ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 605 นิสัยแบบนั้นไม่ทะเลาะกันก็แปลกแล้ว
บทที่ 605 นิสัยแบบนั้นไม่ทะเลาะกันก็แปลกแล้ว
เด็กน้อยสกุลหลี่ว์ทั้งสามคนในยามนี้ยังไม่ค่อยเข้าใจความหมายของคำว่า ‘แขกใต้ชายคาเรือนของผู้อื่น’ สักเท่าใด ทั้งยังไม่ทราบว่าแม้คนสกุลจูจะดุกับพวกนาง แต่ก็ไม่เคยบกพร่องต่อพวกนางมาก่อน
บางทีวันหนึ่งเมื่อพวกนางเติบใหญ่ขึ้น ได้พบได้เห็นอะไรมากกว่าเดิม คงจะเข้าใจความล้ำค่าของประสบการณ์ในช่วงเวลานี้
นี่ยังเป็นสิ่งที่เย่อวี๋หรานอยากสั่งสอนพวกนาง ไม่ว่าจะต้องพบเจอกับเรื่องราวแบบไหนก็อย่าเอาแต่โทษว่าสวรรค์ไม่ยุติธรรม ตราบใดที่เจ้ายังมีมือ ขอแค่ตั้งใจทำงาน เจ้าก็จะไม่ต้องอดอยาก
ถ้าพวกเจ้าเอาแต่โทษฟ้าโทษคนอื่น เช่นนั้นก็ขออภัย ไม่มีใครติดค้างเจ้า เจ้าควรกลับไปทางไหนก็กลับไปทางนั้นเถอะ
หมูสามตัวของสกุลจูทำให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ทำงานอยู่ครึ่งค่อนวัน
ทำอย่างไรได้ การเชือดหมูนั้นง่าย แต่ถ้าต้องชำแหละหมูทั้งตัวและยังต้องทำให้ดี ก็สิ้นเปลืองเวลาไปไม่น้อย
ประกอบกับงานจัดหาเนื้อหมูของพวกเขายังได้รับมาจากสกุลจู การเชือดหมูครั้งนี้จึงยิ่งต้องทำอย่างพิถีพิถัน
เมื่อเขาเอาเครื่องในหมูออกมาแล้ว พวกลูกสะใภ้สกุลจูก็จะเอาไปล้างทำความสะอาดแล้วแช่ไว้ในน้ำผสมขี้เถ้า เตรียมเอาไว้สำหรับจัดการต่อภายหลัง
ช่วยไม่ได้ เนื้อเยอะเกินไป ไม่สามารถจัดการให้เสร็จสิ้นได้ในคราวเดียวนี่นา
นอกจากนี้ คนขายเนื้อแซ่หลี่ทำงานนานขนาดนั้น จะอย่างไรก็ต้องเชิญเขาอยู่กินข้าวด้วยกันก่อน
ถึงตอนนี้ นาน ๆ ทีเย่อวี๋หรานจึงจะเข้าครัว วันนี้เป็นเวรลูกสะใภ้คนไหนทำอาหารก็เป็นคนนั้นรับผิดชอบ
จะทำอะไรบ้างก็มารายงานนางเสียก่อน นางพยักหน้าแล้วค่อยเริ่มทำได้
คนขายเนื้อแซ่หลี่มีโอกาสได้รับประทานอาหารที่เรือนสกุลจูอีกครั้ง พบว่าฝีมือการทำอาหารของสะใภ้สกุลจูเหมือนจะก้าวหน้าไปอีกขั้น
เขากินอาหารบนโต๊ะไปรวดเดียวจนพุงกาง แต่ก็คล้ายจะยังไม่หนำใจ
“จูต้าเหนียง ท่านสั่งสอนลูกสะใภ้ได้เก่งกาจนัก ข้ากล้าพูดเลยว่าฝีมือทำอาหารสุดยอดกันทุกคน ชีวิตนี้ข้าไม่เคยกินของอร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย”
เย่อวี๋หรานยิ้ม “พูดเช่นนี้ไม่ดีหรอกนะ ประเดี๋ยวเจ้ากลับไปแล้วเมียเจ้าได้ยินเข้า นางคงได้ชวนเจ้าทะเลาะพอดี นางทำกับข้าวให้เจ้ากินมาครึ่งค่อนชีวิตแล้วนี่นา”
คนขายเนื้อแซ่หลี่หัวเราะ “ฮ่า ๆๆๆ…ท่านไม่ต้องห่วงหรอก จูต้าเหนียง ฝีมือทำอาหารของเมียข้าเป็นอย่างไรนางรู้ตัวดี ไม่อย่างนั้นนางจะมาซื้ออาหารที่เรือนพวกท่านอยู่บ่อย ๆ หรือ? นางคงคิดว่าอาหารที่พวกท่านทำอร่อยเหมือนกันนั่นแหละ”
“ถ้าพวกข้าทำไม่อร่อย ใครจะมาซื้อกันล่ะ?”
“ฮ่า ๆๆๆ…”
……
ทำงานเสร็จแล้ว เย่อวี๋หรานก็ส่งซองแดงหนาปึ้กมาให้
คนขายเนื้อแซ่หลี่บ่ายเบี่ยงไม่รับ บอกว่าสกุลจูอุดหนุนการค้าของเขามานานแล้ว ครั้งนี้เขามาเพื่อช่วยงานเท่านั้น ถ้ายังจะรับเงินอีก คราวหน้าเขาคงไม่กล้ามาอีกแล้ว
“เอ๊ะ ช่วยงานก็ส่วนช่วยงาน แต่สิ่งที่ควรให้ก็ยังต้องให้อยู่ดี” เย่อวี๋หรานยัดเงินกลับไป “คราวหน้าถ้าเจ้ามามือเปล่าและกลับไปมือเปล่า ข้าจะไม่ว่าอะไรสักคำ แต่คราวนี้ไม่ได้ เพื่อความเป็นสิริมงคล เจ้ารับไว้เถอะ! ถ้ายังเกรงใจข้าอีก ข้าจะไม่สนใจเจ้าแล้วนะ”
คนขายเนื้อแซ่หลี่เห็นว่าคงปฏิเสธไม่ได้แล้วจึงได้แต่รับเอาไว้ ยังคิดในใจว่า ‘เห็นที ของขวัญปีใหม่คราวนี้ต้องเตรียมมาให้ดีกว่าเดิมสักหน่อยแล้ว!’
เชือดหมูไปสามตัว ยามนี้ท้ายเรือนของสกุลจูเฉอะแฉะไปทั่ว
ช่วยไม่ได้ น้ำร้อนราดลงไปอ่างแล้วอ่างเล่า ต่อให้พื้นดินจะแข็งสักแค่ไหนก็ต้องกลายเป็นโคลนไปอยู่ดี
ซานเป่ากับซื่อเป่าอาศัยจังหวะที่พวกผู้ใหญ่ไม่ทันสังเกตแอบวิ่งไปท้ายเรือน หลินซื่อเห็นเข้าจึงหิ้วพวกเขาสองคนกลับมา
“พี่สะใภ้สี่ หาคนมาเฝ้าซานเป่ากับซื่อเป่าเอาไว้เถอะเจ้าค่ะ พวกเขาวิ่งไปท้ายเรือนอีกแล้ว ตอนนี้ท้ายเรือนสกปรกจะตาย พวกเขาจะไปที่นั่นทำไม? ตั้งใจก่อความวุ่นวายชัด ๆ เลยนี่นา?”
“ไอ้หยา ทำไมไปอีกแล้ว?” หลี่ซื่อได้ยินเสียงก็วิ่งออกมาจากห้องครัว มือยังเลอะคราบมันมอมแมม “ข้าหันไปหน่อยเดียวเองนะ”
หลี่ว์ซานยาที่เติมฟืนเสร็จแล้วรีบตามออกมา “ป้าสะใภ้รอง ป้าสะใภ้สี่ ให้ข้าดูแลเถอะเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าว่างแล้ว”
ซานเป่ากับซื่อเป่าทำหน้าทะเล้นใส่หลี่ว์ซานยาอย่างซุกซน
“เจ้าเป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง จะรับมือเด็กซนสองคนนั้นไหวได้อย่างไร เจ้าเรียกพี่รองของเจ้ามาด้วย พวกเจ้าสองคนช่วยกันดู” หลี่ซื่อแบ่งงานให้นางกับหลี่ว์เอ้อร์ยาเสร็จสรรพ
“เจ้าค่ะ!”
หลี่ว์ซานยาขานรับแล้วไปเรียกหลี่ว์เอ้อร์ยามาช่วย
ระหว่างนั้น หลี่ซื่อก็สั่งสอนซานเป่ากับซื่อเป่าไปอีกยก บอกให้พวกเขาทำตัวว่าง่าย ไม่อย่างนั้นนางจะบอกให้พี่ใหญ่กับพี่รองของพวกเขากลับบ้านมาช้า ๆ
“ไม่เอา ไม่เอา ท่านแม่ ข้าคิดถึงพี่ใหญ่กับพี่รองแล้ว!”
“ข้าก็เหมือนกัน ท่านแม่ ท่านให้พี่ใหญ่กับพี่รองกลับมาไว ๆ เถอะขอรับ!”
……
เด็กน้อยสองคนกอดขาออดอ้อนหลี่ซื่อ
หลินซื่อเห็นแล้วก็นึกอิจฉา แต่นางก็สลัดความคิดนั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็ว เพราะนางยังต้องเลี้ยงน้องสาวสองคนกับหลานสาวอีกสามคน เรื่องมีลูกยังคงมีช้าหน่อยจะดีกว่า
ครั้นคนขายเนื้อแซ่หลี่ไปจากเรือนสกุลจูก็ถูกจูหย่งหนิงดักเอาไว้ตรงปากทางเข้าหมู่บ้าน
“อ๋า ทำไมเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?” คนขายเนื้อแซ่หลี่ตกใจ นึกว่าแผนการของตนเองถูกคนอื่นมองออกเสียแล้ว
บนใบหน้าจูหย่งหนิงมีรอยฟกช้ำเล็กน้อย เขายัดซองแดงให้คนขายเนื้อแซ่หลี่ด้วยสีหน้าประจบเอาใจ “สร้างปัญหาให้เจ้าแล้ว ต้องขอโทษจริง ๆ ข้าสั่งสอนเมียข้าเรียบร้อยแล้ว”
“เจ้าเอามาให้ข้าทำไม? ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก นางก็คือนาง เจ้าก็คือเจ้า ข้าเอาเรื่องของนางมาคิดบัญชีกับเจ้าไม่ได้หรอกนะ…” คนขายเนื้อแซ่หลี่ผลักคืนไป
“เอาน่า เจ้ารับเอาไว้เถอะ นอกจากเป็นการขออภัยเจ้าแล้ว ข้ายังอยากจะรบกวนเจ้าสักเรื่อง” จูหย่งหนิงกล่าวอย่างยืนกราน “ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องเชือดหมู ถ้าเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าก็จนปัญญาจริง ๆ แล้ว”
คนขายเนื้อแซ่หลี่มีสีหน้าลำบากใจ แต่สุดท้ายก็ยังคงรับซองแดงไปและกล่าวว่า “ตกลง ข้าจะช่วยก็ได้ แต่ข้าต้องบอกไว้ก่อนนะ ข้าเห็นแก่หน้าเจ้า ซองแดงนี้ข้าก็รับเอาไว้แล้ว ถือเสียว่าเจ้าให้ค่าตอบแทนค่าเชือดหมูข้ามาล่วงหน้า เจ้าจะได้สบายใจ ถึงตอนนั้นก็ไม่ต้องให้อีกแล้ว…”
“ได้ ๆๆ รบกวนเจ้าแล้ว!” จูหย่งหนิงได้ยินเขารับปากแล้วก็โล่งอก รอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า
ส่วนว่าถึงเวลานั้นคนขายเนื้อแซ่หลี่จะรับซองแดงหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถึงอย่างไรเขาก็ต้องเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ไม่อาจล่วงเกินคนอื่นจนเกินไป
เงินที่ได้จ่ายเพิ่มขึ้นมาส่วนนี้ แม้เขาจะปวดใจอยู่บ้าง แต่ก็จดบัญชีทั้งหมดไว้ที่หญิงปากสว่าง
เมียคนนี้น่าปวดหัวจริง ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะนาง เขาจะต้องให้ซองแดงเพิ่มไปอีกซองงั้นรึ?
ไม่รู้เรอะว่ายุคสมัยนี้หาเงินยากแค่ไหน?
ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห พอกลับไปจึงทะเลาะกับหญิงปากสว่างอีกรอบ
ทางด้านสกุลจูได้ยินเสียงอีกครั้งก็ออกจะจนใจ
“ทำไมทะเลาะกันอีกแล้ว?”
“เฮ้อ ใครจะไปรู้ นิสัยแบบหญิงปากสว่างไม่ทะเลาะกันสิแปลก”
“ข้าว่านะ นางพูดจาให้น้อยลงหน่อยก็สิ้นเรื่อง”
……
เหล่าสะใภ้สกุลจูหมักเนื้อไปพลางพูดคุยสัพเพเหระ
จูต้านั่งบนพื้นหิน กำลังหั่นเนื้อหมูบนเขียงไม้ขนาดใหญ่
คนขายเนื้อแซ่หลี่ช่วยชำแหละหมูให้พวกเขาแล้ว แต่ก็หั่นเป็นชิ้นใหญ่ จูต้าจึงนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ตามความต้องการของพวกผู้หญิง
เนื้อคนละส่วน การนำมาใช้ประโยชน์ย่อมไม่เหมือนกัน วิธีหั่นก็ต่างกันไป
นอกจากหมักเนื้อ คนสกุลจูยังตั้งใจว่าจะทำเนื้อรมควันและเนื้อแห้ง
ในลานเรือนกำลังทำงานกันอยู่ ในห้องครัวหลิ่วซื่อกับจูปาเม่ยกำลังจะเคี่ยวน้ำมันหมู
หมูทั้งสามตัวล้วนอ้วนท้วน มันเปลวก็ได้ออกมาเป็นแผ่น ๆ หม้อใบเดียวเคี่ยวได้ไม่หมด จึงต้องหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ แบ่งเคี่ยวอย่างน้อยสองครั้ง