ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 602 ล้างสมอง
บทที่ 602 ล้างสมอง
“หากพิจารณาเพียงผิวเผิน แม่สามีของพวกเจ้าแยกเรือนออกไป มีเพียงครอบครัวเสี่ยวซินที่ได้ประโยชน์ แลดูลำเอียงอย่างยิ่ง” เย่อวี๋หรานกล่าว “แท้จริงแล้ว แม่สามีของพวกเจ้าพยายามช่วยเหลือคนออกไปจากบ่อโคลนแห่งนี้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางจึงพาครอบครัวเสี่ยวซินแยกเรือนออกไปด้วยเพื่อลดทอนความสูญเสีย”
“การลดทอนความสูญเสียมีข้อดีอะไรน่ะหรือ?”
“ข้อแรก แม่สามีของพวกเจ้าไม่ต้องกังวลว่าครอบครัวของลูกชายคนเล็กจะต้องเดือดร้อนเพราะสองคนนั้น ข้อต่อไป แม่สามีของพวกเจ้ายังสามารถหาวิธีแอบช่วยดูแลสะใภ้ใหญ่กับหลานสองคน”
“แน่นอนว่าเพื่อไม่ให้เหล่าเฉียนกับเฉียนซินจับได้ แม่สามีของพวกเจ้าก็ต้องกระทำอย่างลับ ๆ ถึงอย่างไรก็ไม่ง่ายเลยกว่าจะแยกเรือนออกมาได้ ถ้าต้องมาติดแหงกด้วยกันอีกครั้ง อยากจะตัดขาดกันอีกก็ไม่ง่ายแล้ว”
“ยังมีอีกข้อ หลานสะใภ้ใหญ่ เจ้าลองคิดดูเถอะ ถ้าครอบครัวเสี่ยวซินมีชีวิตที่ดีแล้ว พวกเขาจะแอบช่วยเหลือเจ้าหรือไม่?”
“ระหว่างมีแม่สามีคอยช่วยอยู่คนเดียว กับมีครอบครัวเสี่ยวซินมาช่วยด้วยอีกแรง แบบไหนดีกว่ากัน?”
“ถึงแม้พวกเขาจะช่วยเจ้าในทางแจ้งไม่ได้ แต่คนเป็นอาจะเอ็นดูหลาน ๆ แอบเอาสิ่งของเล็กน้อยมาให้ บางครั้งก็เรียกไปกินข้าวด้วย แบบนี้คงได้กระมัง?”
“ถ้าเหล่าเฉียนกับเฉียนซินกล้ามาหาเรื่องถึงเรือน แม่สามีของพวกเจ้าก็มีเหตุผลในการไล่พวกเขาออกไป”
……
คำพูดล้างสมองกลับกล่าวออกมาได้อย่างเปิดเผย
อย่าว่าแต่สะใภ้เยาว์วัยสองคนนั้น กระทั่งจูเอ้อร์เม่ยก็อดคิดไม่ได้ว่า ‘ที่แท้ข้าก็เป็นคนดีปานนี้ ทำไมตัวข้าเองกลับคิดไม่ถึงเลยนะ?’
ทันใดนั้น นางก็ยืดอกนั่งหลังตรง รู้สึกว่ามีจิตใจกว้างขวางขึ้นมา
“เมียเจ้าใหญ่ เจ้าสบายใจได้ ต่อไปข้าจะเรียกพวกเด็ก ๆ มากินข้าวด้วยแน่นอน ตราบใดที่ข้ามีข้าวกินก็จะไม่ปล่อยให้หลานของข้าต้องหิวโหยเด็ดขาด”
จูเอ้อร์เม่ยรับปาก นางไม่กล้ารับรองว่าตนเองจะสามารถเรียกสะใภ้ใหญ่มากินข้าวด้วยกัน แต่นางกล้ารับประกันว่านางจะเรียกพวกหลาน ๆ มาอย่างแน่นอน
ถ้าเหล่าเฉียนกับเฉียนซินกล้ามาโวยวาย นางก็จะไล่พวกเขาออกไป
หลังจากเย่อวี๋หรานชี้แจงเหตุผลให้ฟัง ภรรยาของเฉียนซินก็ไม่คิดสั้นอีกแล้ว
ถึงอย่างไรเรื่องราวก็ถูกกำหนดแน่นอนแล้ว นางก็ไม่อาจทำอะไรได้อยู่ดี
นอกจากนี้ เรื่องนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีผลดีกับนางเลยเสียทีเดียว
ก็เหมือนที่ท่านป้าว่าไว้ ต่อให้ไม่แยกเรือน แม่สามีกับพวกน้องสะใภ้ยังใช้ชีวิตอยู่ในเรือนสกุลเฉียน อย่างมากก็คงเหมือนกับที่ผ่านมา แต่ถ้าแม่สามีพาครอบครัวน้องสะใภ้แยกเรือนออกไป อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือนางกับลูก ๆ ได้กินไม่อิ่มก็เท่านั้นเอง
แต่ถ้าแม่สามีกับน้องสามีเต็มใจให้ความช่วยเหลืออย่างลับ ๆ นางกับลูก ๆ ก็จะได้มีชีวิตที่ดีขึ้นบ้าง
นอกจากนี้ เหล่าเฉียนกับเฉียนซินก็ยังอยู่ในคุก กว่าพวกเขาจะออกมาก็อีกหลายปี
ในช่วงเวลานี้ นางย่อมสามารถ…
เดินทางไปรอบเดียวก็สามารถจัดการเรื่องแยกเรือนให้จูเอ้อร์เม่ยเสร็จเรียบร้อย กล่าวได้ว่ารวดเร็วทันใจยิ่งนัก
จูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่นคอยสังเกตการณ์อยู่ข้าง ๆ มาตลอด พวกนางรู้สึกเลื่อมใสยิ่งนัก: สมแล้วที่เป็นพี่สะใภ้ใหญ่ จะใครหรือเรื่องไหนก็รับมือได้หมด!
ถ้าเปลี่ยนเป็นพวกนาง คงไม่ง่ายดายเช่นนี้กระมัง?
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านร้ายกาจจริง ๆ!”
“พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านยอดเยี่ยมยิ่งนักเจ้าค่ะ!”
ระหว่างทางขากลับ พวกนางผลัดกันประจบเย่อวี๋หราน
เย่อวี๋หรานหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก “พอแล้ว พอแล้ว รีบเดินทางกันเถอะ ฟ้าจะมืดอยู่แล้ว พวกเจ้าอยากเดินทางตอนกลางคืนงั้นรึ?”
“จะต้องกลัวอะไรเจ้าคะ มีพี่สะใภ้ใหญ่อยู่ด้วยทั้งคน” จูซานเสิ่นยิ้มตอบ “ขอเพียงมีพี่สะใภ้ใหญ่อยู่ด้วย ข้าก็ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น”
“ข้าก็เหมือนกัน” จูซื่อเสิ่นช่วยเสริมทัพ “อยู่กับพี่สะใภ้ใหญ่ปลอดภัยที่สุดแล้ว จะทำอะไรก็สามารถวางใจได้ทั้งนั้น”
“หยุดยอได้แล้ว ยอต่อไปทางก็ไม่ใกล้ขึ้นมาหรอกนะ ประหยัดแรงเอาไว้ดีกว่า ยังต้องเดินทางอีกไกล”
……
ยากนักที่พี่น้องสะใภ้ทั้งสามจะเข้ากันได้ดีโดยไม่มีเรื่องขุ่นเคืองใจกันเช่นนี้
แล้วก็เป็นเช่นที่เย่อวี๋หรานคาดการณ์เอาไว้ เมื่อพวกนางกลับถึงหมู่บ้านสกุลจู ฟ้าก็มืดแล้ว
เย่อวี๋หรานแยกกับจูซานเสิ่นและจูซื่อเสิ่น พอเข้าไปในเรือนก็เห็นพ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจู
คนอื่น ๆ นั่งล้อมผู้เฒ่าทั้งสอง คล้ายกับกำลังพูดคุยกันอยู่
เมื่อนางปรากฏตัวขึ้น ทั้งห้องก็พลันเงียบเสียงลง
เย่อวี๋หราน “…”
หรือว่านางจะกลับมาได้ไม่ถูกเวลา?
“ท่านแม่ ท่านกลับมาแล้ว!” หลี่ซื่อตอบสนองรวดเร็วที่สุด นางกระวีกระวาดลุกขึ้นมา “มาสิเจ้าคะ มานั่งด้วยกัน พี่สะใภ้ใหญ่เก็บของอร่อยไว้ให้ท่าน อุ่นค้างไว้บนเตารออยู่เลยเจ้าค่ะ ข้าจะไปยกออกมาเดี๋ยวนี้”
“ข้าไปดีกว่า” หลิ่วซื่ออยู่ตรงนั้นต่อไปแล้ววางตัวไม่ถูก จึงแย่งงานไปทำ
หลี่ซื่อเห็นอย่างนั้นก็ไม่บ่ายเบี่ยง “ได้เจ้าค่ะ ท่านไปเถอะ อย่าลืมเอาน้ำมาให้ท่านแม่ด้วยนะเจ้าคะ ท่านแม่เดินทางมาทั้งวัน คงหิวแล้วเป็นแน่”
“ท่านแม่ มาสิเจ้าคะ ท่านนั่งลงตรงนี้” คราวนี้หลิวซื่อมีพัฒนาการแล้ว ที่นั่งของพี่สะใภ้ใหญ่ข้างกายว่างลง นางจึงยืมดอกไม้ถวายพระทันที
เย่อวี๋หรานเดินไปนั่งลงท่ามกลางสายตาของทุกคนทั้งอย่างนี้
ไม่จำเป็นต้องให้ใครบอก เย่อวี๋หรานก็ทราบสาเหตุที่พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูมาปรากฏกายที่นี่เวลานี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องของจูเอ้อร์เม่ยแล้วยังจะเป็นใครไปได้อีก?
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าคุยกับเจ้าหน้าที่และผู้อาวุโสของหมู่บ้านเฉียนเฉวียนแล้ว หนังสือรับรองก็มีแล้วเจ้าค่ะ” เย่อวี๋หรานกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “นางกับลูกชายคนเล็กแยกเรือนกับเหล่าเฉียนและเฉียนซินสองพ่อลูกอย่างเป็นทางการแล้ว ทรัพย์สินทุกอย่างของครอบครัว สองพี่น้องแบ่งกันคนละครึ่งเรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
พ่อเฒ่าจูและแม่เฒ่าจูถอนหายใจออกมา
“แยกเรือนกันได้ก็ดีแล้ว แยกก็ดีแล้ว…เมียเจ้าใหญ่ รบกวนเจ้าแล้ว” ใบหน้าของแม่เฒ่าจูฉายแววเอาใจ
คราวนี้เพราะมีสะใภ้ใหญ่ จูเอ้อร์เม่ยจึงรอดพ้นจากภัยร้ายและแยกเรือนมาได้อย่างราบรื่น แต่ในวันหน้าจะสามารถมีชีวิตที่ดีได้หรือไม่ ยังจำเป็นต้องให้สะใภ้ใหญ่ช่วยเหลือ ไม่อย่างนั้น…
กล่าวตามตรง หากเย่อวี๋หรานไม่ได้เสนอขึ้นมา แม่เฒ่าจูก็คงคิดไม่ถึงว่าสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการเช่นนี้ แยกเรือนกับอดีตสามีและแบ่งลูกชายไปฝ่ายละหนึ่งคน
“รบกวนก็รบกวนไปแล้ว จะทำอย่างไรได้ล่ะเจ้าคะ?” เย่อวี๋หรานไม่เกรงใจแม้แต่น้อย “ถึงอย่างไร จูเอ้อร์เม่ยก็เป็นน้องสาวของจูเหล่าโถว เป็นลูกสาวแท้ ๆ ของพวกท่าน ข้าจะไม่ยุ่งก็คงไม่ได้กระมัง?”
ผู้เฒ่าทั้งสองมีสีหน้าจืดเจื่อน
ทั้งสองไม่ได้รั้งอยู่ที่เรือนสกุลจูนานนัก เมื่อได้รับคำตอบที่แน่ชัดจากเย่อวี๋หรานแล้วก็พูดจาอีกหลายประโยค จากนั้นก็กล่าวคำอำลา
เย่อวี๋หรานให้จูต้าและจูอู่ไปส่งพวกเขา
เมื่อผู้เฒ่าทั้งสองจากไป คนที่เหลือก็แยกย้าย
อาศัยช่วงที่เย่อวี๋หรานกินข้าวเย็น หลี่ซื่อรายงานสถานการณ์ในบ้านระหว่างที่เย่อวี๋หรานไม่อยู่ให้นางฟัง
“อืม เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว เจ้าไปพักผ่อนเถอะ” เย่อวี๋หรานฟังจบก็เอ่ยขึ้น
“เจ้าค่ะ” หลี่ซื่อตอบรับแล้วกล่าวว่า “ท่านแม่ ท่านกินเสร็จแล้วแช่ถ้วยไว้ในหม้อได้เลยนะเจ้าคะ พรุ่งนี้เช้าเป็นเวรทำอาหารของข้า ข้าจะเอาไปล้างเองเจ้าค่ะ”
“อื้ม!”
ถึงจะรับคำไปแบบนั้น แต่เย่อวี๋หรานก็ไม่คิดจะแช่ถ้วยเอาไว้ให้หลี่ซื่อเอาไปล้างตอนเช้าวันพรุ่งนี้
นางยังไม่ได้แก่จนขยับตัวไม่ได้เสียหน่อย จะได้ให้ลูกสะใภ้มาปรนนิบัติ
หากเป็นไปได้ นางก็อยากทำให้ครอบครัวมั่งคั่งร่ำรวยก่อนที่ตนเองจะแก่ตัวลง ในเรือนจะได้มีสาวใช้และแม่นม ถึงตอนนั้นจะได้อยู่อย่างสุขสบายเสียที
ชาติก่อนนางไม่เคยเป็นแม่สามี แต่ถึงจะไม่เคยกินหมูก็ต้องเคยเห็นหมูวิ่งมาก่อน*[1] ปัญหาเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ในอินเทอร์เน็ตมีน้อยเสียที่ไหน?
หน้าเตียงบุพการีที่ป่วยไข้เรื้อรังไร้บุตรกตัญญู นับประสาอะไรกับหญิงชราที่ขยับตัวไปไหนไม่ได้ เป็นได้เพียงภาระของผู้อื่น ใครเลยจะชมชอบ?
เรื่องของจูเอ้อร์เม่ยได้เตือนสตินางไม่มากก็น้อย
ราตรีลึกล้ำขึ้นทุกขณะ
เย่อวี๋หรานล้างถ้วยเสร็จก็กลับมาที่เรือนหลังใหม่ ภายในเรือนเงียบสงัด
นางลงกลอนประตูเรือนจากข้างใน ตระเตรียมจะกลับเข้าห้องตนเอง
“อะแฮ่ม!”
เสียงกระแอมพลันดังขึ้น ทำให้เย่อวี๋หรานสะดุ้งตกใจ
นางเพ่งตามอง พบว่าเงาตะคุ่มที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากที่ไหนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นจูเหล่าโถวนั่นเอง ทันใดนั้นก็รู้สึกหมดความอดทน “เจ้าทำอะไร? มายืนอยู่ตรงนี้ดึก ๆ ดื่น ๆ ไม่ให้สุ้มให้เสียง คิดจะทำให้คนตกใจตายงั้นรึ?”
[1] ถึงจะไม่เคยกินหมูก็ต้องเคยเห็นหมูวิ่งมาก่อน เป็นสำนวน หมายถึง แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์เรื่องนั้น ๆ มาโดยตรง แต่ก็ย่อมเคยได้ยินได้เห็น หรือสัมผัสเรื่องเหล่านั้นในทางอ้อมมาก่อน