ย้อนยุคมาเป็นแม่สามีสุดโหด - บทที่ 606 เจียวน้ำมันหมู
บทที่ 606 เจียวน้ำมันหมู
การเจียวน้ำมันหมูเป็นงานที่ยุ่งยากอย่างหนึ่ง ขั้นแรกต้องให้น้ำไหลผ่านมันเปลวเพื่อชะล้างให้สะอาดเสียก่อน
มันเปลวมีหน้าตาคล้ายเต้าฮวย ถ้าเทน้ำล้างรุนแรงเกินไปก็จะชะล้างมันเปลวบางส่วนออกไปด้วย แต่ถ้าเทน้ำล้างเบาเกินไปก็อาจล้างไม่สะอาด ดังนั้นขณะที่ล้าง น้ำจะต้องไหลไม่แรงหรือเบาเกินไป
หลังจากล้างสะอาดแล้วก็หั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ
หลิ่วซื่อหั่นคนเดียวไม่หมด จึงเรียกหลี่ว์ต้ายา จูปาเม่ย หลินซานยา และหลินซื่อยามาช่วย
เด็กสาวหลายคนช่วยกันทำงานจึงหั่นมันเปลวได้เต็มหม้อ
เมื่อเห็นว่าจะเริ่มเจียวน้ำมันแล้ว จูปาเม่ยก็แย่งงานเบา ๆ อย่างการเติมฟืนไปอย่างหน้าชื่นตาบาน
นางยกเก้าอี้ตัวเล็กมานั่งอยู่หน้าเตา มือคว้ากระจาดเย็บปักมานั่งลงเย็บผ้าไปพลาง เติมฟืนไปพลาง
ปากเล็ก ๆ นั้นก็ไม่ได้ว่างเว้น “พี่สะใภ้ใหญ่ พอเจียวเสร็จแล้ว ข้าอยากกินกากหมูเคลือบน้ำตาลสดใหม่จากเตาถ้วยแรกนะเจ้าคะ”
หลิ่วซื่อล้างกระทะเสร็จแล้วก็เทมันเปลวที่หั่นเตรียมเอาไว้ลงไปในกระทะ ก่อนจะยิ้มและพูดว่า “ได้ จะเก็บถ้วยแรกเอาไว้ให้เจ้า เติมไฟแรงหน่อย พอน้ำมันออกมาแล้วค่อยเบาไฟ…”
นางยังไม่ลืมอธิบายวิธีควบคุมไฟให้จูปาเม่ย
“เจ้าค่ะ ข้ารู้แล้ว ปีที่แล้วก็เคยทำ ข้ามีประสบการณ์แล้ว” จูปาเม่ยยิ้ม
มันเปลวที่เพิ่งเทลงกระทะยังเปียกน้ำอยู่ ทั้งยังมีเต็มกระทะแบบนั้น อีกสักพักจึงจะเจียวน้ำมันออกมาได้
หลิ่วซื่อพลิกมันเปลวในกระทะไปหลายตลบ จากนั้นก็กลับไปช่วยหั่นมันเปลวต่อ “ปาเม่ย เจ้าดูไว้หน่อย ข้าจะไปช่วยงานทางนั้น”
“เจ้าค่ะ ท่านไปเถอะ เดี๋ยวข้าเฝ้าเอง”
จูปาเม่ยเฝ้าเตาพลางทำงานเย็บปักไปด้วย บางครั้งก็จะลุกขึ้นมาคนมันหมูในกระทะ
ครั้นรู้สึกว่ามันเปลวเริ่มคายน้ำมันออกมาแล้ว นางจึงเรียกหลิ่วซื่อ “พี่สะใภ้ใหญ่ แบบนี้ได้แล้วใช่ไหมเจ้าคะ? มีน้ำมันออกมาแล้ว”
“ไหน ข้าขอดูหน่อย” หลิ่วซื่อหั่นมันเปลวในมือเสร็จก็เดินเข้ามาดู “ยังไม่ได้ที่ เจียวต่อไปสักพัก”
ครั้นเห็นว่าใกล้ถึงเวลาแล้ว นางจึงยืนอยู่ตรงนั้นไม่จากไปไหน
จนกระทั่งนางเห็นว่าถึงเวลาแล้วจึงให้จูปาเม่ยลดไฟลง แล้วยืนเฝ้าอยู่หน้าเตา
มันเปลวเต็มกระทะแบบนั้น นางจำเป็นต้องพลิกอยู่เป็นระยะ เพื่อไม่ให้ส่วนที่อยู่ข้างล่างติดกระทะ ขณะที่ส่วนบนยังไม่มีน้ำมันออกมา
มันเปลวมีมากจึงใช้เวลานานพอสมควร เจียวไปจนกากหมูกลายเป็นสีเหลืองทองทั้งหมดก็เป็นอันเสร็จสิ้น
คนสกุลจูยุ่งอยู่กับการจัดการเนื้อหมูสามตัวนั้นติดต่อกันหลายวัน
ทั้งหมักเนื้อและนำไปตากแห้ง
เนื้อรมควันยังไม่รีบร้อน ต้องหมักทิ้งไว้หลายวัน จึงค่อยนำมารมควันได้
ระหว่างนั้น พวกผู้ชายสกุลจูก็ขึ้นไปตัดกิ่งสนมาจากบนเขา ทั้งยังขุดรากไม้แก่ ๆ ลงมาด้วย
แล้วหาบลงมาจากบนเขา นำมากองไว้ในห้องเก็บฟืนที่สร้างขึ้นใหม่บริเวณท้ายเรือน ซึ่งเป็นเพิงมุงหลังคาสำหรับเก็บฟืนโดยเฉพาะ
ส่วนพวกผู้หญิงล้างเครื่องในหมู แยกไส้หมูออกมา สับเนื้อหมูแล้วนำไปกรอกในไส้หมูทำเป็นไส้กรอก
เนื่องจากปีนี้เลี้ยงหมูหลายตัว เย่อวี๋หรานยังไม่คิดจะนำไปขาย ทำให้พวกลูกสะใภ้มีงานมากกว่าที่ผ่านมา
เริ่มจากของกินเล่นจำพวกเมล็ดแตง ขนมหวาน ของกินเล่นแบบตากแห้ง แบบคั่ว และแบบทอด สามารถทำเป็นแบบไหนได้ก็ทำแบบนั้น
ส่วนพวกผลไม้ เย่อวี๋หรานให้พวกเขาเก็บผลไม้ป่ามาจากบนเขาตั้งแต่ตอนเข้าฤดูใบไม้ร่วง นำมาตากแห้งหรือดองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
แม้อาจเทียบกับยุคปัจจุบันไม่ได้ แต่ในยุคสมัยนี้ก็ถือว่าเป็นของดีแล้ว
ใบชายิ่งไม่ต้องพูดถึง ตั้งแต่ชาสะระแหน่ไปจนถึงชาดอกไม้ต่าง ๆ เปลือกส้มโอและเปลือกส้ม ขอเพียงเป็นสิ่งที่พบได้ในชีวิตประจำวันที่สามารถนำมาทำชาได้ เย่อวี๋หรานก็จะไม่ปล่อยผ่านไปแม้แต่อย่างเดียว
ทำไว้มากมายเช่นนั้น ย่อมไม่ได้ทำสำหรับกินเองอยู่แล้ว แต่ยังต้องเตรียมสำหรับใช้เป็นของขวัญปีใหม่ด้วยเช่นกัน
บ้านไหนสามารถนำของที่ไม่เหมือนกับคนอื่นออกมาได้ก็จะ ‘มีหน้ามีตา’
เมื่อมีคนแวะมาเยี่ยมเยือน เห็นของกินเล่นที่เรือนสกุลจูแล้วก็ต้องอิจฉา “จูต้าเหนียง ของกินเล่นบ้านพวกท่านช่างหลากหลายจริง ๆ ดูสิ มีตั้งหลายอย่างที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน”
เย่อวี๋หรานมองเมล็ดทานตะวันคลุกแป้งทอดแวบหนึ่ง นางกอบมาหนึ่งกำมือยัดใส่มืออีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “นี่จะนับเป็นอะไรได้? เป็นของที่พวกข้าทำเอง เจ้าลองชิมดูก่อน ถ้าถูกใจจะได้ให้สะใภ้สี่บ้านข้าทำเผื่อเจ้าด้วย ถ้ามากคงไม่ได้ แต่สักครึ่งชั่งนั้นไม่มีปัญหา”
“ไอ้หยา จูต้าเหนียง เจ้าช่างเป็นคนดีจริง ๆ! เมื่อก่อนใคร ๆ ก็พูดว่าเจ้าดุร้ายนัก ไม่กล้าเข้าใกล้ ตอนนี้ข้าก็เพิ่งรู้นี่แหละ เรื่องบางอย่างจะฟังคนพูดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องมาสัมผัสด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็คงพลาดอะไรไปแล้ว” คนผู้นั้นดีใจยิ่งนัก หยิบเม็ดหนึ่งขึ้นมาใส่ปาก
หวาน ๆ เค็ม ๆ รสชาติแปลกอยู่บ้าง แต่เวลาเคี้ยวอร่อยดี
ช่วงเทศกาลปีใหม่นี่นา ของกินเล่นไม่จำเป็นต้องอร่อยมากก็ได้ สิ่งสำคัญคือต้องแปลกใหม่ หากินไม่ได้ในยามปกติ
นางจะยอมพลาดโอกาสดี ๆ แบบนี้ไปได้อย่างไร จึงออกปากกับเย่อวี๋หรานโดยไม่ลังเล
เมื่อมีคนออกปากคนแรกก็ย่อมต้องมีคนต่อ ๆ มา
คนที่รู้ว่าสกุลจูมีของแปลกใหม่ก็ทยอยมาสั่งด้วยอย่างอดใจไม่ไหว
แน่นอนว่าตอนมาย่อมไม่ได้มามือเปล่า สิ่งของในเรือนคนอื่นไม่ได้หล่นลงมาจากฟ้านี่นา เงินที่ควรจ่ายก็ต้องจ่ายอยู่แล้ว แต่ของที่สั่งไม่เหมือนกัน ราคาก็ย่อมไม่เท่ากันเป็นธรรมดา
หลี่ซื่อมีไหวพริบยิ่งนัก ทุกครั้งจะยิ้มร่าพูดว่า “โธ่เอ๊ย ท่านป้า ที่บ้านข้ามีของดีอยู่แค่นี้ยังไปต้องตาท่านได้? ไม่ได้การแล้ว พวกข้าทำกินกันเอง ไม่ขาย”
“แม่สามีของข้าพูด? ถ้าอย่างนั้น…”
“ถ้าอย่างนั้นข้าทำให้ท่านครึ่งชั่งก็แล้วกัน ได้แค่ครึ่งชั่งเท่านั้นนะ มากกว่านี้ไม่ได้ ถ้ามากกว่านี้ก็จะมีไม่พอแล้ว”
“ท่านป้า พวกข้าต้องบอกไว้ก่อนนะว่า ของที่ให้ท่าน คนอื่นไม่แน่ว่าจะมี ท่านอย่าเอาไปพูดต่อเชียวนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นถ้าคนอื่นมาขอด้วยเหมือนกัน ถึงคราวปีใหม่ท่านจะเอาอะไรมารับรองแขกให้ตัวเองมีหน้ามีตาล่ะ จริงไหม?”
……
ทุกคนมาแล้วย่อมไม่ได้กลับไปมือเปล่า แต่ก็ได้ไปคนละไม่มาก มีตั้งแต่ครึ่งชั่งไปจนถึงหนึ่งชั่ง อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรติดมือกลับไปบ้าง
เกรงว่าคนสกุลจูเองก็คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่า ของที่เดิมทีพวกตนเตรียมเอาไว้สำหรับฉลองช่วงเทศกาลปีใหม่กลับมีคนในหมู่บ้านมาซื้อไปไม่น้อย
แต่จะทำอย่างไรได้เล่า นอกจากทำให้มากกว่าเดิม
สิ่งที่จะขาดไปไม่ได้ในช่วงเทศกาลตรุษจีนก็คือการเขียนกลอนคู่
ตอนที่แต่ละบ้านเริ่มเชือดหมูก็มีคนมาถามแล้วว่า “จูต้าเหนียง ปีนี้พวกท่านยังเขียนกลอนคู่อยู่ไหม?”
“เขียนสิ รอเจ้าเจ็ดบ้านข้ากลับมา ถึงตอนนั้นข้ากับเขาค่อยช่วยกันเขียนให้ทุกคน ดีไหม?”
เย่อวี๋หรานพูดจบ ดวงตาของฝ่ายตรงข้ามก็วาววับ “ไอ้หยา นั่นก็ยอดเยี่ยมไปเลย เจ้าเจ็ดบ้านท่านเป็นดาวเหวินฉวี่มาจุติเชียวนะ ถ้าเขาเขียนให้พวกข้า พวกข้าจะได้รับไอมงคลไปด้วย ฮ่า ๆๆๆ…จูต้าเหนียง เชิญท่านทำงานต่อเถอะ ข้าจะเอาข่าวดีนี้ไปบอกต่อทุกคนเอง”
จูชีที่น่าสงสาร คนยังไม่ทันกลับบ้าน คนเป็นแม่ก็รับงานไว้ให้เขาเสียแล้ว ไม่รู้ว่าถ้าเขารู้เข้าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
คิดว่าพอรู้เรื่องก็คงทำตามแต่โดยดีนั่นแหละ
ตอนนี้เขายุ่งยิ่งนัก เพราะจะถึงช่วงเทศกาลปีใหม่แล้ว อาจารย์เสินจึงสั่งการบ้านให้เขาไม่น้อย
เขาตรวจสอบรายการการบ้านของอาจารย์เสินหลายรอบแล้ว
“ครบไหม?” จูซานเรียนรู้ได้ไม่เร็วเท่าจูชี นอกจากคอยเร่งแล้วก็ช่วยเรื่องอื่นได้ไม่มากนัก
“ครบแล้วขอรับ พี่สาม ท่านดูสิ” จูชียังคงมีความอดทนสูงเหมือนที่ผ่านมา เขาทวนรายการให้จูซานฟัง
เขาอ่านพลางชี้ไปทีละอย่าง
จูซานฟังพลางพยักหน้าหงึกหงัก “อืม ไม่ผิด ข้าจะห่อของพวกนี้ให้เจ้า พวกเราจะกลับบ้านกันพรุ่งนี้เช้า”
ต้าเป่ากับเอ้อร์เป่าได้ยินว่าจะได้กลับบ้านแล้วก็ร้องอย่างตื่นเต้นลิงโลด “หา! ยอดเยี่ยมไปเลย ในที่สุดก็จะได้กลับบ้านสักที!”
“พวกเจ้าสองคนเบาเสียงหน่อย ถ้าอาจารย์เสินได้ยินเข้า เดี๋ยวก็คิดว่าพวกเจ้าไม่อยากอยู่ที่นี่ ปีหน้าไม่ให้เจ้าเข้าเรียนในสำนักศึกษา ดูซิว่าพวกเจ้าจะทำยังไง” จูซานไม่อยากให้พวกเขาได้ใจเกินไปจึงพูดขู่
“ไม่มีทาง” ต้าเป่าเชิดหน้าพูดอย่างถือดี “พี่กวงจี้บอกว่าอาจารย์เสินชอบพวกข้ายิ่งนัก รอให้พวกข้าฝากตัวเป็นศิษย์ในปีหน้าอยู่นะ”
“เจ้าเด็กนี่ อย่าได้ใจให้มันเกินไปนัก!” จูซานยิ้มขณะแกล้งจิ้มจมูกต้าเป่า “ถ้าได้ใจไปกว่านี้ หางพวกเจ้าจะชี้ออกมาแล้วนะ อย่างอื่นข้าไม่รู้หรอก แต่ข้ารู้ว่าอาจารย์เสินไม่ชอบลูกศิษย์ที่อวดดีแน่ ๆ”