจฉาตาร้อนยิ่งนัก นางยืนพูดจาเหน็บแนมอยู่หน้าประตูเรือนเสียยืดยาว
ลูกชายและลูกสะใภ้ล้วนไม่ปริปาก ทำหน้าที่ของตนเองไปเงียบ ๆ
ทั้งคู่ย่อมรู้นิสัยของหญิงปากสว่างดี
ขณะนั้น จูหย่งหนิงเดินออกมาจากในเรือน “เจ้ามายืนอยู่ตรงนี้ทำไม? คนขายเนื้อแซ่หลี่เล่า? บอกให้เจ้านัดเขามาแล้วนี่ ทำไมเขายังไม่มาอีก?”
“ข้านัดแล้ว แต่คนขายเนื้อแซ่หลี่ดูแคลนพวกเรา ข้ายังจะทำอย่างไรได้?” หญิงปากสว่างเห็นคนขายเนื้อแซ่หลี่ถือเครื่องไม้เครื่องมือเดินผ่านมา แค่มองก็รู้ว่ากำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน นางก็ยิ่งหงุดหงิดกว่าเดิม “ก็เพราะพวกเรายากจน คนเขาถึงดูถูกเอาน่ะสิ”
“คนอย่างเจ้ามีวันไหนไม่หาเรื่องคนอื่นบ้าง ลึก ๆ ในใจเจ้าคงคิดแบบนั้นใช่ไหม? ถ้าเจ้ารังเกียจที่บ้านหลังนี้ยากจนนักก็ไสหัวกลับเรือนสกุลจ้าวของเจ้าไปเถอะ!” จูหย่งหนิงเห็นคนขายเนื้อแซ่หลี่แล้วเช่นกัน เขากล่าวอย่างอารมณ์เสียแล้วตามคนขายเนื้อแซ่หลี่ไป
“ข้า…” หญิงปากสว่างได้ยินอย่างนั้นก็ตกใจกลัว ผลุบหายเข้าไปในเรือน
คราวก่อนพี่ชายของนางมาที่หมู่บ้านสกุลจูแล้วเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้น ทำให้นางผิดใจกับพี่ชาย
“เจ้าไม่ต้องกลับมาอีกแล้ว”
เห็นพี่ชายไม่กล้ามองมาที่ตนเองตรง ๆ หญิงปากสว่างก็เดือดดาลยิ่งนัก “มีสิทธิ์อะไร? ท่านพี่ ท่านหมายความว่าอย่างไรกันแน่? ข้าทำทุกอย่างเพื่อครอบครัวเรานะ ท่านมีสิทธิ์อะไรมาห้ามข้ากลับบ้าน?”
“นั่นเป็นบ้านเดิมของข้า ถ้าข้าไม่กลับไปที่นั่นแล้วจะไปที่ไหนได้อีก?”
“ไม่มีบ้านเดิมแล้ว ท่านอยากให้ข้าถูกจูหย่งหนิงตีจนตายอยู่ข้างนอกนั่นงั้นรึ?”
……
เรื่องที่จ้าวกุ้ยเซิงไม่ให้นางกลับบ้านเดิมทำให้หญิงปากสว่างห่อเหี่ยวไปหลายวัน
นางไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับจูหย่งหนิง
หากจูหย่งหนิงทราบเรื่องก็คงไม่รู้จะพูดอะไรเช่นกัน “…”
นิสัยแบบเจ้าถูกพี่ชายตัวเองรังเกียจแล้วจะแปลกตรงไหน?
ไม่ช้าก็เร็วเจ้าคงทำให้คนทั้งบ้านเอือมระอากันไปหมด!
ไม่สิ ดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้นไปแล้วนี่นะ!
จูหย่งหนิงกลัวว่าจะไล่ตามคนขายเนื้อแซ่หลี่ไม่ทันจึงร้องเรียกเอาไว้
“คนขายเนื้อแซ่หลี่!”
“คนขายเนื้อแซ่หลี่ เจ้ารอก่อน”
คนขายเนื้อแซ่หลี่ได้ยินคนเรียกตัวเองจึงชะงักฝีเท้า หันมาเห็นว่าเป็นสามีของหญิงปากสว่างก็มีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย
“เจ้าเองหรือ มีเรื่องอะไร?” คนขายเนื้อแซ่หลี่กระชับเครื่องไม้เครื่องมือที่ถืออยู่และกล่าวว่า “รีบพูด ข้านัดกับจูต้าเหนียงเอาไว้ ประเดี๋ยวต้องไปเชือดหมูให้พวกเขา”
“ตอนนี้จวนจะถึงสิ้นปีแล้วนี่นา ข้าเลยคิดว่าจะนัดเจ้าเอาไว้ อยากรู้ว่าเจ้าจะมาได้เมื่อไหร่” จูหย่งหนิงกล่าว
“หา ไปเรือนเจ้าหรือ…เมียเจ้าไม่ได้บอก?” คนขายเนื้อแซ่หลี่คล้ายอยากพูดอะไรแต่ก็ชะงักไว้
จูหย่งหนิงสังหรณ์ใจไม่ดี “คนขายเนื้อแซ่หลี่ เจ้าหมายความว่าอย่างไร พวกเราคบหากันมากี่ปีแล้ว มีเรื่องอะไรก็พูดมาตรง ๆ เถอะ”
“เมียเจ้าห้ามไม่ให้ข้าไปที่เรือนพวกเจ้าอีก ข้าพูดได้แค่นี้แหละ เจ้าอย่าทำให้ข้าลำบากใจเลย ข้าไปก่อนล่ะ…” คนขายเนื้อแซ่หลี่กล่าวถึงตรงนี้ก็ไม่กล้าพูดมาก ถือสิ่งของจากไปทันที
จูหย่งหนิงหน้าเขียวคล้ำ แต่ก็ไม่กล้ารั้งอีกฝ่ายเอาไว้อีก
เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เขาเชื่อว่า หากหญิงปากสว่างไม่ได้ไปทำอะไรเอาไว้ คนขายเนื้อแซ่หลี่จะปฏิเสธไม่มาเชือดหมูให้เขางั้นหรือ?
“เมียบัดซบคนนี้ เห็นทีข้าต้องสั่งสอนนางหน่อยแล้ว!”
“มือไม่พายเอาเท้าราน้ำ นางคิดจะปีนขึ้นสวรรค์หรือไร?”
“บ้าเอ๊ย! ข้าไปแต่งเมียแบบนี้มาได้ยังไงนะ?”